บทที่ 40.1 จับคนโกง
บทที่ 40.1 จับคนโกง
บทที่ 40.1 จับคนโกง
กลิ่นคาวเลือดที่เหลาสุราอวิ๋นไหลยังมิทันจางหายไปกับสายลมเหมันต์ ค่ำคืนนี้เมืองหลวงที่ควรจะหลับใหลกลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความโกลาหล
เปลวคบเพลิงนับไม่ถ้วนส่องสว่างท่ามกลางพายุหิมะ ทหารของศาลต้าหลี่และองครักษ์เสื้อแพรกระจายกำลังปิดล้อมจวนขุนนางหลายแห่งพร้อมกัน
ยามราตรีอันควรเงียบสงบ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงตะโกน เสียงเกราะเหล็กกระทบกัน และเสียงร่ำไห้ของผู้คน
“ค้นให้ทั่ว ห้ามปล่อยให้ผู้ใดเล็ดลอดไปได้!”
เสียงตวาดสั่งการและเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดผวาดังระงม ท่ามกลางความวุ่นวายและการกวาดล้างครั้งใหญ่ ขบวนทหารอันน่าเกรงขามและแผ่รังสีคุกคามที่สุด กลับมุ่งหน้าตรงไปยังถนนสายหลักอันเป็นที่ตั้งของจวนตระกูลฟ่าน
บุรุษผู้ควบม้านำหน้าขบวนมิได้สวมชุดเกราะดุดันดั่งแม่ทัพนายกอง แต่เป็นชุดขุนนางขั้นสองชั้นเอกที่ตัดเย็บอย่างประณีต แผ่นหลังเหยียดตรง แววตาลึกล้ำดุจสระน้ำไร้ก้นบึ้งไม่สะท้อนอารมณ์ใด
ปัง ปัง ปัง!
ทหารใต้บังคับบัญชาก้าวเข้าไปทุบประตูจวนตระกูลฟ่านอย่างหนักหน่วง เพียงครู่เดียว บานประตูไม้เนื้อดีก็ถูกเปิดออกโดยพ่อบ้านใหญ่ที่สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเมื่อเห็นกองทหารยืนถือคบเพลิงสว่างไสว ก็ฝืนทำใจดีสู้เสือ ร้องตวาดเสียงดังวางอำนาจ
“เป็นผู้ใดกันที่ขวัญกล้า พวกเจ้าตาบอดหรือไร นี่คือจวนของท่านอัครเสนาบดีฟ่าน พระญาติของฮองเฮา พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาก่อความวุ่นวายยามวิกาล”
เผยอิ้งหนานกระตุกบังเหียนม้า กระโดดลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับกดทับจนพ่อบ้านผู้นั้นถอยร่นไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
“เกิดเหตุลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ที่เหลาสุรากลางเมืองหลวง มือสังหารหลบหนีไปได้” น้ำเสียงของเผยอิ้งหนานราบเรียบ ทว่าก้องกังวาน “ข้าได้รับพระราชบัญชาให้ตรวจค้นทุกจวนในเมืองหลวง ไม่เว้นแม้แต่จวนของเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางขั้นหนึ่ง”
“แต่... แต่ท่านอัครเสนาบดีกำลังพักผ่อน ข้าน้อยต้องไปเรียนให้ท่านทราบก่อนขอรับ” พ่อบ้านยังคงพยายามใช้บารมีของตระกูลฟ่านเข้าข่ม
“ไม่เป็นไร ข้าสามารถไปปลุกเขาเองได้”
นัยน์ตาคมกริบของเผยอิ้งหนานตวัดมองพ่อบ้านอย่างเย็นชา ก่อนจะชูป้ายอาญาสิทธิ์ขึ้นสูง แสงทองสะท้อนวาววับกลางแสงคบไฟจนผู้คนต้องหลุบตาลง
“ตระกูลฟ่านคือเสาหลักของราชสำนัก ย่อมต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้ราษฎรเห็นว่าบริสุทธิ์ใจ”
หิมะเย็นเยียบโปรยลงบนบ่าของขุนนางหนุ่ม ทว่าแววตาของเขากลับเย็นชายิ่งกว่า
“ตรวจค้น”
กว่าเหยียนจิ้งอีจะลืมตาตื่นอีกครั้ง พายุหิมะด้านนอกก็สงบลงแล้ว เหลือเพียงความเงียบงันที่แผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ นางยังรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง กระทั่งขยับกายแล้วพบว่าตนเองเปลือยเปล่าอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ถึงได้สติจนเกือบจะหวีดร้องออกมา
“พระสนมเพคะ” ฉิงซือก้าวเข้ามาทันทีเมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากหลังม่าน
เหยียนจิ้งอีใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะปะติดปะต่อเรื่องราวที่ขาดตอนไปได้ ความทรงจำสุดท้ายของนางหยุดลงที่รสสุราแรงฤทธิ์และความร้อนระอุที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
“ฝ่าบาทเล่า”
“เอ่อ...” นางกำนัลคนสนิทหันไปมองฉิงเหอพลางสบตากัน ก่อนจะพยักหน้าส่งสัญญาณ “ให้หม่อมฉันช่วยพระองค์ผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์ก่อนนะเพคะ”
เหยียนจิ้งอีกำลังจะเอ่ยว่าให้รอก่อน แต่แค่ขยับตัวเล็กน้อยแล้วผ้าห่มเลื่อนหลุดออกจากกาย นางก็หลุดเสียงสบถออกมา
ฮ่องเต้สุนัข!
กระทั่งนางกำนัลที่รับใช้ใกล้ชิดมานานยังพากันก้มหน้าต่ำ โหนกแก้มแดงก่ำเมื่อได้เห็นร่องรอยสีแดงระเรื่อดุจกลีบเหมยที่ตีตราไปทั่วเรือนร่างบอบบาง ราวบุปผาที่เพิ่งผ่านพายุฝนมาอย่างหนักหน่วง
หญิงสาวกัดฟันกรอด หากรู้ว่าเขาจะทิ้งร่องรอยตีตราไปทั่วผิวขาวนวลเนียน นางคงไม่กล้าให้นางกำนัลเข้ามารับใช้ ทว่ายามนี้มีแต่ต้องเชิดหน้าก้าวเข้าไปในถังอาบน้ำเพื่อกำบังสายตา
เมื่อได้แช่ในน้ำอุ่นสบายจึงค่อยคลายความเมื่อยล้า เหมือนกระดูกทั่วร่างที่ถูกเขาเคี่ยวกรำแทบจะหลุดออกมา
“อ๊า...อาอี เจ้าดียิ่ง”
ดีกับผีเถอะ
ใบหน้าเล็กมุดลงใต้ผิวน้ำเพื่อลดทอนความร้อนผ่าวที่แผ่ลามไปบนสองแก้มแดงปลั่ง ไม่รู้ว่าเมื่อคืนนางเมามายเพียงใดจึงกระทำเรื่องบ้าระห่ำเช่นนั้นลงไป ทั้งกัดทั้งข่วนเขา อีกทั้งยังเป็นฝ่ายควบขี่อยู่บนร่างสูงใหญ่แข็งแกร่งนั่น
“เรียบร้อยแล้วเพคะ” เสียงของฉิงเหอทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดลง
เมื่อเหยียนจิ้งอีเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง จึงได้เห็นใบหน้างดงามที่จ้องกลับมาในคันฉ่อง สตรีผู้นั้นมีคิ้วตาแพรวพราว แฝงไปด้วยเสน่ห์ยั่วเย้าที่แม้แต่นางยังแทบไม่รู้จัก กลิ่นอายความไร้เดียงสาถูกแทนที่ด้วยความเอิบอิ่มดุจบุปผาแรกแย้มที่ได้รับหยาดฝนจนชุ่มฉ่ำ
“เอาละ พวกเจ้าออกไปก่อน เรียกฉิงซือกับฉิงลู่เข้ามา”
“เพคะ”
เมื่อนางกำนัลทั้งสองก้าวเข้ามา เหยียนจิ้งอีก็เปิดปากถามทันทีไม่อ้อมค้อม
“ยามนี้สถานการณ์ในเมืองหลวงเป็นเช่นไรบ้าง”
“เมื่อคืน...” ฉิงลู่สูดลมหายใจเข้าลึก “จวิ้นอ๋องทรงนำคนจากศาลต้าหลี่และกองทหารองครักษ์เสื้อแพรไปตรวจค้นจวนขุนนางใหญ่ที่ต้องสงสัยทั้งหมดเพคะ”
“เจ้าหมายความว่า...” สีหน้าของเหยียนจิ้งอีตื่นตระหนกจนแทบจะไร้สีเลือด
“ตระกูลฟ่านถูกจับกุมแล้วเพคะ”
เคร้ง!
จอกชาในมือบางร่วงหลุดกระแทกโต๊ะเสียงดัง น้ำชาสาดกระเซ็นจนเปื้อนกาย แต่เหยียนจิ้งอีหาได้สนใจไม่ มือเล็กสั่นระริกอย่างยากจะควบคุม
“พระสนม” ฉิงซือก้าวเข้ามาแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นท่าทางตกใจจนใบหน้าซีดขาวของผู้เป็นนาย
เหยียนจิ้งอีหาได้สนใจบาดแผลบนหลังมือตน กลับจ้องเพียงฉิงลู่เพื่อยืนยันคำตอบ
“เมื่อคืนมีขุนนางหลายคนรวมถึงอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายและเจ้ากรมโยธาถูกศาลต้าหลี่จับกุม ข้อหาร่วมมือกับบรรดาอ๋องก่อกบฏเพคะ”
เหยียนจิ้งอีรู้สึกว่าสมองของนางแทบไม่อาจรับเรื่องราวใดๆ ได้ หากเทียบเวลากับชาติก่อน ตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงที่แท่นประกอบพิธีในสุสานหลวงจะถล่มลงมาเลยด้วยซ้ำ ต่อมาค่อยตรวจพบว่าน้ำไหลซึมเข้าสู่ห้องสุสานหลักซึ่งถือเป็นการลบหลู่บูรพกษัตริย์ นั่นต่างหากที่เป็นชนวนของข้อหากบฏที่นำไปสู่การโค่นล้มตระกูลฟ่าน
ฉับพลันนั้นนางรู้สึกคล้ายว่าเท้าของตนกำลังเหยียบย่างลงในหลุมลึกที่ไม่เห็นก้นบึ้ง
“แล้วตอนนี้ฮองเฮาเป็นอย่างไรบ้าง”
“คนจากเซิ่นสิงซือปิดประตูตำหนักคุนหนิงห้ามคนเข้าออกเพคะ” ฉิงซือรายงานทันที
กระทั่งฮองเฮาก็ยังถูกโค่นล้มก่อนกำหนดเวลาเกือบปี
ชาตินี้ ฮ่องเต้ลงมือเร็วกว่าที่นางจำได้มากเกินไป
ราวกับตั้งแต่คืนลอบสังหารที่เหลาสุรา ทุกอย่างก็เริ่มหลุดออกจากเส้นทางเดิมทีละน้อย
“ฉิงลู่ แล้วบัณฑิตที่ข้าให้เจ้าจับตาเล่า” ลางสังหรณ์บางอย่างพลันร้องเตือนทันที
“หลินเจียเหวินเพราะร่างกายอ่อนแอจึงเก็บตัวอ่านตำรา ส่วนโจวฮั่น...” ฉิงลู่ก้มศีรษะลงต่ำ “เมื่อวานเขาเข้าร่วมการถกปัญหาที่เหลาสุราอวิ๋นไหล ทำให้ถูกมือสังหารฟันจนสูญเสียแขนข้างหนึ่งเพคะ”
แขนขาด เช่นนั้นก็หมดโอกาสเข้าสอบ
หมากที่นางเฝ้าจับตากลับถูกเขี่ยออกจากกระดานอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว แล้วเช่นนี้ เบาะแสเพียงเส้นเดียวที่อาจสาวไปถึงตัวคนร้าย ก็ถูกตัดขาดลงแล้ว
มือเล็กเอื้อมไปดึงมือนางกำนัล สีหน้ายังคงซีดขาว ไม่อาจซ่อนแววตาที่ตื่นตระหนกเอาไว้ได้อีกต่อไป
“ท่านปู่เป็นอย่างไรบ้าง”
“ทุกคนในตระกูลเหยียนยังปลอดภัยเพคะ”
อีบุ๊กในเด็กดีลงครบแล้วนะคะ ส่วนในถนัดในเมพ ก็กดจิ้มได้เลย