บทที่ 40.2 จับคนโกง
บทที่ 40.2 จับคนโกง
บทที่ 40.2 จับคนโกง
ทางจวนราชครูเองก็สว่างไสวไปทั้งคืนตั้งแต่ได้รับข่าวเรื่องมือสังหารที่เหลาสุราอวิ๋นไหล ห้องหนังสือเรือนหน้าจุดตะเกียงไว้ไม่ดับ แม้ยามดึกแล้วก็ยังไม่มีผู้ใดกล้ากลับไปพักผ่อน
ตระกูลเหยียนตั้งอยู่ในย่านขุนนางชั้นสูง ยามนี้จึงได้ยินทั้งเสียงกีบม้า เสียงทหารเคาะประตูค้นจวน และเสียงตะโกนสั่งการดังแว่วมาตามสายลมหนาวเป็นระยะ บรรยากาศทั่วทั้งจวนเต็มไปด้วยความตึงเครียด
แม้แต่เหยียนจวินยังถูกปลุกขึ้นมากลางดึก เพราะภายในจวนมีเจ้านายเพียงไม่กี่คน ราชครูเหยียนป๋อเหวินจึงเรียกลูกชายและลูกสะใภ้มานั่งรอฟังข่าวอยู่ในห้องหนังสือตั้งแต่หัวค่ำ
ครั้นคนจากในวังส่งข่าวกลับมา ราชครูเหยียนป๋อเหวินจึงเป็นผู้เล่าเหตุการณ์ลอบสังหารที่เหลาสุราด้วยตนเอง รวมถึงข่าวที่เสียนเฟยเพียงตกใจจนเป็นลมไป เพื่อป้องกันมิให้ภายหลังมีผู้ใดฉวยโอกาสมาซักถามหรือตีความกันเอง
เมื่อได้ยินว่ามีเหตุลอบปลงพระชนม์ มือเล็กป้อมของเสี่ยวเป่าปัดถูกถ้วยน้ำชาจนล้มคว่ำ
“เสี่ยวเป่า!” ฟางซื่อรีบคว้ามือบุตรชายขึ้นมาดูทันที
“อี... อี...” เด็กน้อยร้องเรียกเสียงดัง ดวงตากลมโตเริ่มแดงขึ้นมาเล็กน้อย
“คงได้ยินคำว่าเสียนเฟยกระมัง” ฟางซื่อก้มมองบุตรชาย ทั้งเอ็นดูทั้งทอดถอนใจอยู่ในคราวเดียว แม้เด็กคนนี้ยังเล็กมาก แต่กลับจดจำพี่สาวได้ดีเหลือเกิน
“พี่สาวของเจ้าปลอดภัยดี” เหยียนป๋อเหวินเอ่ยกับหลานชายราวกับอีกฝ่ายฟังเข้าใจจริงๆ
“เหตุใดจึงมีคนกล้าลงมืออุกอาจถึงเพียงนี้ล่ะเจ้าคะ” ฟางซื่อเอ่ยถามปากคอสั่น คิดไม่ถึงว่าเมืองหลวงที่ดูสงบสุขเสมอมาจะมีมือสังหารมากมายซ่อนตัว “แล้วฝ่าบาทเล่าเจ้าคะ”
พอเอ่ยถามก็นึกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงจอมทัพผู้ห้าวหาญ ดูท่าแล้วที่เสียงดังวุ่นวายอยู่ด้านนอกตอนนี้น่าจะเพราะฝ่าบาทกำลังสั่งล่าตัวมือสังหารอยู่มากกว่า
“แล้วทางเจ้ามีข่าวใดบ้าง” ราชครูหันไปถามบุตรชาย
“คนของลูกเพิ่งส่งข่าวกลับมาก่อนประกาศห้ามออกนอกเคหสถานขอรับ” เหยียนจงซู่เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ผู้เข้าสอบเหล่านั้นล้วนอยู่ในความดูแลของกรมพิธีการ ย่อมต้องคอยจับตาดูเป็นพิเศษ “บัณฑิตที่อยู่ในเหลาสุราหลายคนได้รับบาดเจ็บ แต่เพราะองครักษ์เสื้อแพรที่ติดตามเสด็จอยู่ในที่เกิดเหตุ จึงสามารถคุ้มกันคนส่วนใหญ่ไว้ได้ทัน”
ฟางซื่อถึงกับชะงักไป
“องครักษ์เสื้อแพร คุ้มกันบัณฑิตหรือเจ้าคะ”
เรื่องนี้ช่างเหนือความคาดหมายของผู้คนเกินไป
หน้าที่ขององครักษ์เสื้อแพรย่อมเป็นการถวายอารักขาฮ่องเต้เป็นอันดับแรก หากเกิดความผิดพลาดจนทำให้โอรสสวรรค์ได้รับบาดเจ็บ ต่อให้ถูกประหารทั้งตระกูลก็ยังไม่อาจชดใช้ความผิดได้
ทว่าหากปล่อยให้เหล่าบัณฑิตที่เข้าร่วมงานถกปัญหาถูกสังหารต่อหน้าพระพักตร์ เช่นนั้นฝ่าบาทย่อมต้องถูกครหาว่าไม่เห็นค่าผู้มีความรู้
คนร้ายวางหมากได้แยบยลยิ่งนัก เปรียบดั่งกลศึกที่บีบให้ฝ่ายตรงข้ามต้องแบ่งกำลังป้องกันสองทาง ไม่ว่าตัดสินใจเช่นไรก็ย่อมเกิดช่องโหว่ขึ้นทั้งสิ้น
เพียงคิดก็รู้แล้วว่าในเวลานั้นสถานการณ์คับขันเพียงใด
ฟางซื่อเม้มริมฝีปากแน่น เมื่อนึกถึงอันตรายที่บุตรสาวต้องเผชิญ หัวใจยิ่งหนักอึ้งขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว เหยียนจงซู่เห็นสีหน้าซีดขาวของภรรยาก็เอื้อมไปกุมกระชับมือบาง
“ฝ่าบาท... ทรงมีพระเมตตากว่าที่ข่าวลือภายนอกกล่าวขานจริงๆ”
อย่างน้อย เสียนเฟยก็ยังได้รับการปกป้องเป็นอย่างดี
ประกายแห่งความกังวลพาดผ่านนัยน์ตาของราชครูเฒ่าเพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป เขาเป็นขุนนางเก่าแก่ที่มองเห็นกระแสคลื่นใต้น้ำมาค่อนชีวิต จึงไม่ได้เอ่ยรับหรือปฏิเสธคำกล่าวของสะใภ้
“โชคดีที่ยามนั้นข้างพระวรกายของฝ่าบาทยังมีคนคอยอารักขา” เหยียนจงซู่เอ่ยเสียงต่ำ “องครักษ์เสื้อแพรจึงสามารถลงไปคุ้มครองบัณฑิตด้านล่างได้”
“หืม...” ราชครูเหยียนเลิกคิ้วมองบุตรชาย “แม่ทัพซูผู้นั้นหรือ” ทว่าหากสายข่าวของเขาไม่ผิดพลาด ยามนี้ซูเฟิงหานยังตรวจตรากองทัพหลวงอยู่ที่ค่ายทหารนอกเมือง
“ไม่ใช่แม่ทัพซู แต่เป็นจวิ้นอ๋อง... เผยอิ้งหนานขอรับ”
ภายในห้องเงียบงันไปชั่วขณะ
พรวด!
นมแพะอุ่นๆ ที่ฟางซื่อเพิ่งป้อนเข้าปากเด็กน้อยพุ่งออกมาทันที เสี่ยวเป่าไอจนหน้าแดง รีบหันขวับไปมองผู้เป็นปู่
เผยอิ้งหนาน?
ดวงตากลมโตของเด็กน้อยเบิกกว้างขึ้นทันที
ศิษย์เอกผู้เป็นความภาคภูมิใจของท่านปู่ ขุนนางหนุ่มผู้มีชื่อเสียงด้านคุณธรรมและความเที่ยงธรรมผู้นั้น...
ในอีกสองปีข้างหน้า กลับกลายเป็นผู้ยกธงกบฏต่อต้านราชสำนัก
อีบุ๊กในเด็กดีลงครบแล้วนะคะ ส่วนในถนัดในเมพ ก็กดจิ้มได้เลย