บทที่ 41.1 จัดระเบียบบริษัทใหม่
บทที่ 41.1 จัดระเบียบบริษัทใหม่
บทที่ 41.1 จัดระเบียบบริษัทใหม่
ลมหนาวก่อนรุ่งสางยังคงพัดกรูอยู่เหนือกำแพงวัง เสียงระฆังเรียกประชุมดังขึ้นตั้งแต่ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงยังมิทันสว่าง
เมื่อคืนทั้งเมืองหลวงแทบไม่มีผู้ใดกล้าข่มตาหลับ
องครักษ์เสื้อแพรควบม้าตรวจค้นไปทั่วทุกสารทิศ หลายจวนถูกบุกค้นกลางดึกจนผู้คนแตกตื่น เสียงร่ำไห้ เสียงตะโกน และเสียงทหารเคาะประตูดังขึ้นแทบทุกช่วงถนน
ขุนนางน้อยใหญ่ที่เพิ่งได้ล้มตัวลงนอน ต่างถูกเสียงระฆังเหนือวังหลวงปลุกขึ้นจากเตียงด้วยใบหน้าซีดเผือด รีบรุดเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยความหวาดหวั่น หลายคนสวมชุดขุนนางอย่างลวกๆ เห็นได้ชัดว่าแทบไม่ได้นอน
บัดนี้ข่าวเรื่องมือสังหารในเหลาสุราอวิ๋นไหลแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง แต่ละคนต่างลอบแลกเปลี่ยนสายตากัน คาดการณ์ว่าเป็นฝีมือของผู้ใดบ้าง
ยิ่งเมื่อกวาดสายตามองไปรอบด้าน ตำแหน่งขุนนางจำนวนมากกลับว่างเปล่าไร้เงาผู้คน เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะกระชากความทรงจำเมื่อห้าปีก่อนให้หวนกลับมาอีกครั้ง
อดีตจักรพรรดิประชวรหนัก องค์รัชทายาทผู้ประสูติจากฮองเฮาถูกปลด เหล่าองค์ชายต่างเปิดศึกแย่งชิงบัลลังก์กันอย่างโจ่งแจ้ง กองกำลังจากแต่ละจวนปะทะกันซึ่งหน้า ชาวเมืองตกอยู่ในความหวาดกลัวยังต้องปิดประตูบ้านแน่น ไม่กล้าออกมาด้านนอก
ทว่าเรื่องที่ผู้คนไม่มีวันลืม กลับเป็นเสียงกีบเท้าม้าศึกที่ดังสะเทือนแผ่นดินมาจากนอกเมืองในคืนนั้น
เฉิงอันอ๋องนำทัพกลับเมืองหลวงด้วยตนเอง
ทหารรักษาพระนครยันประตูเมืองไว้ได้เพียงหนึ่งคืนก็ถูกตีแตกอย่างง่ายดาย กองทัพม้าเกราะดำควบตะบึงผ่านถนนจูเชวี่ย มุ่งตรงสู่ประตูอู่เหมิน เสียงกีบเท้าดังราวกับเสียงกลองศึกที่ตีกระหน่ำลงในหัวใจของราษฎรที่ตกอยู่ในความหวาดกลัว
แสงอาทิตย์ยามเช้าสะท้อนเกราะสีดำเย็นเยียบชวนให้ผู้คนหวาดผวา แม้ก่อนหน้านั้นเมืองหลวงจะตกอยู่ท่ามกลางศึกแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างเหล่าองค์ชาย ทว่าผู้คนยังคงได้ยินเสียงตะโกนด่าทอและเสียงปะทะกันของกองกำลังจากแต่ละจวนอยู่บ้าง
แต่เมื่อกองทัพของเฉิงอันอ๋องเข้าสู่เมืองหลวง ทุกสิ่งกลับเหลือเพียงความสิ้นหวังและเสียงคมดาบที่ดังออกมาจากหลังกำแพงสูง เหล่าองค์ชายที่ยังต่อสู้อยู่ภายในวังต่างถูกลากตัวออกมาทีละคน จวนของแต่ละฝ่ายถูกทหารบุกเข้ากวาดล้างอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นทหารรักษาพระนคร องครักษ์หลวง หรือกองกำลังส่วนตัวของผู้ใด ล้วนต้านทานกองทัพทมิฬนี้ไว้ไม่อยู่
ภายในวังหลวงเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและกลิ่นคาวเลือด นางกำนัลและขันทีล้มตายราวใบไม้ร่วง ไม่มีผู้ใดกล้าขวางทางกองทัพของเฉิงอันอ๋อง จวบจนกระทั่งรุ่งสางของอีกวัน เสียงระฆังสวรรค์ของอดีตจักรพรรดิก็ดังกังวานไปทั่วเมืองหลวงที่เงียบสงัด
ในยามนั้น มีเพียงราชครูเหยียนป๋อเหวินที่สวมชุดพิธีการก้าวเข้าสู่วังหลวงเป็นคนแรก
มาบัดนี้ขุนนางแต่ละคนทยอยก้าวขึ้นบันไดหินเบื้องหน้าท้องพระโรงทีละขั้น ชายเสื้อขุนนางสะบัดไปตามลมหนาว ท่ามกลางความเงียบกดดันที่ปกคลุม พวกเขาแทบไม่อาจบังคับมือที่ประคองฮู่ป่านไม่ให้สั่น ลืมเลือนเรื่องที่จะกราบทูลฟ้องร้องกันไปเสียสิ้น
เพียงก้าวผ่านประตูตำหนักใหญ่เข้ามาก็พบว่า เฉิงจงฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์ในฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกร ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างระมัดระวังและเสียงลมหายใจอันสั่นพร่า
หลังเสียงถวายพระพรดังก้องขึ้นภายในท้องพระโรง ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้าสบพระพักตร์ตรงๆ ได้แต่ลอบกวาดตามองไปรอบด้าน ตำแหน่งหลายแห่งยังคงว่างเปล่า
กระทั่งร่างสูงในชุดขุนนางสีม่วงปักลายนกกระเรียนก้าวออกมาจากแถวด้านหน้า
เผยอิ้งหนานประคองฮู่ป่าน ดวงตาปรากฏเส้นเลือดฝอยจางๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้พักผ่อนมาตลอดทั้งคืน ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตระหง่านดุจต้นสน สีหน้าราบเรียบจนยากจะคาดเดาความคิด
“ทูลฝ่าบาท” น้ำเสียงของเขายังคงมั่นคง “ขณะนี้ศาลต้าหลี่ร่วมกับองครักษ์เสื้อแพรกำลังเร่งสอบสวนผู้เกี่ยวข้องกับคดีกบฏพ่ะย่ะค่ะ”
เพียงคำว่าคดีกบฏดังขึ้น สีหน้าของเหล่าขุนนางจำนวนไม่น้อยก็เปลี่ยนไปทันที
“ในที่สุดก็มีคนทำงานเป็น” สุรเสียงเยียบเย็นดังขึ้นเหนือบัลลังก์ เฉิงจงฮ่องเต้เคาะปลายนิ้วลงบนบัลลังก์ พระเนตรดุดันกวาดมองขุนนางที่ก้มหน้าอยู่ด้านล่าง “ดูเหมือนพวกเจ้าจะกินอิ่มนอนหลับมานานเกินไปจนเกียจคร้าน...” ปลายเสียงทอดยาวทิ้งไว้เพียงสายลมหนาวด้านนอก
บรรดาขุนนางต่างพากันคุกเข่า
“ขอฝ่าบาทระงับโทสะพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเจ้าลองถูกมือสังหารปิดล้อมดู ข้าอยากรู้ว่าจะระงับโทสะกันอย่างไร”
แต่ละคนต่างสูดลมหายใจเข้าลึก คิดไม่ถึงว่าตระกูลฟ่านจะเข้าตาจนถึงขั้นคิดการณ์ใหญ่ หลายคนเริ่มย้อนทบทวนในใจอย่างเงียบๆ ว่าตนเคยมีความเกี่ยวข้องกับขุนนางที่หายหน้าไปในวันนี้มากน้อยเพียงใด
“เรื่องนี้มอบหมายให้เผยอิ้งหนานดูแล”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ต่างก็หันไปมองราชครูเหยียนป๋อเหวิน ครั้นนึกได้ว่าช่วงก่อนอีกฝ่ายมิได้คัดค้านยามฮ่องเต้ลงดาบตระกูลฟ่านก็พลันเข้าใจ ดูท่าแล้วพยัคฆ์เฒ่าคงตั้งใจวางหมากโค่นอีกฝ่าย จึงลอบส่งศิษย์เอกไปจัดการเรื่องเสบียงเพื่อหาหลักฐานมาเล่นงาน
หากตระกูลฟ่านต้องโทษ เสียนเฟยผู้นั้นก็คง...
“กระหม่อมยังมีอีกเรื่องที่ต้องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” เผยอิ้งหนานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเน้นหนัก
“ว่ามา”
“กระหม่อมขอรื้อคดีหิมะถล่มเส้นทางสายรองสำหรับลำเลียงเสบียงหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
เพียงประโยคเดียว หลายคนถึงกับใจหล่นวูบ
ขุนนางผู้หนึ่งรีบก้าวออกมาทันที
“ทูลฝ่าบาท ก่อนหน้านี้สำนักตรวจการได้สรุปแล้วว่าเป็นภัยธรรมชาติ หากรื้อฟื้นขึ้นมาอีก เกรงว่าจะทำให้หัวเมืองต่างๆ แตกตื่นโดยใช่เหตุ...”
“ภัยธรรมชาติ?” เผยอิ้งหนานหันไปมองอีกฝ่าย สีหน้ายังคงเรียบนิ่ง “ถ้าเป็นเพียงหิมะถล่มจริง เหตุใดรายงานจากแต่ละพื้นที่จึงไม่ตรงกัน”
ร่างสูงยังคงยืนอย่างสงบขณะเงยหน้าขึ้นมองบัลลังก์
“กระหม่อมได้อ่านรายงานทั้งหมดแล้ว บางแห่งแจ้งว่าเส้นทางถูกตัดขาดจนกองเสบียงผ่านไม่ได้ บางแห่งกลับไม่พบร่องรอยถล่มแม้แต่น้อย อีกทั้งจำนวนเสบียงที่สูญหายยังคลาดเคลื่อนกันมาก”
ยิ่งเขาพูด สีหน้าของคนบางส่วนยิ่งซีดเผือด
“เมื่อเป็นเช่นนี้ก็คงต้องย้อนถาม” คราวนี้อัครเสนาบดีกู้เหิงก้าวออกมา “ใต้เท้าเผยดูแลฝ่ายตรวจการอย่างไร จึงปล่อยให้พวกเขาส่งฎีกาเท็จได้”
เผยอิ้งหนานยกเปลือกตามองอีกฝ่าย สีหน้าเคร่งขรึมไม่เปลี่ยนแปลง
“ฝ่ายตรวจการขึ้นตรงต่อฝ่าบาท ท่านอัครเสนาบดีสงสัยผู้ใดกันแน่”
คำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร นั่นหมายถึงมีคนแทรกแซงอำนาจฮ่องเต้ แล้วยังจะมีผู้ใดกล้าก้าวออกมาคัดค้าน
นับว่าฮ่องเต้เลือกใช้ดาบที่คมยิ่ง คมเสียจนผู้คนอดหวั่นไม่ได้ว่า วันหนึ่งมันจะย้อนกลับมาบาดพระหัตถ์ของผู้ถือหรือไม่
“อนุมัติให้ใต้เท้าเผยรื้อคดีสอบสวนร่วมกับศาลต้าหลี่อีกครั้ง” เฉิงจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมายังเหล่าขุนนางเบื้องล่าง พระพักตร์ยังคงราบเรียบ ทว่าปลายพระสุรเสียงแหบพร่าเนิบช้ากลับเย็นเยียบจนผู้คนขนลุก
“เราหวังว่าครั้งนี้ จะไม่มีปลาเล็ดลอดจากตาข่ายแม้แต่ตัวเดียว”
อีบุ๊กในเด็กดีลงครบแล้วนะคะ ส่วนในถนัดในเมพ ก็กดจิ้มได้เลย