บทที่ 41.2 จัดระเบียบบริษัทใหม่
บทที่ 41.2 จัดระเบียบบริษัทใหม่
บทที่ 41.2 จัดระเบียบบริษัทใหม่
บานประตูสีชาดของตำหนักคุนหนิงถูกปิดตายตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ด้านนอกตำหนักมีคนของกรมเซิ่นสิงซือยืนเฝ้าอย่างแน่นหนา บรรยากาศเย็นเยียบกดดันเสียจนเหล่านางกำนัลและขันทีภายในตำหนักไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงกระซิบ
เมื่อคืนทั้งวังหลวงแทบไม่มีผู้ใดได้นอน ข่าวเรื่องมือสังหารที่เหลาสุราอวิ๋นไหล การตรวจค้นและจับกุมขุนนาง แพร่สะพัดไปทุกแห่ง ราวกับพายุที่กำลังกวาดล้างทุกสิ่ง
ภายในห้องบรรทมเงียบงันอย่างน่ากลัว ฟ่านจื่อเวยนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง เรือนร่างระหงฉลองพระองค์พิธีการเต็มยศ สีแดงเข้มปักลายหงส์ทองคำสยายปีกดูสูงศักดิ์สง่างามดังเช่นทุกวัน
เพียงแต่ดวงตาหงส์คู่นั้นกลับเย็นเยียบกว่าปกติ
ในมือของฮองเฮากำกระดาษแผ่นเล็กเอาไว้แน่นจนขอบกระดาษยับย่น เนื้อหาภายในสั้นกระชับ แต่กลับเปรียบเหมือนค้อนหนักที่ทุบลงกลางพระทัย
ศาลต้าหลี่เข้าปิดจวน นายท่านผู้เฒ่าถูกควบคุมตัว
ชุนหมัวมัวคุกเข่าอยู่ด้านล่าง สีหน้าซีดเผือด
“ฮองเฮา... ตอนนี้ด้านนอกถูกปิดล้อมไว้หมดแล้วเพคะ”
ฟ่านจื่อเวยเชิดปลายคางมองหญิงสาวที่จ้องกลับมา นางคือสตรีที่ถูกกำหนดด้วยดวงชะตาหงส์ ตั้งแต่เยาว์วัยก็ไม่เคยมีผู้ใดเทียบนางได้ ทั้งรูปโฉม ความสามารถ หรือชาติตระกูล ผู้อื่นที่บังอาจเทียบเคียงนางก็เป็นได้แค่แสงหิ่งห้อยเท่านั้น
ปลายนิ้วเรียวยาวลูบผ่านปีกหงส์ที่สยายอยู่บนปิ่น ดวงตางดงามเจิดจรัสแรงกล้า มิว่าจะอยู่ท่ามกลางพายุใด นางก็ยังคือหงส์ที่บินอยู่เหนือผู้คน
“เตรียมเกี้ยว ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาท”
บานประตูตำหนักค่อยๆ เปิดออกรับแสงตะวันในยามเช้า เหล่าคนของกรมเซิ่นสิงซือพลันชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นฮองเฮาในฉลองพระองค์เต็มยศก้าวออกมา
“ทูลฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีใหญ่ก้าวเข้ามาถวายพระพร “ฝ่าบาทมีรับสั่งห้ามผู้ใดก้าวออกจากตำหนักคุนหนิงพ่ะย่ะค่ะ”
“แม้แต่ข้า?” นางปรายตามองอีกฝ่ายก่อนหยิบตราหงส์ขึ้นมา “ในเมื่อยังมิมีข้อวินิจฉัยออกมา ข้ายังสามารถเข้าเฝ้าฮ่องเต้ได้ หลีกไป”
แม้ตำหนักคุนหนิงจะถูกปิดตาย
ทว่านางยังคงนั่งตำแหน่งมารดาแห่งแผ่นดิน
มิเพียงแค่ตำหนักคุนหนิงที่มีการเคลื่อนไหว ทั้งตำหนักของซูเฟยและเต๋อเฟยต่างก็ลอบส่งคนออกไปสืบข่าวจากทางบ้าน ยามนี้วังหลังเงียบงันประดุจผิวน้ำสงบก่อนเกิดพายุใหญ่
ภายในห้องทรงพระอักษร ขุนนางหลายคนต่างพากันตบเท้ามาเข้าเฝ้าไม่ขาดสาย ที่เคยเกียจคร้านหย่อนยาน มาตอนนี้แต่ละคนต่างขยันขันแข็งทุ่มเทกายใจ
เฉิงจงฮ่องเต้ประทับหลังโต๊ะทรงงาน สดับฟังรายงานจากเหล่าขุนนางด้วยพระพักตร์เรียบเฉย มองไม่ออกแม้สักนิดว่ายังมิได้บรรทมเลยตลอดทั้งคืน
“ทูลฝ่าบาท” ขุนนางจากกรมพิธีการที่รีบร้อนมาเข้าเฝ้าเอ่ยรายงาน “บัณฑิตที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุลอบสังหารเมื่อคืน ส่วนใหญ่ได้รับการรักษาแล้ว เพียงแต่บางคนบาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจเข้ารับราชการได้พ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มจ้องมองคนผู้นั้นก้มศีรษะด้วยความหวาดหวั่น
“ให้พวกเขาเข้าสอบ”
“เอ่อ...” ขุนนางจากกรมพิธีการถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เหยียนจงซู่ที่อยู่ด้านหลังค้อมศีรษะเอ่ยด้วยน้ำเสียงชัดเจน
หลี่เฉิงเงยหน้าขึ้นจากฎีกา ดวงตาคมกริบหยุดอยู่บนใบหน้าของรองเจ้ากรมพิธีการครู่หนึ่ง เมื่อเห็นแววตาที่เจิดจ้าด้วยความยินดีของอีกฝ่าย จึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา
“ดูแลพวกเขาให้ดี” ปลายนิ้วเรียวยาวตวัดพู่กันอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรเฉียบคมแฝงกลิ่นอายดุดันพลันปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ “หากผู้ใดสามารถเข้าสอบได้ ก็ย่อมต้องให้สิทธิ์เทียบเท่าผู้อื่น หรือแม้กระทั่งพลาดจากการสอบครั้งนี้ไป เขายังมีสิทธิ์เข้าสอบต่อในอีกสามปีข้างหน้า”
มือหนายื่นพระราชโองการออกมาให้รองเจ้ากรมพิธีการ
“ในรัชสมัยของเรา ผู้มีความสามารถย่อมมีสิทธิ์ก้าวเข้าสู่ราชสำนักเป็นขุนนาง”
เหยียนจงซู่ขยับเข้ามารับพระราชโองการด้วยสองมือที่สั่นเทา กระดาษเพียงแผ่นเดียวกลับมีน้ำหนักยิ่งกว่าทองคำหมื่นชั่ง ภายในห้องทรงพระอักษรพลันเงียบงันลง
ไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้ในประวัติศาสตร์มาก่อน
ตามจารีตโบราณ ขุนนางต้องผ่านเกณฑ์ทั้งกาย ลายมือ วาจา และความรู้ ผู้พิการหรือเสียโฉมจะถูกคัดออกทันทีเพราะถือว่าวาสนาบกพร่องมิอาจรับใช้โอรสสวรรค์
ดังนั้นราชโองการฉบับนี้จึงเป็นการทำลายจารีตที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปีลงอย่างสิ้นเชิง
เจ้ากรมพิธีการอยากจะขยับปากเอื้อนเอ่ยทักท้วงออกมา ทว่าในยามที่เมืองหลวงกำลังเผชิญพายุใหญ่ เขาย่อมไม่อาจเอ่ยขัดพระประสงค์ จึงได้แต่ส่งสายตาให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หวังเพียงแต่ว่าบุตรชายของราชครูเหยียนผู้เคร่งครัดในจารีตจะเอ่ยปากทัดทาน
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนจงซู่ไม่เหมือนบิดา เมื่อเห็นว่ายามนี้กระแสน้ำเชี่ยวกราก ย่อมจะไม่นำเรือไปขวาง ที่สำคัญตอนนี้พระองค์เอ่ยถึงบัณฑิตผู้เคราะห์ร้าย พระราชโองการฉบับนี้ยังสามารถตีความได้สองทาง มิจำเป็นต้องนำมาผูกมัดให้พระองค์ถูกบรรดาปราชญ์ผู้คร่ำครึตำหนิ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยที่กว้างขวาง
หลี่เฉิงเห็นอีกฝ่ายถอยออกไปก็ยิ่งรู้สึกได้ชัดเจนว่า เหตุใดเสียนเฟยจึงได้มีความคิดที่เปิดกว้างทั้งๆ ที่ถูกเลี้ยงดูภายใต้กรอบจารีตอันเข้มงวดของตระกูลเหยียน
เมื่อเห็นว่ากรมพิธีการกำลังจะถอยออกไปเปิดทางให้คนของกรมโยธาเข้ามารายงานต่อ หลี่เฉิงพลันเอ่ยรั้งขึ้นอีกครั้ง
“ใต้เท้าเหยียน”
เหยียนจงซู่รีบหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมาประสานมือ
“เมื่อคืนเสียนเฟยได้รับความตกใจไม่น้อย” สุรเสียงของฮ่องเต้ยังคงราบเรียบ แต่เพราะไม่เคยเอ่ยถึงวังหลังมาก่อน จึงทำให้ทุกคนตกตะลึงจนเกือบอ้าปากค้าง “ก่อนกลับ ท่านแวะไปตำหนักอี้คุนสักรอบ”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
หลังถวายบังคมลา ทุกคนต่างก้าวออกมาจากห้องทรงพระอักษรด้วยสีหน้าหนักอึ้ง ทว่ายังมิทันพ้นออกจากเส้นทางหน้าตำหนักก็ต้องยืนหลบให้ขบวนเกี้ยวหงส์ของฮองเฮาที่กำลังเคลื่อนตรงมาทางนี้อย่างสง่างามภายใต้สายลมหนาว
อีบุ๊กในเด็กดีลงครบแล้วนะคะ ส่วนในถนัดในเมพ ก็กดจิ้มได้เลย