บทที่ 42.1 หัวหน้าแผนกถูกพักงาน
บทที่ 42.1 หัวหน้าแผนกถูกพักงาน
บทที่ 42.1 หัวหน้าแผนกถูกพักงาน
ม่านเกี้ยวสีแดงเข้มปักลายหงส์ทองไหวพลิ้วเบาๆ ภายใต้แรงลม รัศมีของมารดาแห่งใต้หล้ายังคงสูงส่งไม่ต่างจากในอดีต
เหล่าขุนนางต่างรีบหลีกทางถวายพระพรโดยพร้อมเพรียง ขณะเดียวกัน ฟ่านฮองเฮาที่ประทับอยู่ภายในเกี้ยวก็พลันเหลือบสายพระเนตรออกมาด้านนอก
ดวงตาหงส์คู่งามกวาดผ่านเหล่าขุนนางอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหยุดอยู่ที่เหยียนจงซู่เพียงคนเดียว
รองเจ้ากรมพิธีการเพิ่งออกมาจากห้องทรงพระอักษร ในขณะที่บิดาของนางถูกควบคุมตัว ตระกูลฟ่านกำลังตกอยู่ท่ามกลางพายุ ทว่าบิดาของเหยียนจิ้งอีกลับยังสามารถยืนอยู่ตรงนี้ รับพระราชโองการและได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้ดังเดิม
เพียงคิดถึงเหยียนจิ้งอี ฟ่านจื่อเวยก็รู้สึกราวมีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ในอก
ใบหน้างามเชิดขึ้นขณะส่งมือให้นางกำนัลประคองลงจากเกี้ยว แผ่นหลังบอบบางตั้งตรงอย่างทะนงขณะเยื้องย่างไปยังห้องทรงพระอักษร
กัวกงกงเห็นขบวนเสด็จก็รีบก้าวเข้ามารับหน้า
“ทูลฮองเฮา ยามนี้ฝ่าบาทกำลังปรึกษาข้อราชการกับคนของกรมโยธาอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
ฟ่านจื่อเวยชะงักฝีเท้า นัยน์ตาหงส์ตวัดมองขันทีใหญ่ด้วยแววตาเฉียบขาด ริมฝีปากที่เคลือบชาดสีสดเหยียดยิ้มเย็นชา
“หารือเรื่องกรมโยธาหรือ เช่นนั้นก็ประจวบเหมาะยิ่ง ในเมื่อบิดาของเราคือเจ้ากรมโยธา เราเองก็มีข้อสงสัยที่อยากขอให้ฝ่าบาททรงช่วยชี้แจง”
เรือนร่างระหงเยื้องย่างผ่านกัวกงกงไป ริมฝีปากงดงามเอื้อนเอ่ยช้าๆ ทว่าดังพอที่จะทำให้กลุ่มขุนนางที่กำลังรอเข้าเฝ้าได้ยิน
“ในเมื่อฝ่าบาททรงตรากตรำเพื่อราษฎร เราในฐานะมารดาแผ่นดินย่อมไม่อาจอยู่นิ่งดูดายได้”
เมื่อทรงก้าวมาถึงบันไดหน้าห้องทรงพระอักษร ฮองเฮาผู้สูงศักดิ์กลับค่อยๆ ย่อกายลงและคุกเข่าลงบนพื้นหิมะอย่างแช่มช้า แผ่นหลังของนางยังคงตั้งตรง มงกุฎหงส์สะท้อนแสงแดดเป็นประกายเจิดจ้า ท่วงท่าไร้ซึ่งความลนลาน แต่เปี่ยมด้วยความสูงศักดิ์ พระพักตร์งามเชิดขึ้น
“ฝ่าบาท วันนี้หม่อมฉันมาเพื่อคุกเข่าขอพระเมตตาเพคะ” น้ำเสียงของนางดังกังวาน เจตนาเพื่อให้ขุนนางและข้ารับใช้ทั้งด้านในและด้านนอกได้ยินกันอย่างถ้วนทั่ว
ภายในห้องทรงพระอักษรยังเงียบสงัด ฮ่องเต้มิได้มีรับสั่งให้พระนางเข้าเฝ้า
ดวงตาของหญิงสาววาวโรจน์ขึ้น ความผูกพันฉันสามีภรรยาห้าปีนับว่าขาดสะบั้นลงในวันนี้
“หม่อมฉันเพียงมาทวงถามความเป็นธรรมให้แก่บิดาและท่านปู่เพคะ” น้ำเสียงของนางมั่นคง ดวงตาหงส์แดงก่ำ ทว่าไร้ซึ่งหยาดน้ำตา “ห้าปีก่อน ท่ามกลางพายุเลือดแห่งการชิงบัลลังก์ ในขณะที่ขุนนางทั้งราชสำนักยังลังเล... เป็นตระกูลฟ่านของหม่อมฉันที่ยอมเอาชีวิตและเกียรติยศเข้าแลก เพื่อช่วยเหลือพระองค์ บิดาและท่านปู่ของหม่อมฉันทุ่มเทอย่างหนักเพื่อให้ฝ่าบาทก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกรได้อย่างมั่นคง”
ขุนนางที่หมอบอยู่บนพื้นถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นผุดเต็มแผ่นหลัง ฮองเฮาทรงกล้าทวงบุญคุณความชอบเบื้องหน้าพระพักตร์เช่นนี้ ไม่ต่างจากการเอาดาบจ่อคอฮ่องเต้
“มาบัดนี้ เพียงเพราะข้อกล่าวหาอันไร้ที่มา ฝ่าบาทถึงกับทรงหลงลืมความภักดีที่ตระกูลฟ่านเคยถวายชีวิตให้ เชื่อคำยุยงของขุนนางบางกลุ่ม สั่งคุมขังพวกเขา ตระกูลฟ่านภักดีต่อฝ่าบาท ไม่มีทางคิดทรยศเป็นอันขาดเพคะ”
ฟ่านฮองเฮาโขกศีรษะลงกับพื้นหนึ่งครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยแววตาแข็งกร้าว “หากฝ่าบาททรงดึงดันจะลงดาบตระกูลฟ่านให้จงได้ หม่อมฉันเกรงว่า... ขุนนางเก่าแก่ทั่วทั้งแผ่นดินต้าเว่ย คงจะได้เห็นเป็นประจักษ์ว่า การถวายชีวิตรับใช้พระองค์ สุดท้ายกลับมีจุดจบเช่นไร”
วาจานี้คือการข่มขู่และกดดันอย่างโจ่งแจ้ง นางกำลังใช้ตำแหน่งฮองเฮาและบุญคุณในอดีตมาบีบบังคับให้ฮ่องเต้ทรงละเว้นโทษตายตระกูลฟ่าน เพื่อแลกกับการไม่ให้ชื่อเสียงของโอรสสวรรค์ต้องด่างพร้อยกลายเป็นทรราชผู้อกตัญญู
ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวโรยตัวลงปกคลุมห้องทรงพระอักษร ขุนนางและขันทีต่างกลั้นหายใจรอคอยพายุพิโรธ
“ฮองเฮาเตือนสติของเราได้ดียิ่ง” ในที่สุดสุรเสียงเนิบช้าก็ดังออกมาจากห้องทรงพระอักษร ทว่ายิ่งแต่ละถ้อยคำเน้นชัดเท่าใด ก็ยิ่งทำให้บรรดาขุนนางแต่ละคนหลั่งเหงื่อเย็นมากขึ้นเท่านั้น
“ดูเหมือนเราจะได้นั่งบัลลังก์เพราะตระกูลฟ่านสินะ”
อีบุ๊กในเด็กดีลงครบแล้วนะคะ ส่วนในถนัดในเมพ ก็กดจิ้มได้เลย