บทที่ 42.3 หัวหน้าแผนกถูกพักงาน
บทที่ 42.3 หัวหน้าแผนกถูกพักงาน
บทที่ 42.3 หัวหน้าแผนกถูกพักงาน
นางป่วยแล้วจริงๆ !
เหยียนจิ้งอีถึงกับกัดฟันด้วยความแค้นเคือง จะป่วยตอนไหนไม่ว่า กลับมาป่วยในเวลาสำคัญ หลังจากถ่ายทอดคำสั่งให้ฉิงซือดูแลตำหนักให้ดี แล้วให้ฉิงลู่ลอบออกไปสอดแนม นางก็หวุดหวิดจะล้มหน้าคว่ำ เดือดร้อนหมอหลวงวิ่งเข้าออกตำหนักอย่างแท้จริง
“พระสนมเป็นไข้จากการรับลมหนาวพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงชราถอนหายใจเบาๆ “ช่วงนี้พระวรกายค่อนข้างอ่อนเพลียจึงทำให้ไข้ขึ้นสูง อีกทั้งยังได้รับความตกใจ” หลังเขาถูกเรียกตัวก็รีบไปเอาบันทึกชีพจรของเสียนเฟยเมื่อคืนมาอ่าน
ดูเหมือนช่วงนี้ทุกบันทึกเกี่ยวกับตำหนักอี้คุนจะเป็นสิ่งที่หมอหลวงพึงใส่ใจยิ่ง
“โชคดีที่มิได้ร้ายแรง เพียงดื่มยาและพักฟื้นสักสองสามวันก็น่าจะดีขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากถอยออกมาแล้วก็ไม่วายกำชับอีกครั้ง
“ช่วงนี้ขอพระสนมทรงถนอมพระวรกาย อย่าทรงงานหนักจนเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”
ทรงงานหนัก?
ตำแหน่งสนมจะมีงานหนักอะไร หากไม่ใช่การปรนนิบัติฮ่องเต้ เหยียนจิ้งอีกัดฟันกรอด เมื่อคืนล้วนเป็นนางที่ถูกเอาเปรียบ
ฮ่องเต้สุนัขนั่นเป็นเดรัจฉานอย่างแท้จริง
หมอหลวงเพิ่งจากไปได้ไม่นาน เต๋อกงกงก็เร่งรีบเข้ามารายงานด้วยใบหน้าตื่นเต้นว่ารองเจ้ากรมพิธีการเหยียนจงซู่ขอเข้าเฝ้า
เหยียนจิ้งอีถึงกับอึ้งงันไปชั่วครู่ ตามกฎแล้วขุนนางไม่อาจก้าวเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในได้ตามอำเภอใจ การที่บิดาของนางสามารถเข้ามาถึงตำหนักอี้คุนได้ ย่อมต้องได้รับอนุญาตจากผู้เป็นใหญ่ในวังหลวง
“รีบเชิญท่านพ่อเข้ามาเร็วเข้า” นางยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เสียงยังแหบเล็กน้อย
ฉิงซือรีบนำหมอนอิงมารองด้านหลัง แล้วคลี่ผ้าห่มคลุมไหล่ให้มิดชิด กลิ่นยาขมภายในตำหนักยังไม่ทันจางหาย ร่างสูงโปร่งของเหยียนจงซู่ก็ก้าวเข้ามาในห้อง แม้ปีนี้จะอายุย่างเข้าสี่สิบ ท่วงท่ายังคงสง่างาม สุภาพนุ่มนวลตามแบบฉบับบัณฑิตผู้ทรงความรู้ ทว่าหัวคิ้วกลับขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความกังวล
“กระหม่อมถวายพระพรเสียน...”
“ท่านพ่อ ที่นี่ไม่มีคนนอก ไม่ต้องมากพิธีเจ้าค่ะ” เหยียนจิ้งอีรีบเอ่ยขัด ก่อนจะให้ฉิงซือเข้าไปประคองบิดาให้นั่งลงบนเก้าอี้ข้างตั่ง
เหยียนจงซู่มองดวงหน้าจิ้มลิ้มของบุตรสาวที่บัดนี้ซีดเซียวลงไปถนัดตา นัยน์ตาของคนเป็นพ่อฉายแววปวดร้าวและห่วงใยออกมา มือที่เคยวางอยู่บนหน้าตักเผลอกำแน่นขึ้นเล็กน้อย คล้ายอยากจะเอื้อมไปลูบศีรษะที่กำลังจับไข้นั้น นึกถึงยามเด็กน้อยตรงหน้าป่วยไข้ขึ้นมาก็มักจะออดอ้อน แก้มกลมๆ สองข้างแดงปลั่งดุจลูกผิงกั่ว ชวนให้คนทั้งเอ็นดูทั้งปวดใจ ทว่าในวันนี้ แม้จะแตะหน้าผากบุตรสาวอย่างเคย เขาก็ยังไม่อาจทำได้
“พ่อได้ยินข่าวว่าเจ้าล้มป่วย อีกทั้งเมื่อคืนยังเกิดเรื่องวุ่นวายทั่วเมืองหลวง คนที่จวนร้อนใจนัก โชคดีที่เช้านี้ฝ่าบาททรงมีพระเมตตา อนุญาตให้พ่อเข้ามาเยี่ยมไข้เจ้าได้ชั่วครู่”
“ลูกไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ”
เหยียนจิ้งอีเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็รู้สึกแน่นจมูกขึ้นมา นับแต่เข้าวัง นางแทบไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้คนในตระกูลเห็น คิดไม่ถึงว่าคราแรกที่ท่านพ่อมาเยี่ยมในตำหนัก กลับเป็นตอนที่นางป่วยจนแทบลุกไม่ขึ้นเช่นนี้
“เสียงแหบพร่าถึงเพียงนี้ยังจะบอกว่าไม่เป็นไร” เหยียนจงซู่แสร้งตีหน้าขรึม “พวกเจ้าดูแลพระสนมดื่มยาให้ตรงเวลา อย่ายอมให้พระองค์ใช้ลูกไม้มาคอยเลี่ยงหลบ”
เขารู้ว่าลูกคนนี้ชอบรสหวาน ดังนั้นจึงเกลียดการกินยาขมมากที่สุด นางถึงขั้นเคยพยายามให้ท่านหมอบดสมุนไพรแล้วอัดเป็นเม็ดเพื่อให้กลืนง่าย หากคนข้างกายไม่คอยจับตาดู บางครั้งเด็กดื้อคนนี้จะแอบเทยาทิ้ง
เหยียนจิ้งอียู่ปาก
“ท่านพ่อดุลูก” นางว่าพลางสูดจมูกเบาๆ ดวงตาที่รื้นน้ำจากพิษไข้อยู่แล้วดูจะวาววับขึ้นมาอีกนิด ท่าทางออดอ้อนออเซาะเช่นนี้คือกระบวนท่าที่นางถนัดที่สุด
การเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครเหลียวแลสอนให้นางต้องเข้มแข็ง ยามเจ็บไข้ทำได้เพียงซุกตัวใต้ผ้าห่มผืนบางและอดทนให้ผ่านพ้นไปโดยไม่กล้าปริปากบอกใคร ต่อเมื่อได้กลายมาเป็นบุตรสาวที่รักของตระกูลเหยียน ได้สัมผัสถึงความรักที่ไม่มีเงื่อนไข นางกลับค้นพบว่าการได้อ่อนแอบ้างนั้น ช่างแสนวิเศษเพียงใด
“พ่อไม่ได้ดุ... พ่อเพียงแต่เป็นห่วง” เหยียนจงซู่เห็นท่าทางเหมือนเด็กน้อยหัดเดินของบุตรสาว ใจที่เคยแข็งดุจหินผาก็อ่อนยวบลงทันตา เมื่อทอดมองดวงหน้าจิ้มลิ้มที่แดงเรื่อเพราะพิษไข้ พลันรู้สึกขมฝาดอยู่ในอก
อีบุ๊กในเด็กดีลงครบแล้วนะคะ ส่วนในถนัดในเมพ ก็กดจิ้มได้เลย