บทที่ 43.1 ต่างฝ่ายต่างรอตำแหน่งว่าง
บทที่ 43.1 ต่างฝ่ายต่างรอตำแหน่งว่าง
บทที่ 43.1 ต่างฝ่ายต่างรอตำแหน่งว่าง
ข่าวการยึดตราหงส์และกักบริเวณฟ่านฮองเฮาแพร่สะพัดไปทั่ววังหลัง รวดเร็วยิ่งกว่าสายลมกระโชกในฤดูหนาว ตำหนักน้อยใหญ่ต่างปิดประตูเงียบงัน ขันทีและนางกำนัลต่างพยายามเดินเข้าออกอย่างระมัดระวัง มิกล้าพูดคุยเสียงดัง
ทว่าภายในเรือนเหมยเซียง บรรยากาศกลับสงบเงียบและผ่อนคลาย
เจากุ้ยผินทอดมองดอกเหมยที่กำลังโรยรา หิมะนอกหน้าต่างเริ่มละลาย เป็นสัญญาณว่าวสันตฤดูกำลังมาเยือน เหมือนตัวนางที่กำลังจะได้โบยบินออกจากเรือนท้ายวังแห่งนี้
นางเฝ้ารออยู่ในเรือนเหมยเซียงอย่างสงบเสงี่ยมมาหลายปีโดยไม่แย่งชิงกับผู้ใด ในที่สุดการอดทนนั้นกำลังเริ่มผลิดอกออกผล
ทั้งๆ ที่นางต่างหากคือสตรีที่ฝ่าบาทโปรดปรานเหนือผู้ใด
“ไทเฮาทรงรับตราหงส์ไปแล้วจริงหรือ” น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำ
“จริงเพคะ” เอินฮวานางกำนัลคนสนิทตอบรับเสียงเบา “ตอนนี้ทั้งวังต่างลือกันว่า ฟ่านฮองเฮาคงยากจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้แล้วเพคะ”
เจากุ้ยผินหลุบตามองไอร้อนในถ้วยชา ประกายตาไหววูบไปครู่หนึ่ง เดิมทีนางยังคิดว่า อย่างน้อยฮองเฮาก็คงรักษาตำแหน่งไว้ได้
คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะรุนแรงถึงเพียงนี้
“ดูเหมือน... ฝ่าบาทจะกริ้วมากจริงๆ”
หลายปีมานี้ ฟ่านฮองเฮาเป็นมารดาแห่งแผ่นดินที่สูงส่งจนแทบไม่มีผู้ใดสั่นคลอนได้ แต่เพียงชั่วข้ามคืน ตราหงส์กลับถูกส่งคืนไปยังตำหนักฉือหนิง
เจากุ้ยผินพลันรู้สึกได้เลือนรางว่า วังหลังกำลังจะเปลี่ยนไป
“ได้ยินว่าเสียนเฟยประชวรด้วยเพคะ” เอินฮวาเอ่ยรายงานเสียงเบา “เต๋อเฟยกับคนจากหลายตำหนักกำลังเตรียมของไปเยี่ยม”
“เสียนเฟยกำลังอยู่ในช่วงโปรดปรานถึงขีดสุด หากข้าตามไปด้วยอีกคน ก็คงไม่ต่างกับการเติมบุปผาบนผ้าแพร [1] ” ปลายนิ้วขาวกระจ่างลูบผ่านขอบถ้วยชาเบาๆ
“แต่ฝ่าบาท...”
ตั้งแต่เมื่อคืน ฮ่องเต้ยังมิได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย
เจากุ้ยผินเม้มริมฝีปาก คล้ายกำลังพยายามรวบรวมความกล้า
“ให้ห้องครัวตุ๋นน้ำแกงบำรุงเถิด”
ขณะเดียวกัน ภายในตำหนักฉางชุน วันนี้เต๋อเฟยไม่ได้เลือกอาภรณ์สีม่วงเข้มเช่นทุกครั้ง แต่เปลี่ยนเป็นชุดคลุมสีฟ้าอ่อนปักดิ้นเงินแทน ทำให้ความสง่างามที่เคยกดดันผู้คนลดลงไปหลายส่วน
สวี่หมัวมัวยืนอยู่ด้านข้าง ค่อยๆ สวมปลอกเล็บทองคำให้อย่างระมัดระวัง ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงปลอกเล็บกระทบกันแผ่วเบา
“คนที่รับใช้อย่างใกล้ชิดในตำหนักคุนหนิง จัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง” เต๋อเฟยเอ่ยถาม ขณะมองคันฉ่องที่สะท้อนภาพสตรีผู้งดงามอ่อนหวาน ใบหน้าโฉมสะคราญนี้เปี่ยมไปด้วยความเมตตาดุจมารดาแผ่นดิน
“ขอพระสนมอย่าได้กังวล บ่าวทำให้พวกเขาปิดปากสนิทดีแล้ว ไม่มีทางที่จะซัดทอดมาถึงพระองค์เพคะ”
จ้าวชิงหว่านหลุบตาลง ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มตราตรึงใจ
ในขณะที่วังหลังกำลังหวาดผวา คนของเซิ่นสิงซือตรวจสอบภายในอย่างเข้มงวด ไม่ต่างจากองครักษ์เสื้อแพรที่กำลังกวาดล้างภายนอก ต่อให้ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลฟ่าน หากถูกจับโยงเข้าไปในเวลาเช่นนี้ ก็ยากจะล้างตัวให้สะอาด
“นอกจากตำหนักคุนหนิงแล้ว ตำหนักต่างๆ มีความเคลื่อนไหวใดบ้าง”
“เมื่อครู่ขันทีหน้าห้องทรงพระอักษรแอบแจ้งข่าวว่า เจากุ้ยผินไปถวายน้ำแกงบำรุงให้ฝ่าบาทเพคะ”
มือที่กำลังเลือกปิ่นปักผมชะงักลงเล็กน้อย ก่อนหัวเราะแผ่วเบา “รีบร้อนถึงเพียงนี้ นางกลัวผู้อื่นจะมองไม่ออกกระมัง ว่ากำลังคิดอะไรอยู่”
ต่อให้โอรสสวรรค์ทรงโปรดปรานสตรีเพียงใด เวลานี้ก็มิใช่ช่วงที่จะทรงมีพระทัยชื่นชมความอ่อนหวาน
“เจากุ้ยผินยังอายุน้อยเกินไป” เต๋อเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงระอา “นางคงคิดว่าเพียงแสดงความใส่ใจ ก็จะสามารถเข้าใกล้ห้องทรงพระอักษรได้กระมัง”
สวี่หมัวมัวรีบก้มหน้าลงต่ำ ก่อนเอ่ยต่ออย่างระมัดระวัง
“ส่วนทางตำหนักจิ่งเหอ ยามนี้ยังปิดเงียบเพคะ”
ดวงตาของเต๋อเฟยฉายแววเข้าใจออกมาทันที
ตั้งแต่ฝ่าบาทมีพระบัญชาให้แม่ทัพซูเฟิงหานสามารถคัดเลือกคนจากกองทัพหลวงได้โดยตรง ตระกูลหยางก็ยิ่งต้องระวังตัวมากกว่าเดิม ในเวลาเช่นนี้ หยางลี่เซียงย่อมต้องเลือกสงบนิ่งไว้ก่อน
มิเช่นนั้น... คนที่ถูกโอรสสวรรค์เพ่งเล็งต่อจากตระกูลฟ่าน อาจกลายเป็นตระกูลหยางแทน
“นี่ก็ต้องเตรียมการคัดเลือกสาวงามเข้าวังแล้ว ดูท่ายามนี้คนที่พอจะช่วยข้าจัดการได้คงมีแต่เสียนเฟยกระมัง”
“เสียนเฟยประชวรเพคะ” สวี่หมัวมัวตอบ “ได้ยินว่าไข้ขึ้นสูง ดูแล้วคงมิใช่เสแสร้ง”
ดวงตาของเต๋อเฟยทอประกายยินดี
เสียนเฟยป่วยในเวลาเช่นนี้นับว่าโชคร้ายจริงๆ
“แม้ไทเฮาจะทรงถือตราหงส์อยู่ในพระหัตถ์ แต่พระองค์ทรงห่างเหินจากเรื่องในวังหลังมานานแล้ว” ปลายนิ้วเรียวหยิบปิ่นดอกไม้ไหวยื่นให้คนสนิท พลางเอ่ยเนิบช้า “ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ยังทรงเอ็นดูเจากุ้ยผินไม่น้อย”
สวี่หมัวมัวสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย รับปิ่นดอกไม้ไหวมาเสียบมวยผมให้ผู้เป็นนาย ดวงตาทอประกายชื่นชมนายหญิงผู้งดงามหยาดเยิ้มเหนือสตรีใดในวังหลัง
จ้าวชิงหว่านทอดสายตามองตัวเองในคันฉ่อง
เวลานี้แน่ชัดแล้วว่าฟ่านจื่อเวยไม่มีทางรักษาบัลลังก์หงส์ไว้ได้ ตราหงส์แม้อยู่ในพระหัตถ์ไทเฮาชั่วคราว แต่หากวันหนึ่งพระองค์ทรงคิดผลักดันผู้ใดขึ้นมา ต่อให้สตรีผู้นั้นไร้ชาติตระกูล ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
“เหล่าเฟยทั้งหลายต่างจ้องช่วงชิงอำนาจและความโปรดปราน ราวตั๊กแตนที่จ้องจับจักจั่น [2] ทว่าใครจะรู้ ว่านกขมิ้นที่ซ่อนตัวเงียบงันอยู่ด้านหลัง อาจเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุด”
เพราะสตรีที่ไร้ตระกูลหนุนหลัง บางครั้งกลับทำให้โอรสสวรรค์วางพระทัยได้มากกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องหวาดระแวงว่าฝ่ายในจะเชื่อมโยงอำนาจกับราชสำนักภายนอก
หากปล่อยให้ไทเฮาและเจากุ้ยผินใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกรงว่าวันหนึ่งวังหลังคงเปลี่ยนฟ้าโดยไร้ผู้ใดทันตั้งตัว
“ในเมื่อฝ่าบาทกำลังวุ่นวายกับราชกิจ ส่วนเสียนเฟยก็ประชวร...” นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน จัดปิ่นดอกไม้ไหว ใบหน้าอ่อนหวานเชิดขึ้น “เช่นนั้นข้าเองก็ควรทำให้ทุกคนเห็นว่า ผู้ใดกันแน่ที่เหมาะจะช่วยดูแลหกตำหนักในยามนี้”
เชิงอรรถ
- ^เติมบุปผาบนผ้าแพร ความหมาย กระทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไป กล่าวได้ว่าจะทำหรือไม่ทำก็ได้ประโยชน์เป็นทุนเดิม
- ^ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่เบื้องหลัง ใช้เปรียบถึงสถานการณ์ที่การช่วงชิงอำนาจมิได้มีเพียงสองฝ่าย แต่ยังมีผู้เล่นที่ซ่อนตัวอยู่ลึกกว่า เป็นผู้กำหนดผลลัพธ์สุดท้าย
อีบุ๊กในเด็กดีลงครบแล้วนะคะ ส่วนในถนัดในเมพ ก็กดจิ้มได้เลย