บทที่ 5.2 เกี่ยงงาน
บทที่ 5.2 เกี่ยงงาน
จักรพรรดิเฉิงจงขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุเพียงยี่สิบเอ็ดพรรษา แม้ผู้คนจะตราหน้าว่าเป็นทรราชผู้แย่งชิงบัลลังก์ เลือดหลั่งนองแผ่นดิน แต่ในรัชสมัยของพระองค์ กลับไม่เคยขาดการว่าราชการแม้แต่วันเดียว
ตั้งแต่สถาปนาแคว้นต้าเว่ย ก็ยังไม่เคยมีฮ่องเต้พระองค์ใดทำได้มาก่อน
หากถามว่าเป็นเพราะพระองค์ทรงใส่พระทัยในราชกิจ กัวกงกงกลับสามารถพยักหน้าได้เพียงครึ่งเดียว เพราะเขาเคยได้ยินฮ่องเต้ตรัสว่า
“เราไม่จำเป็นต้องตื่นเช้า เดินออกมาไม่กี่ก้าวก็ถึงท้องพระโรง ในขณะที่ขุนนางรักเหล่านั้นต้องตื่นตั้งแต่ก่อนยามเหม่า ไม่ทรมานพวกเขาบ้างก็นับว่าผิดกับความพยายามที่ผ่านมาของเรายิ่ง”
พระองค์ถึงขั้นเคยหยิบฎีกาม้วนหนึ่งขว้างใส่ขุนนางที่ยืนหลับ เสียงกระแทกดังพอให้ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ นับว่าบรรดาขุนนางบุ๋นได้เปิดหูเปิดตา เห็นถึงวรยุทธ์อันเก่งกล้าของฮ่องเต้แล้ว จากนั้นแต่ละคนไม่รู้สรรหาวิธีใดมาใช้บ้าง ทว่าล้วนไม่กล้ายืนสัปหงกอีก
กัวกงกงก้าวเข้าไปรับใช้ทันทีที่ฮ่องเต้เสด็จกลับจากการว่าราชการ เพียงเท่านั้นก็ทำให้ขันทีในวังที่พบเห็นต่างพากันอิจฉาตาร้อน เพราะตำแหน่งนั้น เดิมทีไม่ควรเป็นของคนอย่างเขา
ในสายตาผู้อื่น การที่เขาได้มารับใช้เฉิงจงฮ่องเต้นั้น ก็เป็นเพียงแมวตาบอดที่พบหนูตาย
เดิมกัวกงกงผู้นี้เป็นเพียงขันทีชั้นล่างในห้องทรงพระอักษรของอดีตฮ่องเต้ งานที่ทำล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อย อย่างคอยฝนหมึก จัดพู่กัน และเก็บกวาดโต๊ะทรงงาน จนกระทั่งในวันนองเลือดที่เฉิงอันอ๋องยาตราทัพเข้าชิงราชบัลลังก์ ขันทีน้อยใหญ่ต่างวิ่งหนีตายกันอลหม่าน แต่ข้างกายของอ๋องนักรบผู้กรำศึกมาตั้งแต่เยาว์วัยกลับไม่มีผู้ติดตามรับใช้
ในขณะที่กัวกงกงในตอนนั้นหวาดกลัวจนแข้งขาสั่น วิ่งหนีไม่ทัน จึงทำได้เพียงหมอบอยู่บนพื้น
“เจ้า! มานี่ นับจากนี้ติดตามข้า”
นับแต่นั้นมา กัวกงกงก็ขึ้นสู่ตำแหน่งขันทีใหญ่ที่ผู้ใดก็คาดไม่ถึง หากรู้ว่าเฉิงจงฮ่องเต้จะเป็นผู้ที่ไร้กฎเกณฑ์ถึงเพียงนี้ หากรู้สักนิดว่าเพียงแค่อยู่ตรงนั้น...
ทว่าสิ่งที่ไม่อาจเรียกคืนกลับมาคือความเสียใจย้อนหลัง
“เช้านี้เสียนเฟยทรงเข้าเฝ้าฮองเฮาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉิงเลิกคิ้วมองขันทีข้างกาย
“ในที่สุดนางก็หายป่วยเสียที”
กัวกงกงกระแอมกระไอ เห็นได้ชัดว่าเขาเลือกรายงานได้ถูกจุด ไม่ใช่การปะทะกันของฮองเฮาและเต๋อเฟย การที่ซูเฟยทรงนิ่งเฉย หรือการยุแยงของสนมยศต่ำ แต่เป็นเรื่องของเหยียนเสียนเฟยที่ฮ่องเต้ทรงสนพระทัย แม้ว่าก่อนเข้ามา ขันทีที่รับใช้ในท้องพระโรงยังลอบกระซิบเตือนเขาไว้ก่อนว่า
เช้านี้ราชครูเหยียนเอ่ยทัดทานเรื่องที่ฝ่าบาททรงใช้ฎีกาปาใส่ขุนนางกลางท้องพระโรง พร้อมเตือนเรื่องพระราชจริยวัตรอันพึงมีของโอรสสวรรค์อย่างแข็งขัน จนบรรยากาศในท้องพระโรงเยียบเย็นไปทั้งเช้า
“พ่ะย่ะค่ะ วันนี้ฮองเฮาทรงมอบหมายงานให้เสียนเฟยรับผิดชอบ”
บนโต๊ะเสวยยามเช้า พระกระยาหารยังคงวางเรียงอย่างประณีต ฮ่องเต้ทรงใช้ตะเกียบคีบอย่างไม่เร่งรีบ คล้ายมิได้ใส่พระทัยต่อสิ่งใด
“เรื่องใด” สุรเสียงเรียบเฉย แต่กดต่ำจนกัวกงกงไม่กล้าชักช้า
“เป็นเรื่องจัดการงานเลี้ยงโคมไฟครั้งนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“นางคงรีบตอบรับสินะ” เขานึกย้อนไปถึงตลอดสามปีที่ผ่านมา สนมสกุลเหยียนผู้นี้แทบไม่เคยเปิดช่องว่างให้ผู้ใดเล่นงาน แม้รู้ดีว่านี่คือหลุมพรางที่ฮองเฮาขุดเตรียมไว้ นางก็ยังคงก้มหน้ายอมรับ ตั้งใจสร้างผลงาน
หากเป็นขุนนางในราชสำนัก คงนับได้ว่าเป็นขุนนางดีเด่นผู้หนึ่ง
เสียแต่ว่านางคือสนม ไม่ใช่ขุนนาง
เขาแค่นเสียงเย้ยหยันในใจ
“เสียนเฟยทรงปฏิเสธไปด้วยเหตุผลที่ว่า ตอนนี้ทรงประชวรอยู่ แม้มีใจอยากรับใช้แต่ไร้กำลังพ่ะย่ะค่ะ”
ตะเกียบที่คีบอาหารชะงักลงชั่วขณะ
ขันทีที่คอยถวายอาหารอยู่ด้านข้างถึงกับมือสั่น แม้นอกหน้าต่างจะยังมีลมหนาว แต่แผ่นหลังของเขากลับหลั่งเหงื่อเย็นเป็นชั้นๆ
หลี่เฉิงหรี่ตามองขันทีข้างกาย ประหนึ่งกำลังค้นหาคำโป้ปด “ฮองเฮายอมด้วยหรือ”
กัวกงกงหัวเราะแห้งๆ สองที
“หลังจากนั้นเสียนเฟยก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด นอกจากไออย่างเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
ยามนี้เขาเริ่มรู้แล้วว่า เสียนเฟยก็เป็นอันธพาลเหมือนฮ่องเต้
เมื่อฮ่องเต้สายสู้มือ เจอสนมสายสู้กลับ