LNCrawler

บทที่ 44.1 รักษาตำแหน่งแทน

ปิดตอน 9/9 ชาตินี้ไม่ขอทำโอที เลิกตายฟรีแทนฮ่องเต้ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 44.1 รักษาตำแหน่งแทน

บทที่ 44.1 รักษาตำแหน่งแทน

 

ตั้งแต่เหตุลอบปลงพระชนม์เป็นต้นมา ภายในห้องทรงพระอักษรแทบไม่เคยดับแสงตะเกียง คดีใหญ่หลายคดีก็ถูกนำกลับมารื้อสอบพร้อมกัน ตั้งแต่เสบียงหลวงที่ถูกยักยอก เส้นทางลำเลียงที่อ้างว่าถูกหิมะถล่มแต่กลับไม่พบรายงานตรงกัน ไปจนถึงรอยร้าวในสุสานหลวงและเงื่อนงำการก่อกบฏ

ขุนนางที่พัวพันมีมากมาย บ้างมีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น บ้างเพียงปล่อยปละละเลย หรือเพียงถูกลากเข้าไปเพราะลงนามในเอกสารแค่ฉบับเดียว ทว่าไม่ว่าหนักเบาเพียงใด ล้วนต้องถูกสอบสวนให้กระจ่าง โอรสสวรรค์มิได้เสด็จไปตำหนักใดเลย นอกจากตำหนักอี้คุนเพราะเสียนเฟยยังไม่หายประชวร

เพียงไม่นานบรรดาพระสนมที่ไปถวายพระพรไทเฮาต่างก็พากันเปรยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกังวล อ้างว่าเป็นห่วงพระวรกายของฝ่าบาท กระทั่งคนที่มักสงวนถ้อยคำอย่างซูเฟยก็เป็นฝ่ายเอ่ยสนับสนุน

เสิ่นไทเฮาทรงทราบเรื่องเหล่านี้ดี ทว่ากลับยิ่งลำบากพระทัย

ฟ่านฮองเฮายังถูกกักบริเวณ ตราหงส์จึงอยู่ในพระหัตถ์ของพระนางชั่วคราว ขณะเดียวกันปีนี้ยังมีงานใหญ่อย่างการคัดเลือกสาวงามเข้าวังรออยู่ หากวังหลังยังไร้ผู้ประคองสถานการณ์ต่อไป เกรงว่าไม่นานคงเกิดความวุ่นวายขึ้นอีก

ยิ่งในช่วงเวลาที่ราชสำนักกำลังจับตาทุกความเคลื่อนไหวเช่นนี้ พระนางก็ยิ่งต้องระวังพระองค์เองมากกว่าเดิม

วันนี้หลังจากจักรพรรดิเสร็จจากว่าราชการแล้ว เสิ่นไทเฮาก็รีบเข้าเฝ้าทันที

“ทูลฝ่าบาท ไทเฮาเสด็จมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูด้านนอกเข้ามารายงานอย่างระมัดระวัง

ปลายนิ้วที่กำลังตวัดพู่กันชะงักไปเล็กน้อย

“เชิญไทเฮาเข้ามา”

ปีนี้เสิ่นไทเฮามีพระชนมายุสามสิบหกพรรษา มากกว่าฮ่องเต้เพียงสิบปี แต่ยามนี้นางกลับเลือกสวมอาภรณ์สีเข้มที่เสริมความภูมิฐานสง่างาม มิได้กดตัวเองให้ต่ำ กระนั้นก็หาได้สวมเครื่องศีรษะโอ่อ่าเพื่อโอ้อวดฐานะ

นับว่าทรงวางพระองค์ได้อย่างเหมาะสม เพราะแม้จะเป็นผู้ถือตราหงส์ในยามนี้ แต่พระนางทรงรู้ดี ว่าอำนาจที่แท้จริงยังอยู่ในพระหัตถ์ของโอรสสวรรค์เพียงผู้เดียว

“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท”

“ไทเฮานั่งก่อนเถิด” สุรเสียงยังคงราบเรียบ ระหว่างพระองค์กับอีกฝ่ายก็ไม่เคยมีความผูกพันกันมาตั้งแต่แรก

เสิ่นไทเฮาค่อยๆ ประทับลงด้านข้าง ก่อนทอดพระเนตรกองฎีกาบนโต๊ะทรงงาน

“หลายวันมานี้ ฝ่าบาททรงงานหนักจนแทบไม่ได้พักผ่อน หม่อมฉันจึงรู้สึกเป็นห่วงยิ่ง”

“ช่วงนี้ราชกิจมีมาก จึงทำให้ละเลยเรื่องฝ่ายในไปบ้าง”

เห็นได้ชัดว่าเป็นคำตอบตามมารยาท

เสิ่นไทเฮาหลุบพระเนตรลงเล็กน้อย เข้าใจดีว่าโอรสสวรรค์กำลังรอให้นางเอ่ยเรื่องสำคัญออกมาเอง

“หม่อมฉันมาเข้าเฝ้าเพราะมีเรื่องหนึ่งอยากขอพระราชวินิจฉัย” เนื่องจากเวลาของฮ่องเต้มีค่ายิ่งนัก ดังนั้นนางจึงต้องใช้วิธีเปิดประตูออกก็เห็นภูเขา เอ่ยถึงเรื่องสำคัญในทันที “อีกเพียงไม่กี่เดือน ก็จะถึงวาระคัดเลือกสาวงามเข้าวังแล้วเพคะ”

ขันทีชั้นผู้น้อยก้าวเข้ามาพร้อมกาน้ำชาที่ชงใหม่ กลิ่นหอมของใบชาบรรณาการและไอร้อนที่พวยพุ่งช่วยทำให้บรรยากาศอึดอัดในห้องคลายตัวลงเล็กน้อย เสิ่นไทเฮาเอื้อมไปหยิบถ้วยชามากุมไว้ ประหนึ่งกำลังหาที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้มือสั่น คิดไม่ถึงว่าเวลาเพียงห้าปีจะหล่อหลอมให้เฉิงอันอ๋องที่แต่เดิมเต็มไปด้วยรังสีเข่นฆ่า กลายมาเป็นจักรพรรดิผู้น่าเกรงขาม เปี่ยมไปด้วยบารมีกดข่มที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าเงยหน้ามอง

“แม้ฮองเฮายังถูกกักบริเวณอยู่ แต่เรื่องต่างๆ ในวังหลังย่อมมิอาจปล่อยว่างไว้นานเกินไป” เสิ่นไทเฮาทอดพระเนตรสีพระพักตร์ของโอรสสวรรค์ ก่อนเอ่ยต่ออย่างระมัดระวัง “หม่อมฉันเองก็เพียงช่วยถือตราหงส์ไว้ชั่วคราว มิอาจดูแลทุกอย่างได้ทั่วถึงเสมอไป ดังนั้นหม่อมฉันจึงคิดว่า หากถึงเวลาแล้ว กรมพิธีการก็ควรเริ่มเตรียมการเรื่องคัดเลือกสาวงามเอาไว้ก่อน”

พระนางเอ่ยอย่างนุ่มนวล มิได้ก้าวก่ายคดีความหรือเอ่ยถึงตระกูลฟ่านแม้แต่คำเดียว

หลี่เฉิงพยักหน้า

“ยามนี้เสียนเฟยยังประชวรอยู่ เรื่องต่างๆ ในวังหลัง คงต้องลำบากไทเฮาจัดการไปก่อน”

นิ้วมือที่ถือถ้วยชาไว้บีบแน่นขึ้นเล็กน้อย พระนางเข้าใจความหมายของโอรสสวรรค์แทบจะทันที

เสียนเฟยยังประชวรอยู่จึงยังไม่เหมาะจะก้าวออกมารับภาระในเวลานี้ แต่คำว่า ไปก่อน นั้นกลับชัดเจนยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น

เพียงแต่เสิ่นไทเฮาคิดไม่ถึง ว่าโอรสสวรรค์จะตัดสินพระทัยรวดเร็วถึงเพียงนี้

ดวงตาของเสิ่นไทเฮาไหววูบเล็กน้อย

“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”

ตราหงส์นี้มีเจ้าของคนใหม่แล้ว

“อีกเรื่องหนึ่ง... ช่วงนี้ฝ่าบาททรงงานหนักจนแทบไม่ได้เสด็จไปตำหนักใดเลย บรรดาพระสนมในวังหลังต่างก็เป็นห่วงพระวรกายของพระองค์อยู่ไม่น้อย” พระนางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ยามนี้วังหลังเพิ่งผ่านความวุ่นวายมา ผู้คนจำนวนมากยังไม่อาจวางใจ หากฝ่าบาททรงละเลยฝ่ายในนานเกินไป เกรงว่าจะยิ่งทำให้ผู้คนคิดฟุ้งซ่านกันไปต่างๆ นานา”

ถ้อยคำเหล่านั้นฟังดูอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่กลับชัดเจน ต่อให้ตระกูลฟ่านล่มสลายแล้ว ทว่าทั้งวังหลังและราชสำนักในยามนี้กลับยังอยู่ในช่วงรอยต่อของอำนาจ ผู้คนจำนวนมากต่างกำลังจับตามอง

หลี่เฉิงย่อมเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีกว่าผู้ใด

“ไทเฮาคิดว่า เราควรทำเช่นไร”

 


อีบุ๊กในเด็กดีลงครบแล้วนะคะ ส่วนในถนัดในเมพ ก็กดจิ้มได้เลย

เล่ม 1 เล่ม 2 และ เล่ม 3 รีบกดเลยน้า