LNCrawler

บทที่ 6.1 เจ้านายมาเยี่ยมบ้าน

ปิดตอน 9/9 ชาตินี้ไม่ขอทำโอที เลิกตายฟรีแทนฮ่องเต้ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 6.1 เจ้านายมาเยี่ยมบ้าน

การแย่งชิงความโปรดปรานอะไรนั่น สำหรับเหยียนจิ้งอีแล้วก็เป็นเพียงเรื่องผายลม

“ทูลพระสนม เหยียนฮูหยินมาถึงแล้วเพคะ”

“รีบเชิญท่านแม่เข้ามา”

วันนี้เหยียนฮูหยินสวมอาภรณ์สีอ่อน ขับเน้นรูปโฉมที่งดงามนุ่มนวล คิ้วตาอ่อนละมุนเปี่ยมด้วยเมตตา ผิวพรรณละเอียดเนียนราวเคลือบไข รูปโฉมของนางอ่อนเยาว์ยิ่ง หากยืนเคียงข้างเหยียนจิ้งอีแล้วยิ่งเหมือนพี่สาวมากกว่ามารดา ทุกอากัปกิริยาล้วนอ่อนโยนจนผู้คนรอบข้างรู้สึกผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว เห็นได้ชัดว่าชีวิตที่ผ่านมา ถูกรักใคร่ประคบประหงมไว้กลางฝ่ามือ

“ถวายพระพรเสียนเฟย...” ฟางซื่อรีบยอบกายคารวะทันทีที่เห็นบุตรสาวก้าวเข้ามา ทว่าเพิ่งย่อเข่าลง คนตรงหน้าก็รีบเดินเข้ามาประคอง

“ท่านแม่...” เสียงของเหยียนจิ้งอีสั่นเครือเล็กน้อย ยามที่ปลายนิ้วของนางวางลงบนท่อนแขนของมารดา สัมผัสนั้นช่างอุ่นซ่านและจริงแท้จนหัวใจที่เคยเยือกเย็นพลันสั่นไหว

ยิ่งภาพตรงหน้าชัดเจนเพียงใด ภาพในความทรงจำกลับชัดยิ่งกว่า

ยามนั้นมารดาผู้อ่อนแอคงเปรียบเสมือนต้นหลิวลู่ลมที่ถูกพายุร้ายโหมกระหน่ำในวันที่ตระกูลเหยียนล่มสลาย สามีต้องโทษ พ่อสามีล้มป่วย โลกทั้งใบของนางพังทลายลงในชั่วพริบตา แต่ฟางซื่อกลับเลือกที่จะเก็บซ่อนความทุกข์ระทมไว้เพียงลำพัง เพื่อมิให้บุตรสาวในวังหลังต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นกับตระกูลเหยียน มารดาไม่เคยเข้าวังมาขอความช่วยเหลือสักครั้ง

ทว่าสุดท้ายนางกลับเป็นฝ่ายทิ้งมารดาไปโดยไม่มีแม้แต่คำล่ำลา ในวันที่ต้องเผชิญทุกสิ่งเพียงลำพัง ท่านแม่จะโดดเดี่ยวเพียงใดกัน

ปลายนิ้วที่จับแขนมารดาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ยามนั้นเหยียนจิ้งอีไม่เข้าใจ แต่บัดนี้นางเข้าใจแล้วว่า ความอ่อนโยนเช่นนี้ แท้จริงแล้วหนักหนาเพียงใด

ดวงตาพลันร้อนผ่าว หยาดน้ำใสเอ่อคลออยู่ตรงขอบตา ทว่านางกลับฝืนยิ้มไว้

“ท่านแม่ ไม่ต้องมากพิธี”

“จิ้งอี...” ฟางอวี้หนิงดึงบุตรสาวเข้ามาในอ้อมกอดด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ เพียงได้ยินว่าบุตรสาวต้องลมเย็นจนล้มป่วย ใจของนางก็ร้อนรุ่มแทบอยากจะเข้าวังเสียเดี๋ยวนั้น

อ้อมกอดที่แสนอ่อนโยนและคุ้นเคย กลิ่นหอมจางๆ จากกายมารดาทำให้เหยียนจิ้งอีชะงักไปชั่วขณะ เสมือนได้ย้อนกลับไปยังวันวาน

“เหตุใดจึงล้มป่วยเอาได้”

เหยียนจิ้งอีหลุบตาลง ซุกหน้าอยู่ในอ้อมกอดนั้นชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ คลายมือออก

“ลูกไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา คล้ายปลอบอีกฝ่ายมากกว่าปลอบตนเอง

ฟางอวี้หนิงยังไม่วางใจ ด้วยรู้นิสัยบุตรสาวดีว่ามักจะฝืนทำตัวเข้มแข็งเพื่อไม่ให้นางเป็นกังวล ถึงอีกฝ่ายจะเป็นถึงเสียนเฟย แต่ในสายตาของมารดาแล้วนั้น บุตรสาวก็ยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยคนเดิม

“อ๊ะ เป่าเป้ย” เหยียนจิ้งอีไม่อยากให้มารดาเห็นน้ำตาจึงแสร้งหันไปด้านข้าง

ยามนี้แม่นมกำลังอุ้มเด็กชายตัวน้อยอายุราวหนึ่งขวบอยู่ในอ้อมแขน เจ้าตัวเล็กแก้มยุ้ยนุ่มนิ่ม ดวงตากลมโตเป็นประกาย เมื่อเห็นผู้คนก็ส่งเสียงอ้อแอ้เบาๆ

มือเล็กป้อมโบกไปมา ก่อนจะหัวเราะคิกคักอย่างไร้เดียงสา เสียงหัวเราะคิกคักนั้นทำให้บรรยากาศภายในห้องพลันสดใสขึ้นทันตา

“อี อี...” ริมฝีปากแดงก่ำเล็กๆ เหมือนผลอิงเถาร้องเรียกไม่หยุด

ท่าทางน่ารักน่าชังของน้องชายทำให้หัวใจของนางอ่อนยวบ

“รีบอุ้มเขาเข้ามา”

เด็กชายตัวอ้วนเพิ่งอายุได้เพียงหนึ่งขวบ เล่นซนจนน้ำลายไหลยืด เพียงเห็นพี่สาวก็รีบโผเข้าหา มือเล็กป้อมชื้นแฉะไปด้วยน้ำลาย

“ระวังเพคะ” แม่นมร้อนใจยิ่ง เดิมคุณชายน้อยไม่ชอบเข้าใกล้คนแปลกหน้า ทว่ายามเห็นเสียนเฟยกลับพุ่งเข้าหาโดยไม่ลังเล

ถึงพวกนางจะพยายามสอนให้คุณชายน้อยหัดเรียกพระสนม แต่กลับมิได้คาดหวังว่าเพียงพบหน้า คุณชายน้อยก็จะสามารถเรียกได้ถูกคนยิ่ง

นี่สินะคือสายเลือดเดียวกัน

“ไม่เป็นไร เราจะอุ้มเขาเอง เจ้าออกไปเถอะ”

แม่นมมีทีท่าลังเล แต่เมื่อเห็นว่าเสียนเฟยมิได้รังเกียจ อีกทั้งยังอุ้มคุณชายน้อยอย่างคล่องแคล่ว นางจึงได้แต่เดินตามนางกำนัลออกจากห้อง

“อี อี งาม” เด็กน้อยยื่นริมฝีปากเข้าหอมแก้มเนียนของพี่สาว แต่ในสายตาของนางกำนัลเหล่านั้น คุณชายน้อยกำลังเอาน้ำลายป้ายต่างหาก

“เจ้าตัวน้อย ยังไม่ทันโตเป็นหนุ่มก็รู้จักเกี้ยวสตรี” เหยียนจิ้งอีดึงแก้มนิ่มเล่น ดวงตาทอประกายรักใคร่สุดหัวใจ

เด็กน้อยในอ้อมแขนคือสมบัติล้ำค่าที่นางใช้ชีวิตแลกเพื่อให้เขาได้มีชีวิตที่สุขสบาย รอดพ้นจากการกวาดล้างตระกูลเหยียน

ฟางอวี้หนิงมองภาพบุตรสาวและบุตรชายรักใคร่ปรองดองด้วยหัวใจอุ่นซ่าน เด็กคนนี้แต่ไหนแต่ไรมามิใช่จะยอมให้ผู้ใดอุ้มกอด แม้แต่แม่นมและสาวใช้ที่เลี้ยงดูใกล้ชิด ยังเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาไว้ตัวนัก ยิ่งช่วงหลังมานี้ ยามมีคนแปลกหน้าเข้าใกล้ คางมนๆ จะเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมดุจเมล็ดลำไยเหลือบมองอย่างระแวดระวัง ไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องง่ายๆ

ทว่าบัดนี้ เจ้าตัวเล็กกลับซุกอยู่ในอ้อมแขนของพี่สาวอย่างเรียบร้อยว่าง่าย มือเล็กป้อมเกาะเสื้อแน่น แม้จะเพิ่งพบหน้ากันเป็นครั้งที่สอง อีกทั้งครั้งแรกก็เป็นตอนที่เขาอายุเพิ่งจะหกเดือนเท่านั้น ยังจำผู้ใดไม่ได้ด้วยซ้ำ

ดวงตาของฟางซื่อพลันผ่าวร้อนจนต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหางตา

“หากเจ้ามีบุตรสักคน...” คำพูดที่เหลือกลับกลืนหายไปในลำคอที่ตีบตัน

ฮ่องเต้ครองราชย์มาห้าปี กลับยังไร้โอรสธิดา ภายนอกมีข่าวลือว่าพระองค์ไม่อาจให้กำเนิดทายาท ขุนนางในราชสำนักแม้มิกล้าเอ่ยตรงๆ แต่ในใจต่างก็คิดไม่ต่างกัน ทว่ายิ่งเป็นเช่นนี้กลับยิ่งมีคนพยายามส่งบุตรสาวเข้าวังไม่ขาด เพราะหากผู้ใดให้กำเนิดพระโอรสได้ เด็กคนนั้นย่อมได้นั่งบัลลังก์โดยไร้ผู้แย่งชิง

ต่อมาในที่สุดก็มีสนมตั้งครรภ์ ข่าวนี้ทำให้ทั้งราชสำนักต่างจับตามอง แต่สุดท้ายครรภ์นั้นกลับไม่อาจรักษาไว้ได้ และมารดาก็สิ้นใจไปพร้อมกัน หลังจากนั้นข่าวลือจึงเปลี่ยนไป ผู้คนเริ่มพูดถึงการที่เฉิงจงฮ่องเต้สังหารพี่น้องเพื่อขึ้นครองราชย์

หรือว่านี่จะเป็นคำสาป

เหยียนฮูหยินพลันรู้สึกว่าตนเองพูดผิดไป จึงหันไปจับมือเล็กๆ ของบุตรชายแล้วเอ่ยหยอกเย้า

“ดูสิ แม้แต่แม่เขาก็ไม่ยอมให้หอม”

“ก็เพราะเป่าเป้ยชอบคนงามใช่หรือไม่” เหยียนจิ้งอีย่อมพายเรือตามน้ำ ไม่อยากให้มารดาต้องเป็นทุกข์

ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในวัง นางก็ไม่เคยปรารถนาจะมีบุตร เด็กที่ต้องเกิดมาท่ามกลางการแย่งชิงบัลลังก์จะเติบโตอย่างมีความสุขได้อย่างไร ผู้คนในที่แห่งนี้มีผู้ใดมีเมตตากันบ้าง แม้แต่ตัวนางเองก็เช่นกัน หากถึงคราวคับขัน ต่อให้มือต้องเปื้อนเลือดนางก็ไม่คิดจะลังเล

“อีอีงาม” เจ้าเด็กน้อยคล้ายรับรู้ถึงความหม่นเศร้าของพี่สาว จึงยื่นหน้าไปหอมแก้มอีกครั้ง “ชอบอีอี”

“จริงหรือ” เหยียนจิ้งอีทำหน้าคล้ายไม่เชื่อ

เด็กน้อยยิ้มกว้างจนเห็นเหงือกสีชมพูกับฟันหน้าสี่ซี่ พยักหน้าพลางใช้นิ้วเล็กจิ้มหน้าอกตัวเอง “เป่าชอบ”

“คุณชายน้อยช่างฉลาดยิ่งนักเจ้าค่ะ” แม้แต่คนเงียบขรึมอย่างฉิงซือก็ยังอดชมไม่ได้

“เจ้าไม่คิดว่านายของเจ้างามบ้างหรือไร” เหยียนจิ้งอีแสร้งค้อน ทำให้ภายในห้องโถงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

เหยียนฮูหยินเห็นว่าบุตรสาวดูมีความสุขดีก็ค่อยคลายใจ ไม่มีผู้ใดเข้าใจหัวอกของมารดาที่ต้องส่งบุตรสาวเข้าวัง สกุลอื่นอาจหวังให้บุตรีนำพาอำนาจและเกียรติยศมาให้ แต่ฟางอวี้หนิงเพียงปรารถนาให้บุตรสาวมีชีวิตสงบสุขราบรื่น ได้แต่งงานกับชายหนุ่มที่พร้อมดูแลนางไปชั่วชีวิต จับมือกันไปจนเส้นผมขาวโพลน

ทว่าตระกูลเหยียนที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว กลับไม่อาจเลือกเส้นทางเช่นนั้นได้

ฟางซื่อกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง หน้าตำหนักพลันมีเสียงฝีเท้ามากมายดังขึ้น

“ฮ่องเต้เสด็จ”


เต้ มันไงน้า เมื่อก่อนมาเดือนละสองครั้ง ตอนนี้พี่มาเช้ามาเย็น

หลงเสน่ห์เสียนเฟย ไม่

หลงเสน่ห์ปลายจวักพ่อครัว ใช่

ปล. อีบุ๊กเล่ม 1 จะมาเสาร์ที่ 4 เล่ม 2 วันที่ 9 ส่วนเล่ม3 วางไว้ 11 แต่ถ้าไม่ทันก็จะเป็น 14 กค นี้ค่ะ ไม่มีฉบับพิมพ์เล่มค่ะเพราะยาวมาก หนามาก