บทที่ 6.2 เจ้านายมาเยี่ยมบ้าน
บทที่ 6.2 เจ้านายมาเยี่ยมบ้าน
เหยียนจิ้งอีเหลือบตาดูสีท้องฟ้านอกหน้าต่าง นี่ยังไม่ถึงเที่ยงวันแต่ฮ่องเต้กลับเสด็จมาตำหนักอี้คุน สงสัยถูกน้ำเข้าสมองกระมัง
“เป่าเอ๋อร์มาหาแม่ก่อน” เหยียนฮูหยินรีบลุกขึ้นทันที
เด็กน้อยพองแก้มส่ายหน้า เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นอุ้ม ดังนั้นเมื่อหลี่เฉิงก้าวตามเข้ามาจึงได้เห็นภาพที่ประหลาดยิ่งนัก เด็กตัวอ้วนเหมือนถังน้ำกำลังกอดคอสนมของเขาเอาไว้แน่น แก้มยุ้ยๆ แนบอยู่บนลำคอระหง มองเขาด้วยดวงตาคลอหยาดน้ำ
ทว่าเหมือนเขาจะตาฝาดไปจึงเห็นว่าสายตาเล็กนั่นแสดงความเป็นปรปักษ์อย่างเด่นชัด
“ถวายบังคมเพคะ” คนในห้องต่างพร้อมใจกันก้มลงคารวะ
หลี่เฉิงกวาดสายตามองเพียงครู่ก็ยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงให้ลุก
“ไม่ต้องมากพิธี” น้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับหยุดอยู่ที่ร่างเล็กในอ้อมแขนของสตรีตรงหน้า “นี่คือ?”
“น้องชายของหม่อมฉันเพคะ” เหยียนจิ้งอีตอบอย่างสงบ มือยังคงลูบปลอบแผ่นหลังเล็กเบาๆ “เป่าเอ๋อร์รีบถวายบังคมฝ่าบาท”
แน่นอนว่านี่คือคำพูดอย่างขอไปทียิ่ง เด็กอายุแค่ขวบปีจะรู้จักการถวายบังคมได้อย่างไร แต่คาดไม่ถึงว่าเด็กน้อยที่เคยว่าง่ายจะสะบัดหน้าไปอีกทางพลางหันก้นให้ผู้เป็นใหญ่
เหยียนจิ้งอีเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้มจนปวดแก้ม มีเพียงเหยียนฮูหยินที่ร้อนใจจนหน้าเปลี่ยนสี กลัวว่าฮ่องเต้จะพานนำโทสะมาลงที่บุตรสาว
“เด็กยังเล็กไม่รู้ความ ขอฝ่าบาทโปรดอภัยด้วยเพคะ”
“ในเมื่อเป็นน้องชายของสนมรัก เราจะถือโทษได้อย่างไร”
“ปูดดด”
เป่าเอ๋อร์หันมาพ่นน้ำลายใส่ ทำเอาทุกคนในห้องต่างรีบคุกเข่าตึงตัง
“ขอฝ่าบาทโปรดระงับโทสะเพคะ”
กัวกงกงที่ยืนอยู่ด้านหลังได้แต่ปัดแส้ไปมาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น น่าสงสารจริงๆ เมื่อครู่ยังเป็นฮ่องเต้ที่ชี้เป็นชี้ตายผู้อื่นได้ แต่ในตำหนักอี้คุนกลับกลายเป็นคนที่น้องภรรยารังเกียจ
เอ่อ... พระองค์ก็ช่วยเก็บรัศมีฆ่าฟันแล้วลองยิ้มดูบ้าง เผื่อคุณชายน้อยจะชอบหน้า
เหยียนจิ้งอีรีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น แต่ในใจยังลอบชมเชยเจ้าตัวน้อย ดูสิ น้องชายของนางฉลาดเฉลียวจริงๆ สามารถแยกมิตรศัตรูได้ตั้งแต่ยังเยาว์
“ขายหน้าฝ่าบาทแล้วเพคะ” มือบางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา
กัวกงกงค่อยผ่อนลมหายใจ ถึงเมื่อครู่น้ำลายของคุณชายน้อยจะมิได้กระเซ็นมาต้องพระวรกาย แต่เสียนเฟยก็สมควรแสดงความเป็นห่วงอย่างกระตือรือร้นเพื่อลดโทสะ
“เป่าเอ๋อร์ยังเล็กนัก” จากนั้นเหยียนจิ้งอีก็เช็ดน้ำลายที่มุมปากให้น้องชายอย่างใส่ใจ ดวงตาหงส์โค้งลงเป็นเสี้ยวจันทรา หาได้รังเกียจแม้แต่น้อย
ส่วนพระสวามีผู้นั้น... เปื้อนน้ำลายก็ช่างเถอะ
กัวกงกงเหลือบมองสีหน้าดำคล้ำของผู้เป็นใหญ่แล้วก้าวถอยหลังไปอย่างรู้ความ ทว่าขันทีใหญ่ผู้รับใช้ข้างพระวรกายมาหลายปี ย่อมอ่านพระอารมณ์ได้ดีกว่าผู้อื่น ยามนี้แม้ฝ่าบาทจะทำสีหน้าเย็นชา ทว่าพื้นอารมณ์นับว่าไม่เลวเลย เฉิงจงฮ่องเต้มิใช่คนที่จะเสแสร้งเพื่อเอาใจผู้ใด เห็นได้ชัดว่าทรงไม่ได้ถือสาคุณชายน้อย
ดูเหมือนฝ่าบาทจะยอมถอยให้คนตระกูลเหยียนอยู่ครึ่งก้าวเสมอ
มิเช่นนั้น หลายปีมานี้ราชครูเหยียนคงไม่มีทางกล้ายืนกรานขัดพระทัยในราชสำนักอยู่บ่อยครั้งถึงเพียงนั้น
“เขาชื่ออะไร” หลี่เฉิงสะบัดชายชุดนั่งลงตรงตำแหน่งประธาน
“เสี่ยวเป่าเพิ่งอายุครบหนึ่งขวบ ท่านปู่กับท่านพ่อจึงยังมิได้ตั้งชื่อให้เพคะ” เหยียนจิ้งอีว่าพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดฝ่ามือเล็กๆ ที่เปื้อนน้ำลาย การกระทำละเอียดอ่อนใส่ใจนั้นย่อมอยู่ในสายตาของทุกคน โดยเฉพาะกัวกงกงที่เผลอคิดว่า หากเสียนเฟยได้เลี้ยงดูองค์ชายตัวน้อยๆ จะดีเพียงใดหนอ
“อ้อ ในเมื่อยังไม่ตั้งชื่อ” พระสุรเสียงคล้ายมีความรื่นเริงบางอย่างแฝงอยู่ “ไปเอากระดาษกับพู่กันมา เราย่อมต้องมีของขวัญแรกพบหน้า”
สัญญาณเตือนภัยของเหยียนจิ้งอีพลันร้องระงมทันใด แต่ในเมื่อฮ่องเต้จะประทานให้ ถึงไม่อยากนางก็ต้องรับ
หลี่เฉิงเหลือบมอง สีหน้าอัดอั้นนั้นช่างแตกต่างจากท่าทีเอ้อระเหยตอนไล่ต้อนคนยิ่ง จู่ๆ ก็พลันรู้สึกว่าการตัดสินใจมาตำหนักอี้คุนเป็นเรื่องที่ถูกต้องนัก
เพียงครู่นางกำนัลก็นำถาดเครื่องเขียนมาวาง เหยียนจิ้งอีที่ยิ่งมองก็ยิ่งสังหรณ์ใจรีบเอ่ยว่า
“หม่อมฉันไหนเลยจะกล้าคาดหวังของขวัญแรกพบเพคะ เป่าเอ๋อร์เป็นเพียงเด็กน้อยไม่รู้ความ”
หากท่านคาดโทษเขาก็นับว่าใจแคบแล้ว
แม้นางจะทำเพียงบ่นในใจ แต่แววตาแทบจะแสดงอารมณ์ทุกอย่าง
ชายหนุ่มเหลือบตามองพระสนมที่ปกติมักจะวางตัวได้อย่างเหมาะสมรู้จักเก็บความคิด มาตอนนี้พอเป็นเรื่องของคนในครอบครัวกลับกระโจนออกมากางกรงเล็บปกป้อง
จุดอ่อนของเสียนเฟยคือครอบครัวสินะ
“เราเห็นเขาแล้วถูกชะตา ย่อมไม่อาจละเลยของขวัญแรกพบหน้า”
“ฝ่าบาทช่างมีน้ำพระทัยกว้างขวางยิ่งเพคะ” เหยียนจิ้งอีกัดฟัน
“นั่นสิ เราก็รู้ตัวอยู่”
กัวกงกงรีบก้าวเข้ามาฝนหมึกเพื่อคลี่คลายบรรยากาศที่กดดันจนคนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจแรง เหยียนจิ้งอีพยายามจะส่งตัวเจ้าก้อนแป้งในอ้อมแขนให้มารดาหรือนางกำนัลเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ ทว่าเป่าเอ๋อร์กลับมีปฏิกิริยาว่องไวเกินเด็ก เขาใช้มือเล็กป้อมคว้าขอบโต๊ะทรงงานไว้แน่น
เหยียนจิ้งอีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล นางเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว
บุรุษสองคน หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก กำลังจ้องมองกัน
หลี่เฉิงนั่งเอนตัวเล็กน้อย มือวางอยู่บนพนักเก้าอี้ แววตาเยือกเย็นดุจผืนน้ำแข็งนั้นเจือไอสังหารกดข่ม ส่วนเด็กน้อยบนตักนางกลับหาได้หวาดกลัว ดวงตากลมใสที่เคยคลอหยาดน้ำ บัดนี้กลับจ้องมองจักรพรรดิไม่เลี่ยงหลบ
ชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศรอบโต๊ะกลับเหมือนสายธนูที่ถูกดึงจนตึง
เหยียนจิ้งอีหลุบตาลงเล็กน้อย หัวใจพลันเต้นผิดจังหวะ เด็กเพิ่งอายุหนึ่งขวบ จะเข้าใจสิ่งใดได้ คงเป็นนางที่คิดมากไป
ทว่าเมื่อสายตาเหลือบกลับไปอีกครั้ง นางกลับรู้สึกได้ชัดเจนยิ่งกว่าเก่า
เป่าเอ๋อร์ไม่ได้มองอย่างไร้เดียงสา สายตานั้นคมกริบราวกับจะเฉือนเนื้อหักกระดูกของผู้ที่นั่งอยู่ตรงหน้า เขากำลังจ้องมองทรราชผู้กุมอำนาจด้วยความเกลียดชังที่ฝังลึกถึงกระดูก
ชาตินี้เขาจะไม่ยอมให้พี่สาวต้องตกเป็นหมากอีก!
หากสกุลเหยียนไร้ทายาทผู้สืบทอด ฮ่องเต้คงไม่จำเป็นต้องลงดาบสังหารล้างตระกูลเพื่อตัดรากถอนโคน และพี่สาวคงไม่ต้องใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อให้เขาอยู่รอด
โชคดีที่สวรรค์ยังมีเมตตา ส่งเขากลับมาก่อนที่เรื่องราวเลวร้ายจะเริ่มต้น ความทรงจำในอดีตชาติจึงตื่นขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อไม่กี่วันก่อนยามได้ยินเสียงประทัดปีใหม่ จู่ๆ เขาก็ระลึกได้ว่าตนเองเคยเป็นใคร และเคยสูญเสียสิ่งใดไปบ้าง
มือเล็กป้อมที่เกาะขอบโต๊ะจิกแน่น รัศมีฆ่าฟันจางๆ แผ่ออกมา
หลี่เฉิงถือพู่กันนิ่งค้าง ดวงตาคมปลาบจับจ้องปฏิกิริยาของเด็กชายอย่างไม่ละสายตา จอมทัพอย่างเขาย่อมสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสังหาร ทว่านั่นกลับยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่า
“เหยียนจวิน...”
----------
คู่เวรคู่กรรมของพี่เต้จุติลงมาแล้ว ปรบมือ ตัวตึงแห่งตำหนักอี้คุน ตึงที่หมายความว่าตึงจนเสื้อจะปริ โถๆ ลูก