LNCrawler

บทที่ 7.2 วันลาไม่มีอยู่จริง

ปิดตอน 9/9 ชาตินี้ไม่ขอทำโอที เลิกตายฟรีแทนฮ่องเต้ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 7.2 วันลาไม่มีอยู่จริง

ฮ่องเต้รั้งตัวเหยียนฮูหยินให้ร่วมโต๊ะเสวยเพียงเพื่อเอาใจเสียนเฟย ต่อให้เป็นฮองเฮาก็ไม่เคยได้รับเกียรตินี้ด้วยซ้ำ

แต่ผู้ใดปรารถนากัน!

เห็นได้ชัดว่าทรงยกนางขึ้นมาเป็นเป้าล่อลูกธนู

ไม่นานนักแต่ละตำหนักก็รู้ว่าเหยียนฮูหยินเข้าวังมาเยี่ยมไข้บุตรสาว และถูกฮ่องเต้รั้งตัวไว้เพื่อเอาใจเสียนเฟย ไม่รู้ว่ามีสนมกี่คนที่จิกปลอกเล็บจนหักด้วยความริษยา ยิ่งเมื่อนึกถึงภาพในตำหนักคุนหนิงก่อนหน้านี้ ผู้คนก็ยิ่งรู้สึกหนาวสะท้านอยู่ลึกๆ

โดยหารู้ไม่ว่า บรรยากาศบนโต๊ะอาหารนั้นกระอักกระอ่วนเพียงใด

เหยียนจวินเด็กน้อยเริ่มตระหนักได้ว่าลำพังกำลังของตนตอนนี้ไม่อาจต่อกรทรราช เขาจึงใช้ความหน้าหนา ไม่สนใจว่าชาติก่อนตนจะเคยยิ่งใหญ่เพียงใด ตัดสินใจบีบน้ำตาร้องไห้เสียงดังเพื่อจะหาพี่สาว

วันนี้ตำหนักอี้คุนที่เคยสงบสุขมาตลอดจึงวุ่นวายประหนึ่งไก่บินสุนัขกระโดด

เสียงร้องไห้ของเหยียนจวินดังลั่น เด็กน้อยโผเข้าหาพี่สาวทั้งน้ำตาทั้งน้ำมูก

เหยียนจิ้งอีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กปลอบ รู้สึกลึกๆ ว่าน้องชายหาใช่แค่ออดอ้อน แต่เป็นการแสดงออกที่จงใจ และยิ่งจงใจมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้นางปวดศีรษะมากขึ้นเท่านั้น ไม่รู้วันเกิดของเสี่ยวเป่าไปขัดกับดวงชะตามังกรหรือไร ถึงเข้ากันไม่ได้เหมือนน้ำกับน้ำมัน

หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น พลางคีบอาหารถวาย แต่ในใจกลับฟาดฟันฮ่องเต้อย่างดุเดือดเลือดพล่าน

หากนี่คือการเอาใจ เช่นนั้นความโปรดปรานของโอรสสวรรค์ก็นับว่าเป็นหายนะโดยแท้

ทั้งๆ ที่ชาตินี้ตั้งใจจะหลีกหนีความวุ่นวาย แต่ไม่รู้เดินหมากพลาดที่จุดไหน กลับดึงดูดตัวหายนะผู้นี้ไม่หยุดหย่อน

“พ่อครัวที่ตำหนักอี้คุนฝีมือไม่ธรรมดา” เฉิงจงฮ่องเต้ตรัสขณะเหลือบมองกัวกงกง “เหยียนฮูหยินต้องกินให้มากๆ”

“ขอบพระทัยเพคะ” ฟางซื่อรีบเอ่ยทันทีที่ขันทีใหญ่คีบเป็ดตุ๋นน้ำแดงมาวางบนจาน ในใจยิ่งรู้สึกผ่อนคลายขึ้นหลายส่วน ฮ่องเต้มิได้กริ้วเรื่องบุตรชายของนาง ทั้งยังทรงใส่พระทัยถึงเพียงนี้

ข่าวลือที่ว่าพระองค์โหดเหี้ยมนั้น คงเป็นเพียงคำกล่าวเกินจริง

กัวกงกงเห็นเหยียนฮูหยินยิ้มอย่างผ่อนคลายก็อยากบอกเหลือเกินว่า ฮ่องเต้ที่ท่านกำลังชมว่าเมตตา เพิ่งสั่งตัดมือพ่อครัวใหญ่ในห้องเครื่องไปเมื่อเช้า

“ในเมื่อแต่ละคนไร้ความสามารถ จะเก็บมือไว้ทำอะไร”

เห็นทีที่เสด็จตามเสียนเฟยมาตำหนักอี้คุน ก็เพราะพ่อครัวที่นี่ทำอาหารอร่อยกว่า

หากสนมทั่ววังหลังได้ยินเข้า คงพากันแย่งชิงพ่อครัวกันจนวุ่นวาย

“เสี่ยวเป่ากินอะไรได้บ้าง” เหยียนจิ้งอีไม่ได้สนใจพระสวามีแม้แต่น้อย ตรงหน้านางมีเพียงน้องชายที่คลาดกันในชาติก่อน เจ้าก้อนแป้งน่ารักถึงเพียงนี้ เสียดายที่ชาติก่อนแทบไม่ได้เจอหน้า

ยามเมื่อได้หวนกลับมาจึงอยากรักษาไว้ให้ดี

“กิน กิน” เหยียนจวินชี้นิ้วเล็กไปยังจานเนื้อผัดตรงหน้า

“อันนี้ทั้งเผ็ดทั้งเหนียว ไม่อร่อยหรอก”

กัวกงกงที่กำลังจะคีบเนื้อในจานนั้นพลันหยุดชะงัก พระสนมบอกว่ามันทั้งเหนียวและไม่อร่อย แต่เมื่อครู่ท่านเพิ่งคีบให้ฮ่องเต้ไปไม่ใช่หรือไร

“หลังปีใหม่มานี้ เขาไม่ยอมกินนมเลยเพคะ” ฟางอวี้หนิงเอ่ยอย่างทุกข์ใจ “หม่อมฉันก็เลยได้แต่สั่งให้ห้องครัวเพิ่มอาหารอ่อนมากสักหน่อย”

“เป่าเป้ยจะเลือกกินไม่ได้ ต่อไปจะตัวเล็กนิดเดียว”

เหยียนจวินได้ยินพี่สาวกำชับก็ได้แต่พยักหน้า แต่เขาอายุเท่านี้แล้ว จะให้ดูดนมจากเต้า... เขาทำใจไม่ได้จริงๆ

“หากเป่าเอ๋อร์ผอมลง พี่สาวต้องปวดใจแน่ๆ”

หลี่เฉิงเหลือบตามองเจ้าก้อนซาลาเปาที่จงใจเป็นปรปักษ์กับเขาตั้งแต่แรกพบก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงยานคาง “กว่าเขาจะผอมได้ ก็น่าจะใช้เวลาอีกนับปี”

“ปะ...”

เหยียนจิ้งอีเอื้อมมือมาปิดปากเล็กก่อนจะพ่นน้ำลายได้ทัน ขณะขยับตะเกียบคีบเต้าหู้มาวางในถ้วยให้น้องชายอย่างเอาอกเอาใจ

“ลองชิมเต้าหู้ดูนะ พี่สั่งให้พ่อครัวทำให้เสี่ยวเป่าเป็นพิเศษเลย”

กัวกงกงที่กำลังคีบเนื้อไก่ชะงักมือขณะเหลือบตามองฮ่องเต้แล้วค่อยส่ายหน้า

ตอนนี้น้ำหนักของพระองค์ในใจเสียนเฟยยังสู้เด็กหนึ่งขวบไม่ได้ด้วยซ้ำ

ฟางซื่อเห็นว่าฮ่องเต้ทรงเอ่ยหยอกล้อกับบุตรชาย น้ำเสียงคล้ายเอ็นดูมากกว่าถือพระองค์ ใจที่เดิมยังระแวดระวังก็ค่อยๆ คลาย ที่สำคัญพระองค์ยังเสด็จมาเยี่ยมยามบุตรสาวล้มป่วย ซ้ำยังทรงใส่พระทัยถึงเรื่องอาหาร ความกล้าที่ไม่ควรมีก็ผุดขึ้นมาเงียบๆ

“ฝ่าบาทลองเสวยจานนี้ดูหรือไม่เพคะ” เพียงเหลือบไปทางจานอาหารที่อยู่ไม่ไกล ขันทีที่ยืนอยู่ด้านข้างก็รีบคีบถวาย “จานนี้ใช้ขิงและพุทราแดงผัดรวมกับเนื้อไก่ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นเพคะ”

นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนลง คล้ายกำชับบุตรโดยไม่รู้ตัว

“หม่อมฉันเคยได้ยินว่า ผู้ฝึกวรยุทธ์ย่อมไม่หวั่นเกรงต่อความหนาว แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่ควรปล่อยให้ความเย็นสะสมในพระวรกายนานเกินไปเพคะ”

“เหยียนฮูหยินช่างใส่ใจผู้อื่นจริงๆ” ฮ่องเต้หลุบเปลือกตาลงเล็กน้อย ราวกับซ่อนบางสิ่งไว้

“เสียนเฟยเคยเอ่ยว่า ที่จวนมีบุรุษดื้อรั้นอยู่สองคน” ฟางซื่อยิ้มอย่างอ่อนโยน “หากไม่มีผู้ใดใส่ใจ พวกเขาก็ไม่แม้แต่จะใส่ใจตนเองเพคะ”

สายพระเนตรเหลือบไปยังสตรีอีกคนโดยไม่รู้ตัว

ใบหน้าอ่อนหวานระบายยิ้มขณะมองเด็กน้อยใช้ช้อนตักเต้าหู้ แม้จะหกเลอะเทอะก็ยังเอ่ยชมไม่ขาดปาก ดวงตาหงส์ทอประกาย อิ่มเอมอยู่กับภาพตรงหน้าอย่างเรียบง่าย

เป็นรอยยิ้มสุขใจที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

“จานนี้เป็นตำรับของที่จวนเพคะ ปกติเสียนเฟยไม่ค่อยโปรดนัก แต่เด็กคนนี้ใส่ใจผู้อื่นเสมอ เห็นว่าหม่อมฉันมาเข้าเฝ้า จึงน่าจะสั่งให้พ่อครัวเตรียมไว้”

สายพระเนตรของฮ่องเต้ตกลงบนจานอาหารนั้น เขาจำได้ดีว่าเป็นของโปรดของนาง เพียงแต่ทุกครั้งที่ถูกยกขึ้นโต๊ะ นางกลับแตะเพียงเล็กน้อย

ฟางซื่อเอ่ยต่อโดยไม่ทันสังเกตสายตานั้น

“มีโสมกับเก๋ากี้ช่วยบำรุงหยาง เหมาะกับบุรุษเพคะ”

เหยียนจิ้งอีที่เห็นน้องชายกำลังเพลิดเพลินกับอาหารตรงหน้าค่อยละสายตากลับมาสนใจบนโต๊ะอาหารในจังหวะเดียวกับคำว่า บำรุงหยาง

สตรีที่เคยสำรวมถึงกับสำลักเกือบพ่นน้ำแกงในปากออกมา

“อ้อ ที่แท้อาหารจานนี้ก็มีความลับซ่อนอยู่” มุมปากหยักของหลี่เฉิงยกขึ้น คล้ายจะเข้าใจบางอย่าง หรือที่ผ่านมาเขาจะมองท่าทางเชิญชวนของนางไม่ออก

“มะ...ไม่ใช่เพคะ ที่จริงหม่อมฉันชอบมาก แต่ปกติคีบไม่ทันท่านปู่ต่างหาก”

“เช่นนั้น ต่อไปอาหารจานนี้ต้องมีอยู่บนโต๊ะทุกครั้งที่เรามา”

ผีตะกละ เกิดมาท่านไม่เคยกินของอร่อยหรือไร

--------

E-BOOK เล่ม 1 มาเที่ยงคืนนะคะ

น้องเมียคนโปรดปะทะพี่เขยคนเปรต

ไม่ต้องห่วงว่าน้องจะเสียเปรียบ ไม่ตีกันฉ่ำ เดี๋ยวเค้าก็รักกันค่ะ

รักกันแบบหยุมหัว รักกันแบบครอบครัว กาสะลอง ซ้องปีบ