LNCrawler

บทที่ 8.1 ทำงานเกินหน้าที่

ปิดตอน 9/9 ชาตินี้ไม่ขอทำโอที เลิกตายฟรีแทนฮ่องเต้ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 8.1 ทำงานเกินหน้าที่

หลังส่งเสด็จและมารดาออกจากตำหนัก เหยียนจิ้งอีถึงกับนอนพังพาบ ไม่อาจขยับตัวลุกอยู่นาน

เพิ่งทำงานสองวันแต่เหนื่อยเหมือนทำมาสองปี!

ฉิงเหอเห็นท่าทางอ่อนแรงของพระสนมแล้วยิ่งสงสาร จึงขยับเข้ามาช่วยนวดคลายความเมื่อยล้า เสียนเฟยของพวกนางมิได้ชมชอบแป้งชาดหรือเครื่องประดับเหมือนสนมตำหนักอื่น ที่โปรดปรานก็มีแค่เรื่องการนวดผ่อนคลายเท่านั้น

ทว่าเพิ่งจะได้พักไป ไม่ทันไรนางกำนัลที่นางส่งตัวออกนอกวังก็เข้ามารายงานตัว เหยียนจิ้งอีจึงให้นางกำนัลคนอื่นถอยออกไปก่อน

“ถวายพระพรพระสนมเพคะ”

“รีบลุกขึ้นเถิด” เสียนเฟยทอดสายตามองอีกฝ่าย “ลำบากเจ้าแล้ว”

“มิได้ลำบากอันใดเพคะ” ฉิงลู่เอ่ยตอบตามจริง เพราะหากเป็นพระบัญชาของพระสนมแล้ว ย่อมไม่อาจนับว่าเป็นความลำบาก ถึงแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตตนก็ตาม

“ตอนนี้บรรดาบัณฑิตที่เข้าร่วมสอบ ทยอยเดินทางถึงเมืองหลวงกันแล้วเพคะ ผู้ที่มีญาติอยู่ในเมืองก็อาศัยพึ่งพากันไป ส่วนผู้มีฐานะดีมักเลือกพักตามโรงเตี๊ยมชั้นดี”

“แล้วพวกบัณฑิตที่ค่อนข้างขัดสนเล่า”

เมื่อนึกถึงพวกซีรีส์แนวโปเยโปโลเยที่เคยดูผ่านอินเทอร์เน็ตในชาติก่อน เรื่องปีศาจสาวล่อลวงบัณฑิตหนุ่มตามวัดร้างเพื่อสูบวิญญาณ แต่ในชาตินี้นางกลับเกิดมาเป็นคุณหนูใหญ่ ถูกเลี้ยงดูอย่างประคบประหงมอยู่แต่ในจวน จึงไม่เคยได้เห็นชีวิตของบัณฑิตยากจนหรือชาวบ้านเหล่านั้นด้วยตนเอง

ครั้งเดียวที่เคยออกจากเมืองหลวงไกลเช่นนั้น คือยามเด็กที่ติดตามมารดาไปเยี่ยมญาติในต่างเมือง ระหว่างทางบังเอิญตรงกับช่วงที่อดีตฮ่องเต้เสด็จประพาสใต้ ท่านพ่อและท่านปู่ซึ่งตามเสด็จอยู่จึงให้คนมารับพวกนางออกไปเดินเล่นในเมือง ทว่าความทรงจำเหล่านั้นกลับเลือนรางเต็มที

“บัณฑิตที่ยากจนจะอาศัยรวมกันกับผู้สอบจากบ้านเกิดเดียวกัน หรือไปขอพำนักตามสำนักศึกษา วัด หรือศาลเจ้านอกเมืองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายเพคะ”

เหยียนจิ้งอีหลุบตาลง มองถ้วยชาในมือที่สะท้อนเงาเลือนรางของตนเอง ศพที่ก้นบ่อน้ำในอารามร้าง ความฝันของคหบดี และหยดน้ำตาของหญิงชาวบ้านที่มาตามหาสามีผู้กลายเป็นลูกเขยตระกูลขุนนางในเมืองหลวง

ในยุคที่สิงเจวี้ยนรุ่งเรืองเช่นนี้ บัณฑิตยากจนที่มีหน้าตาดี วาทศิลป์เป็นเลิศ และแต่งบทกวีได้ถูกใจผู้คน มักถูกตระกูลใหญ่ดึงตัวเข้าไปเป็นเขยเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ จนเกิดคำเรียกขานว่ากูเย่จิ้นซื่อ

จากบัณฑิตบ้านนอกไร้ผู้เหลียวแล เพียงชั่วข้ามคืนก็อาจกลายเป็นบุคคลสำคัญแห่งเมืองหลวง

ทุกอย่างเริ่มจากการแย่งชิงโอกาสก้าวเข้าสู่ราชสำนักของผู้เข้าสอบบ้านเดียวกันที่ไม่มีผู้ใดจับได้

“เหตุใดพระสนมจึงสนใจเรื่องพวกนี้เพคะ” ฉิงซือเอ่ยขึ้นอย่างลังเล คล้ายเพิ่งนึกได้บางอย่าง “หรือเป็นเพราะนายท่านเป็นผู้รับผิดชอบการสอบ”

นางย่อมรู้ดี หากเกิดความผิดพลาดแม้เพียงนิด โทษย่อมหนักหนา

เหยียนจิ้งอีพยักหน้าเล็กน้อย

“คดีเล็กๆ ของฟ่านจื่อเหิงยังนำไปสู่การขุดคุ้ยตระกูลฟ่าน ข้าไม่อยากให้ตระกูลเหยียนเดินซ้ำรอย” นางเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะหันไปทางฉิงลู่ “เจ้าพบคนผู้นั้นหรือไม่”

“ทูลพระสนม หม่อมฉันสืบพบแล้วเพคะ บัณฑิตสองคนนั้นมาจากบ้านเกิดเดียวกันจริงๆ คนหนึ่งชื่อ หลินเจียเหวิน ส่วนอีกคนชื่อโจวฮั่น ยามนี้อาศัยอยู่ที่วัดร้างนอกเมืองเพคะ” ฉิงลู่รายงานเสียงเบา

“สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาเป็นอย่างไร”

“หลินเจียเหวินดูท่าทางอ่อนแอ ยามนี้ล้มป่วยจนแทบไม่ได้ออกจากห้องพัก ส่วนโจวฮั่น... แม้จะดูแข็งแรงดี แต่กลับทำตัวลึกลับ มักจะออกไปข้างนอกเพียงลำพังในช่วงโพล้เพล้ และชอบไปปะปนอยู่ตามใกล้ๆ วงสนทนาของเหล่าบัณฑิต” ฉิงลู่หยุดอยู่ครู่หนึ่งแล้วอธิบายต่อ

“เหล่าบัณฑิตมักจะออกมาร่วมงานถกปัญหาในเหลาสุราหรือโรงน้ำชากันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ อย่างเช่นที่เหลาสุราอวิ๋นไหลที่มักจะมีการเลือกหัวข้อเรื่องมาอภิปราย โจวฮั่นมักจะเข้าร่วมคอยเงี่ยหูฟังข่าวสาร แต่ไม่เคยเปิดเผยนาม หรือเข้าไปร่วมวงกับใครโดยตรงเลยสักครั้งเดียว”

ผิดวิสัย... ผิดวิสัยของบัณฑิตยากจนที่กำลังดิ้นรนสร้างชื่อเสียงอย่างยิ่ง

เหยียนจิ้งอีเคาะนิ้วมือกับโต๊ะช้าๆ แววตาฉายประกายเยียบเย็น

ทั้งๆ ที่การสอบเคอจวี่ต้องหาทางนำเล่มสิงเจวี้ยนไปฝากตามจวนขุนนาง บัณฑิตแทบทุกคนต่างพยายามพาตัวเองไปนั่งในตำแหน่งที่เด่นที่สุดของเหลาสุรา แข่งกันร่ายบทกวีและแสดงความรู้ เพื่อให้คนของขุนนางใหญ่หรือสำนักศึกษาจดจำชื่อเสียงของตน

แต่โจวฮั่นกลับทำตัวราวกับเงามืด

ในขณะที่บรรดาคนของตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงจดจำได้เพียงชื่อและสำนวนอักษรในเล่มสิงเจวี้ยนอันเลื่องชื่อของหลินเจียเหวิน จะมีสักกี่คนที่เคยพบหน้าบัณฑิตบ้านนอกจากเมืองเล็กผู้นั้นจริงๆ ทว่าชื่อนี้กลับได้รับการผลักดันให้สอบผ่านตั้งแต่แรกแล้ว

หากเป็นเช่นนี้...

เมื่อถึงวันเข้าสอบ คนที่ถือป้ายชื่อของหลินเจียเหวินเดินเข้าสนามสอบ จะเป็นผู้ใดกันแน่?

เหยียนจิ้งอีทอดสายตามองข้ามกำแพงวังอันสูงชันที่กักขังนางไว้ โชคดีมีฉิงลู่อยู่ข้างกาย อีกฝ่ายเป็นเด็กกำพร้าที่รอดชีวิตจากโรคระบาดครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน จึงถูกตระกูลเหยียนรับมาเลี้ยงและฝึกฝนจนกลายเป็นคนของตระกูลอย่างแท้จริง งานของนางมิใช่เพียงปรนนิบัติ แต่คือการเป็นหูเป็นตาและคอยคุ้มกันภัยภายในวัง

ทว่ายามนี้เหยียนจิ้งอีกลับต้องการยื่นมือออกไปให้ไกลกว่านั้น

“คนของเจ้าที่อยู่นอกวัง มีใครที่ไว้ใจได้และคล่องแคล่วพอจะทำงานลับหรือไม่”

ฉิงซือชะงักไปเล็กน้อย นางแปลกใจที่จู่ๆ พระสนมที่เคยรักความสงบกลับปรารถนาจะแทรกแซงเรื่องนอกวัง

“ทูลพระสนม หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระสนมหรือตระกูลเหยียน พวกเขาย่อมไม่ถอยแม้ต้องแลกด้วยชีวิต”

“ให้คนของเจ้าไปจับตาโจวฮั่น อย่าให้เขารู้ตัว สืบว่าเขาไปพบใคร ทำสิ่งใดที่ผิดวิสัยบัณฑิตผู้ใฝ่รู้หรือไม่” นางหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ “และคอยดูอาการของหลินเจียเหวิน หากเขาทรุดลงหรือมีสิ่งใดผิดปกติ ให้รีบส่งข่าวมาหาข้า”

หญิงสาวเอนกายพิงพนัก เรื่องนี้มิใช่เพียงแค่ขัดขวาง แต่นางจำต้องใช้โจวฮั่นสาวไปถึงเบื้องหลังของผู้บงการ มิเช่นนั้นก็ยังมิอาจกำจัดศัตรูที่คิดทำลายตระกูลเหยียนลงได้

“เรื่องนี้ข้าจะหาทางบอกท่านปู่ในงานเลี้ยงเทศกาลซั่งหยวน[1]เอง”

“หม่อมฉันเกรงว่า ครั้งนี้ฮองเฮาคงไม่มีทางให้เหล่าขุนนางเข้าร่วมแล้วสิเพคะ” ฉิงซือเอ่ยเตือนอย่างเป็นกังวล

“ถึงนางอยากจะรวบอำนาจไว้ในมือคนเดียว แต่คิดหรือว่าผู้อื่นจะยอมให้นางทำตามใจชอบ” เหยียนจิ้งอีหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ

ยามนี้บัลลังก์หงส์สั่นคลอนจนทุกคนต่างจ้องตะครุบ ทั้งขุนนางที่หวังส่งบุตรสาวเข้าแทนที่ ไหนจะเต๋อเฟยผู้ทะเยอทะยาน หรือแม้แต่ซูเฟยที่เก็บงำประกาย และที่สำคัญที่สุด... ยังมีไทเฮาที่ยังคงถือศีลสวดมนต์อยู่ที่วัดบนเขา

“ยังไม่ถึงคราวที่ข้าต้องลงมือหรอก” เหยียนจิ้งอียกยิ้มเยือกเย็น

น่ากลัวว่าตอนนี้แต่ละตำหนักคงลอบส่งข่าวให้ไทเฮาเสด็จกลับมาจัดการเรื่องวุ่นวายในวังหลังแล้วเป็นแน่

-------------------

อีบุ๊กเล่ม 1 มาแล้วค่ะ!??’•

ชาตินี้ไม่ขอทำโอที เลิกตายฟรีแทนฮ่องเต้ เล่ม 1

คลิกอ่านได้เลยค่ะ


 


[1]เทศกาลซั่งหยวน หรือเทศกาลหยวนเซียว ตรงกับคืนวันเพ็ญเดือนหนึ่งตามปฏิทินจันทรคติจีน ถือเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงแรกของปี มีธรรมเนียมชมโคมไฟ ทายปริศนา และออกเที่ยวกลางคืนเพื่อเฉลิมฉลองการสิ้นสุดช่วงเทศกาลปีใหม่จีน