LNCrawler

บทนำ

ปิดตอน 9/9 ชาตินี้ไม่ขอทำโอที เลิกตายฟรีแทนฮ่องเต้ — novel.dek d.com · All chapters

บทนำ

หิมะโปรยปรายปกคลุมหลังคาตำหนักไท่เหอจนขาวโพลน แสงโคมแดงนับพันสะท้อนลวดลายบนชุดพิธีการของขุนนางที่นั่งเรียงรายตามลำดับขั้น ท่ามกลางเสียงพิณแว่วหวาน กลับมีเสียงกระซิบลอดจากม่านมุกฝั่งสนมชั้นผู้น้อย

“เก้าอี้กุ้ยเฟยยังว่าง หรือตระกูลนักปราชญ์อันยิ่งใหญ่จะถึงคราวล่มสลายแล้ว”

คำพูดนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงปีกจักจั่นยามค่ำ ทว่าในตำหนักที่ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอคอยเช่นนี้ มันกลับฟังดูบาดหูยิ่ง เหล่าฮูหยินตราตั้งบางคนลอบชำเลืองสายตาไปยังที่ประทับว่างข้างบัลลังก์ แววตานั้นมีทั้งความเวทนาและรอซ้ำเติม

“กุ้ยเฟยเสด็จ”

แถวขุนนางและฮูหยินตราตั้งต่างก้มศีรษะลงเพื่อแสดงความเคารพ เรือนร่างอรชรในอาภรณ์สีครามย่างเข้าสู่ทางเดินกลางตำหนัก ลวดลายนกตี๋[1]ทองถูกปักไว้ตามตำแหน่งอย่างประณีต จังหวะย่างก้าวที่มั่นคงสม่ำเสมอเผยให้เห็นถึงการขัดเกลาจากตระกูลปราชญ์ที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ดวงตาหงส์เรียบเฉยมิได้ชายมองเก้าอี้ว่างของเหยียนจงซู่ผู้เป็นบิดาที่บัดนี้ถูกจองจำ หรือนำพาต่ออาการล้มป่วยของเหยียนป๋อเหวินผู้เป็นปู่

เพียงครู่เดียว เสียงกลองหลวงก็รัวกระหึ่ม

“ฮ่องเต้เสด็จ!”

เมื่อจักรพรรดิเฉิงจงก้าวเข้าสู่ตำหนัก ทั่วทั้งบริเวณพลันทรุดกายลงหมอบลงบนพื้นเย็นเฉียบ เหยียนกุ้ยเฟยที่ยืนรออยู่ด้านข้างย่อกายถวายพระพรในท่วงท่าสง่างาม ท่ามกลางหมู่ขุนนางและฮูหยินที่หมอบกราบอยู่นั้น นางที่ยืนอย่างสง่างามยิ่งดูเหมือนหงส์ที่ยังคงสยายปีกท่ามกลางพายุที่กำลังก่อตัว

ชายฉลองพระองค์มังกรทองสะบัดผ่าน จักรพรรดิเฉิงจงก้าวขึ้นประทับบนราชบัลลังก์อย่างองอาจ ก่อนจะเอนพระวรกายลงอย่างเกียจคร้าน สายพระเนตรดุดันกวาดมองผู้คนเบื้องล่าง ทั่วตำหนักไท่เหอพลันเงียบสงัด

“ลุกขึ้น”

เพียงสิ้นกระแสรับสั่ง เสียงพิณและขลุ่ยก็ดังขึ้นอีกครั้ง ท่วงทำนองแปรเปลี่ยนเป็นจังหวะรื่นเริงอ่อนโยน เหล่าขุนนางทยอยกลับที่นั่งตามลำดับ ยกจอกสุราขึ้นถวายพระพร เสียงหัวเราะแผ่วเบาค่อยๆ แทรกเข้ามาในบรรยากาศที่คลายตัวลง คล้ายงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ที่ควรเป็น

และคล้ายการเฉลิมฉลองบางสิ่ง… ที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยออกมา

เหล่านางรำก้าวออกมาตามจังหวะดนตรี ท่วงท่าพลิ้วไหวอ่อนช้อย ก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสายตาเชื้อเชิญและรอยยิ้มยั่วเย้า เหล่าขุนนางรินสุราดื่มกินอย่างสำราญ โดยเฉพาะกลุ่มขุนนางใหม่ที่ถูกผลักดันขึ้นมาคานอำนาจตระกูล ภายใต้บรรยากาศรื่นเริงที่แฝงความเสื่อมทราม

ขุนนางตงฉินได้แต่นั่งนิ่ง ลอบทอดถอนใจอยู่ในอก เมื่อไม่มีราชครูเหยียนก็ไม่มีผู้ใดกล้าจะขัดทัดทานพระทัย

เจ็ดปีก่อน พระองค์ยังเป็นเพียงแม่ทัพที่มีกลิ่นคาวเลือดติดกาย และเป็นสกุลเหยียนที่ส่งเขาขึ้นสู่บัลลังก์

เฉิงจงฮ่องเต้หมุนจอกสุราทองคำในมือช้าๆ ดวงตาคมปลาบปรายมองความสำราญเบื้องล่างอย่างไม่แยแส ก่อนจะเบนสายตามายังสตรีข้างกาย มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวของเหยียนจิ้งอีไว้แน่น บีบกระชับราวกับจะแสดงความรักต่อหน้าธารกำนัล ทว่าสัมผัสนั้นกลับเยียบเย็นและคุกคามจนน่าขนลุก

“กุ้ยเฟย เจ้าดูสิ งานปีนี้ช่างน่ายินดียิ่งนัก” สุรเสียงนั้นทุ้มต่ำนุ่มนวลราวกับจะเย้าหยอกสนมรัก “ใต้หล้าสงบสุข พืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ ขุนนางใหม่เก่าล้วนเป็นหนึ่งเดียว”

พระองค์เว้นจังหวะ ปรายตามองเก้าอี้ว่างของเสนาบดีและราชครูเหยียน ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มละไมให้สตรีข้างกาย แต่รอยยิ้มนั้นกลับแฝงความอำมหิตที่บีบคั้นลมหายใจ

“นับเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยครองราชย์มา เจ้าว่าหรือไม่?”

เหยียนจิ้งอีช้อนสายตามองหมาป่าตงซาน[2]ที่ท่านปู่ของนางฟูมฟักขึ้นมา หากปราศจากสกุลเหยียน เขาจะอาศัยสิ่งใดมายืนอยู่บนบัลลังก์ท่ามกลางเหล่าขุนนางหัวโบราณเหล่านั้นได้อย่างมั่นคง นึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาของตน หลังผ่านพ้นพิธีปักปิ่นก็เข้าร่วมการคัดเลือกสาวงามเพื่อเข้าวังในฐานะตัวประกัน ไต่เต้าจากสนมยศต่ำให้เขาใช้ตัวนางแทนหอกดาบ ฟาดฟันสตรีในวัง โค่นล้มฮองเฮา และยังเป็นโล่กันธนูให้...

ดวงตาหงส์ค่อยๆ หลุบต่ำ ทอดมองเหล่าสนมโฉมสะคราญเบื้องล่าง ก่อนที่ริมฝีปากบอบบางจะเผยรอยยิ้มที่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นความภักดีหรือการเย้ยหยัน ขณะรินสุราลงในจอกทองคำ

“ความรุ่งเรืองของฝ่าบาท คือความปรารถนาสูงสุดของหม่อมฉันเพคะ”

ท่าทางชิดใกล้นั้นราวกับจะช่วยยืนยันสถานะอันมั่นคงของกุ้ยเฟยในพระทัยผู้เป็นใหญ่ หลิ่วเสียนเฟยที่ลอบมองอยู่แสร้งลุกขึ้นเดินนวยนาดไปทางบัลลังก์มังกร ท่วงท่าแช่มช้อยราวกับกิ่งหลิวต้องลม ก่อนจะยอบกายลงถวายพระพรอย่างอ่อนหวาน

“ในคืนส่งท้ายปีเช่นนี้ หม่อมฉันเพียงหวังให้ใต้หล้าเริ่มต้นปีใหม่ภายใต้พระบารมีของฝ่าบาท ราชสำนักสงบ ขุนนางพร้อมพรัก เมฆหมอกที่เคยบดบังถูกปัดเป่าไปสิ้น วสันต์ปีนี้จึงดูสว่างไสวกว่าปีก่อนนัก” ดวงหน้างดงามปรายตามองจอกสุราในมือของเหยียนกุ้ยเฟย ผู้ถือตราหงส์ที่กดหัวนางมาหลายปี แววตาฉายความเยาะหยันท้าทาย ก่อนจะหันไปออดอ้อนเฉิงจงฮ่องเต้ต่อ

“น่าเสียดายที่ท่านราชครูและเสนาบดีเหยียนมิได้อยู่ชื่นชมความสำราญนี้ด้วยตนเอง มิเช่นนั้นงานเลี้ยงวันนี้คงจะครึกครื้นยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ จริงไหมเพคะฝ่าบาท?”

เสียงพระสรวลของจักรพรรดิหนุ่มดังก้องสะท้อนไปทั่วตำหนักที่กำลังครึกครื้น ก่อนจะคว้าข้อมือเสียนเฟย ดึงเพียงครั้งเดียว ร่างอ้อนแอ้นก็ถลาลงนั่งบนตักกว้างต่อหน้าต่อตากุ้ยเฟย

“เจ้าพูดได้ถูกใจเรานัก” พระองค์โอบเอวเล็กไว้หลวมๆ

เหล่าขุนนางและนางกำนัลเบื้องล่างต่างก้มหน้าลอบยิ้มสะใจด้วยรู้ดีว่าสายลมเปลี่ยนทิศแล้ว หลิ่วเสียนเฟยเป็นหอกข้างแคร่ของเหยียนกุ้ยเฟยมาช้านาน เพราะนางเป็นเพียงนางรำไร้หัวนอนปลายเท้าที่อาศัยเพียงจริตออดอ้อนไต่เต้าจากหญิงบำเรอขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่เฟย

ในขณะที่เหยียนจิ้งอีเป็นดั่งคัมภีร์เก่าแก่ที่ฮ่องเต้ผู้ไร้กฎเกณฑ์ชิงชัง หลิ่วเสียนเฟยกลับเป็นสุราชาวบ้านรสชาติเผ็ดร้อน ปลุกสัญชาตญาณดิบของหมาป่าได้ทุกเมื่อ การยกนางรำชั้นต่ำขึ้นมานั้น เท่ากับตบหน้าตระกูลปราชญ์อย่างแท้จริง

ยิ่งเวลาผ่านไป กลิ่นสุราคละคลุ้งทั่วตำหนักไท่เหออันทรงเกียรติ เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะแทรกไปกับท่วงทำนองดนตรีที่เริ่มแปรเปลี่ยน เหยียนจิ้งอีเพียงทอดสายตามองภาพเหล่านั้นราวกับไม่เกี่ยวข้องกับตน ลำคอระหงตั้งตรงอย่างเยือกเย็น นางย้ำเตือนตนเองให้อดทน ตราบใดที่ยังถือตราหงส์ ตราบใดที่เขายังไม่ปลดนางลง ตระกูลเหยียนก็ยังไม่ล้ม

นางต้องช่วยบิดาออกมาให้ได้

ติ้งงง!

เสียงพิณกรีดสายยาวกว่าทุกครั้งแล้วขาดสะบั้น นางรำแถวหน้าสะบัดผ้า เผยให้เห็นกระบี่อ่อนวาบออกจากปลายแขนเสื้อ พุ่งตรงสู่บัลลังก์ ประกายโลหะตัดผ่านอากาศ ทว่าหัวหน้าองครักษ์กลับเร็วกว่า ตวัดดาบฟันสวนจนเลือดสาดกระเซ็น

“คุ้มกันฝ่าบาท!”

ตำหนักไท่เหอพลันโกลาหล มือสังหารในคราบขันทีและนางกำนัลพุ่งเข้าใส่ขุนนาง เสียงกรีดร้องหนีตายดังระงม หลิ่วเสียนเฟยที่เคยผยองบัดนี้หน้าถอดสี แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้นเมื่อคมดาบเฉียดผ่านเพียงเส้นผม

จักรพรรดิหนุ่มเบี่ยงกายหลบการโจมตีอย่างเฉียบขาด ตวัดฝ่ามือแข็งแกร่งบิดข้อมือศัตรูจนกระดูกหักดังกร๊อบ ก่อนจะชิงกระบี่กลับมาฟันสวนอีกคนในจังหวะเดียว ใบหน้าคมทอประกายสังหาร ดวงตาแดงก่ำดั่งสัตว์ป่าที่ถูกปลุกสัญชาตญาณ

พระองค์มิได้ถอยกลับเข้าสู่วงคุ้มกันของกลุ่มองครักษ์ แต่กลับพุ่งเข้าฆ่าฟันมือสังหารอย่างบ้าระห่ำราวกับรอคอยเวลานี้มาเนิ่นนาน คมกระบี่วาดเป็นเส้นโค้งต่อเนื่อง เสียงเหล็กปะทะดังระงม สีแดงฉานสาดย้อมพื้นศิลา มือสังหารที่ถูกส่งมาล้วนเป็นยอดฝีมือ พวกเขามิกล้าประมาทฮ่องเต้ผู้เคยเป็นแม่ทัพใหญ่ แต่ผู้ใดก็คาดไม่ถึงว่าพระองค์จะอำมหิตและกระหายเลือดถึงเพียงนี้ ราวกับการฆ่าฟันคือเรื่องบันเทิงใจยิ่งกว่าการร่ายรำเมื่อครู่เสียด้วยซ้ำ

ท่ามกลางเสียงคมอาวุธและเสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัว เฉิงจงฮ่องเต้กลับยกมุมพระโอษฐ์ขึ้นเล็กน้อย พระเนตรคมทอประกายเจิดจ้า มิใช่เพราะโทสะ แต่เป็นความกระหายที่ไม่ควรปรากฏบนใบหน้าของจักรพรรดิ

ราวกับว่าสนามสังหารตรงหน้าคือสิ่งที่พระองค์คุ้นเคยยิ่งกว่าท้องพระโรง

ฝ่าบาทกำลังคลุ้มคลั่ง!

เหล่าองครักษ์ต่างร้องในใจว่าแย่แล้ว ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าพวกเขาว่า เมื่อเฉิงจงฮ่องเต้ได้กลิ่นคาวโลหิต พระองค์จะมิใช่จักรพรรดิผู้ปรีชาอีกต่อไป แต่เป็นผู้ล่าในสนามสังหารที่ไม่มีผู้ใดขวางได้

คมกระบี่ในพระหัตถ์ของฮ่องเต้ตวัดผ่านลำคอศัตรูอย่างรวดเร็วเสียจนมองไม่ทัน ศีรษะคนผู้นั้นขาดกระเด็น ฝีพระบาทมิได้หยุดชะงักแม้เพียงครู่ก็พุ่งเข้าฟาดฟันมือสังหารอย่างต่อเนื่อง

นี่มิใช่การลอบปลงพระชนม์ แต่เหมือนส่งคนกลุ่มหนึ่งมาให้พระองค์สังหารเพื่อความเบิกบาน ฉลองพระองค์สีทองอร่ามบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเลือดสดๆ ที่สาดกระเซ็นไม่หยุด

“ฝ่าบาท! ช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ!” เสียงกรีดร้องของสนมนางหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล ทว่าเพียงพริบตาเดียวคมดาบของมือสังหารก็ฟันผ่านลำคอของนาง เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นลงบนพื้นตำหนักไท่เหอ ดวงพระเนตรของเฉิงจงฮ่องเต้ยิ่งแดงก่ำ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นที่มุมปากอย่างน่าสยดสยอง

เหยียนกุ้ยเฟยลุกขึ้นยืนท่ามกลางความวุ่นวาย มองบุรุษผู้ยืนอยู่กลางกองเลือดและศพผู้คน

ชั่วขณะนั้น นางแทบไม่อาจเชื่อมโยงร่างตรงหน้ากับจักรพรรดิผู้ประทับบนบัลลังก์มังกรได้อีกต่อไป

“ฝ่าบาท ระวังเพคะ” เสียงหวานกระจ่างใสที่เหยียนจิ้งอีจำได้ติดหูดังขึ้นจากด้านหลัง เรือนร่างบอบบางในชุดสนมขั้นซิวอี๋ถลันออกมาด้วยความตื่นตระหนก

“ฝ่าบาท... พอเถิดเพคะ!”

เสียงนั้นสั่นเครือทว่ากังวานในโสตประสาท เฉิงจงฮ่องเต้ชะงักไปเพียงเสี้ยวอึดใจ แววตาที่พร่าเลือนด้วยกลิ่นคาวเลือดตวัดกลับมามองสตรีผู้เป็นดวงใจของตน ทว่านั่นกลับเป็นช่องโหว่มหันต์ นางรำที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านมุกพุ่งทะยานออกมาพร้อมกระบี่อ่อนในมือ

สัญชาตญาณสั่งการเร็วกว่าความคิด เท้าของเหยียนจิ้งอีถลันไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว นางใช้เรือนร่างของตนเข้าขวางวิถีกระบี่ที่พุ่งเข้าใส่พระสวามี

ฉึก!

ปลายคมโลหะแทงทะลุอกซ้ายของกุ้ยเฟย สีแดงสดค่อยๆ ซึมออกมา เมื่อมือสังหารพลาดเป้าหมายก็กระชากกระบี่ออกทำให้โลหิตสาดกระเซ็นเปรอะฉลองพระองค์ของฮ่องเต้ที่หันมาเห็นเหตุการณ์พอดี

ความเจ็บปวดแล่นปราดจนต้องหลุดเสียงคราง ทว่าเหยียนจิ้งอีกลับประคองร่างไว้ไม่ให้ล้มลง

นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่มักเยียบเย็นของพระสวามีที่กำลังกางแขนปกป้องสตรีผู้นั้นไว้เบื้องหลัง

“กุ้ยเฟย!” สุรเสียงของเขาแหบพร่า มือที่กุมกระบี่สั่นสะท้านเพียงนิดก่อนจะบดกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน

เหยียนจิ้งอีพยายามเค้นรอยยิ้ม ดวงตางดงามทอประกาย ที่แท้แสงจันทร์กระจ่างในใจเขาก็คือซิวอี๋ผู้นี้...

เช่นนั้นก็ดี ในที่สุดริมฝีปากบอบบางก็คลี่ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แผ่ซ่านไปถึงดวงตา นี่คือรอยยิ้มที่งดงามและออกมาจากใจ

“ฝ่าบาท...” น้ำเสียงของนางแหบพร่า “พระองค์ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ดีเหลือเกิน”

ฝ่ามือเรียวบางที่เปื้อนเลือดสั่นระริกขณะพยายามจะเอื้อมไปหาพระสวามี แววตาของเหยียนจิ้งอีที่เคยเรียบนิ่งดุจบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับเผยความอาวรณ์ออกมา เป็นความนุ่มนวลที่เขามิเคยได้สัมผัสมาก่อน

เฉิงจงฮ่องเต้ถึงกับตกตะลึง มือหนาที่กุมกระบี่ชุ่มเลือดสั่นสะท้าน ความอำมหิตที่เคยท่วมท้นมลายหายไปสิ้นเมื่อสบเข้ากับรอยยิ้มที่ออกมาจากใจของสตรีที่อยู่ข้างกายมาเนิ่นนาน นางไม่เคยยิ้มเช่นนี้ให้เขาแม้สักครา

“จิ้งอี...” พระองค์หลุดเรียกชื่อเดิมของนางออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาไม่เคยเรียกชื่อของนางมาก่อน แต่ยามเอ่ยออกมากลับคล่องปากนัก

“หม่อมฉันไม่เป็น...” นางไอออกมาเป็นเลือด จากนั้นก็ขยับห่างราวกับกลัวจะทำให้พระสวามีแปดเปื้อน ท่าทางเช่นนั้นยิ่งทำให้ผู้คนโดยรอบเวทนา

สตรีผู้บูชาความรักกลับไม่รู้เลยว่า ตระกูลเหยียนของนางเป็นเพียงหินรองเท้าของผู้อื่น

“จากนี้ไป ฝะ... ฝ่าบาท... ทรงถนอมพระวรกายด้วย”

คำพูดสุดท้ายขาดห้วงไปพร้อมกับดวงตาหงส์ที่ค่อยๆ ปิดลง รอยยิ้มงดงามยังคงค้างอยู่บนริมฝีปากที่ซีดขาว

ร่างของกุ้ยเฟยผู้หยิ่งทะนงร่วงหล่นสู่พื้นตำหนักที่เจิ่งนองด้วยโลหิต


สวัสดีค่ะ ได้ฤกษ์เปิดเรื่องใหม่ นิยายสั้นที่มี 3 เล่มจบ ฮือ สั้นกี่โมง แต่ยังขอยืนยันว่าสุขนิยม ไม่เน้นแก้แค้น เน้นแก้ไข แต่เสียดาย ที่จะลากออกน่ะ จะได้ออกวันไหน เพราะคนขยันอยู่ที่ไหนก็ลำบาก

อย่าให้บทนำหลอกคุณ จงเชื่อคำโปรยไว้


[1]นกตี๋ เป็นลวดลายนกที่ใช้ในอาภรณ์พิธีการของสตรีฝ่ายในราชสำนักจีน จำนวนและรูปแบบถูกกำหนดตามลำดับยศอย่างเคร่งครัด ผู้ที่มองออกย่อมรู้ฐานะของผู้สวมได้ในทันที

[2]หมาป่าตงซาน อุปมาถึงคนอกตัญญูที่หันมาทำร้ายผู้มีพระคุณ เปรียบได้กับนิทานเรื่องหมาป่าที่ขอให้นักปราชญ์ช่วยซ่อนตัวในย่ามจนรอดตาย แต่พอออกมาได้กลับจะจับนักปราชญ์ผู้นั้นกินเสียเอง