LNCrawler

บทที่ 9.1 หลักการทำงานที่นางเผลอลืมเลือน

ปิดตอน 9/9 ชาตินี้ไม่ขอทำโอที เลิกตายฟรีแทนฮ่องเต้ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 9.1 หลักการทำงานที่นางเผลอลืมเลือน

ไทเฮาเสด็จกลับวัง!

เสิ่นไทเฮาเป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่รอดอยู่ในวังหลวง เดิมทีนางเป็นแค่เสิ่นกุ้ยเหรินในรัชสมัยก่อน บุตรสาวของนายอำเภอเล็กๆ ตระกูลเสิ่นไร้อำนาจ ในเมืองหลวงแทบไม่มีผู้ใดเห็นนางอยู่ในสายตา

ทว่าในวันที่เฉิงอันอ๋องกวาดล้างวังหลัง บรรดาสนมที่เคยมีอำนาจหรือเคยกดขี่เขาล้วนถูกส่งไปสุสานหลวง ยามนั้นขุนนางพากันเอ่ยทัดทาน แต่พระองค์กลับตรัสด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า

“พวกนางต่างเป็นสนมที่เสด็จพ่อโปรดปราน ย่อมสมควรตามไปปรนนิบัติเสด็จพ่อที่สุสานหลวง ในเมื่อเอ่ยว่าดวงชะตาของเราพิฆาตแผ่นดิน พวกเจ้าไม่กลัวหรือว่าดวงของเราจะพิฆาตสนมของเสด็จพ่อไปด้วย”

เพียงข้ามคืน ก็มีข่าวว่าอดีตกุ้ยเฟยกับเสียนเฟยสิ้นพระชนม์กะทันหัน บรรดาพระสนมของอดีตฮ่องเต้ต่างหวาดหวั่น กลัวว่าตนจะเป็นรายต่อไป แม้ไม่เต็มใจ แต่อย่างน้อยการไปเฝ้าสุสานหลวงก็ยังดีกว่าต้องตายอยู่ในวัง

ท่ามกลางความปั่นป่วนนั้น เสิ่นกุ้ยเหรินกลับยังคงยืนอยู่ มิใช่เพราะโชคช่วย แต่เป็นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา นางไม่เคยทำตนให้เป็นที่จับตา และที่สำคัญ นางเคยช่วยองค์ชายเก้าจากการถูกเล่นงาน

นี่คือหนี้บุญคุณ

หิมะโปรยปรายลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบ แสงเช้าเลือนรางทาบทับกำแพงวังหลวง เหยียนจิ้งอีเพิ่งก้าวออกจากตำหนักฉือหนิงหลังเข้าเฝ้าถวายพระพรไทเฮาตอนเช้า

เดิมทีเหล่านางสนมควรแยกย้ายหลังรับโอวาท ทว่าไทเฮากลับรั้งตัวนางและสนมยศเฟยขึ้นไปไว้เพียงไม่กี่คน เพื่อให้ช่วยเลือกด้ายมงคลและชิมชาอุ่น ทั้งยังตรัสถามถึงอาการป่วยของเสียนเฟยด้วยความเอ็นดูนั้น ก็เพียงพอให้บรรยากาศทั้งตำหนักนิ่งลง

ฟ่านฮองเฮาที่ประทับอยู่ด้านข้างยังคงยิ้มสง่างาม ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแข็งค้างขึ้นเล็กน้อยจนยากจะมองข้าม

เหยียนจิ้งอีหาได้ใส่ใจ หลังจากถวายบังคมลาและก้าวพ้นจากบรรยากาศอันน่าอึดอัดภายในตำหนัก ไอเย็นภายนอกก็ปะทะร่างของเหยียนจิ้งอีทันที อาภรณ์ผ้าไหมต่วนสีชมพูระเรื่อทอดยาวไปบนพื้นหิมะขาวสะอาด สีอ่อนละมุนตัดกับความเย็นเยียบจนดูราวกับกลีบดอกท้อที่หล่นลงกลางเหมันต์

ลวดลายปักด้วยด้ายเงินแทรกอยู่บางเบา เมื่อกระทบแสงกลับทอประกายระยิบระยับขับให้ใบหน้าเล็กๆ นุ่มนวล ภายในเป็นอาภรณ์สีเปลือกไข่เรียบง่ายยิ่งขับผิวพรรณของนางให้ผุดผ่อง สดใสกว่าทุกวัน ไม่หลงเหลือเค้าความอ่อนล้าแม้เพิ่งหายไข้

“พระสนมระวังเพคะ” ฉิงเหอรีบกางร่มกระดาษน้ำมันกันหิมะให้ทันที ขณะฉิงซือประคองมืออีกข้างไว้อย่างระมัดระวัง

เหยียนจิ้งอีก้าวออกจากตำหนักฉือหนิงด้วยความรู้สึกโปร่งสบาย หลังจากอุดอู้อยู่ในที่พักเพื่อรักษาตัวมาหลายวัน ในที่สุดไทเฮาก็เสด็จกลับมาและทรงวางอำนาจกดดันฮองเฮาได้สำเร็จตามแผนที่นางวางไว้

เมื่อเห็นอากาศดีเช่นนี้ เหยียนจิ้งอีจึงเปลี่ยนใจไม่ขึ้นเกี้ยวคนหามที่มารอรับ

“ข้าอยากเดินเล่นเสียหน่อย”

หิมะที่โปรยบางลงทำให้ท้องฟ้าดูสว่างขึ้นกว่าวันก่อนๆ เหยียนจิ้งอีทอดสายตามองไปยังแนวกำแพงวัง ความอึดอัดที่สะสมมาหลายวันค่อยๆ คลายลง ในเมื่อไทเฮาเสด็จมาแล้ว ฮองเฮาย่อมต้องถูกกดดันเรื่องการจัดงานเลี้ยงเทศกาลโคมไฟ อีกเพียงไม่กี่วัน นางมั่นใจว่าจะได้พบหน้าครอบครัวอย่างพร้อมหน้า

ความคิดนั้นทำให้มุมปากของเหยียนจิ้งอีคลี่ออกเป็นรอยยิ้มงดงาม

“ไปสวนเหมยเถิด”

สวนเหมยในอุทยานหลวงอยู่ไม่ไกลจากตำหนักไทเฮา เมื่อพวกนางมาถึง หิมะก็หยุดตกพอดี

ฉิงเหอเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนจะยิ้มกว้าง “ดูสิเพคะ แม้แต่ท้องฟ้ายังเป็นใจ”

เหยียนจิ้งอีหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะสดใสก้องกังวานชวนให้บรรยากาศรอบกายอุ่นขึ้นเล็กน้อย

“ปากของเจ้าต้องเคลือบน้ำตาลไว้แน่”

คำพูดนั้นทำให้ฉิงเหอหลุดหัวเราะออกมา ขณะที่ฉิงซือซึ่งยืนอยู่ด้านข้างก็ยังอดยิ้มไม่ได้

กลีบเหมยสีแดงโปรยลงท่ามกลางหิมะขาว ราวกับฤดูหนาวกำลังจะจากลา วสันตฤดูถึงครามาเยือน

เหยียนจิ้งอีหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย ใต้ต้นเหมยเก่าแก่ที่แผ่กิ่งก้านอยู่ไม่ไกล มีร่างหนึ่งยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางนางกำนัลที่ห้อมล้อม สตรีผู้นั้นยืนหันหลังให้ ชุดกันหนาวสีเหลืองนวลบนร่างยิ่งขับเน้นรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ทว่าในจังหวะที่เหยียนจิ้งอีมองไปนั้น อีกฝ่ายกลับหันมาอย่างพอดี

ดวงตาทั้งสองประสานกัน รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสตรีผู้นั้นช้าๆ ราวกับมิได้แปลกใจเลยแม้แต่น้อย

“น้องสาวนี่เอง” หลิ่วเจาหยวนย่อกายลงอย่างงดงาม น้ำเสียงอ่อนโยนไร้ที่ติ “อากาศดีเช่นนี้ เจ้าก็ออกมาชมเหมยเหมือนกันหรือ”

อดีตนางรำเชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อยอย่างหยิ่งผยอง

“คิดว่าน้องสาวจะยังต้องพักฟื้นอยู่อีกหลายวันเสียอีก”

“ข้ามั่นใจว่าตนเองป่วย แต่ไม่ได้ยินข่าวว่าท่านก็ป่วยเช่นกัน” เหยียนจิ้งอีเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย ขณะก้าวเข้าไปหา

หลิ่วเจาหยวนหรี่ตามองสตรีตรงหน้าที่เมื่อไม่กี่วันก่อนยังมีระดับขั้นไม่ต่างจากตน

เหยียนจิ้งอีก็เป็นเพียงสตรีจืดชืด การที่ฮ่องเต้ไม่โปรดก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผล ในอุทยานที่เต็มไปด้วยบุปผาตระการตา ไม่ว่าดอกไม้งดงามเพียงใดก็ไม่ขาด สตรีสกุลเหยียนหาใช่บุปผาที่ควรค่าให้ทะนุถนอม แต่เป็นแค่จอบเสียมที่หยิบมาใช้ยามจำเป็น ตำแหน่งพระสนมเอกในวันนี้ ที่ได้มาก็เพียงเพราะสกุลเหยียนยังมีค่าให้ใช้ หาใช่ตัวนางมีสิ่งใดน่าจดจำ

หากไร้ซึ่งสกุลเหยียนหนุนหลัง นางอยากรู้นักว่าสตรีไร้เสน่ห์ผู้นี้จะมีปัญญามีชีวิตรอดในวังหลังแห่งนี้ไปได้กี่วัน

“นี่เจ้ากำลังแช่งข้าให้เจ็บป่วยใช่หรือไม่”

เหยียนจิ้งอีไม่ตอบในทันที เพียงทอดสายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า ราวกับพิจารณาบางสิ่งที่ไม่คู่ควรให้ใส่ใจนัก

“ก็แค่เห็นท่านเรียกผิดอยู่หลายครั้ง จึงคิดว่าป่วยจนไม่ได้ยินข่าวเรื่องที่ข้าได้รับแต่งตั้ง หรือมิเช่นนั้นก็อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับหู คงฟังข่าวคลาดเคลื่อนไป ให้ข้าเรียกตัวหมอหลวงให้ดีหรือไม่”

-----------

มีคนอยากเทสระบบใหม่ จัดไปค่ะ

อีบุ๊กเล่ม 1 มาแล้วค่ะ ไปรับเด็กน้อยมาเลี้ยงได้

ชาตินี้ไม่ขอทำโอที เลิกตายฟรีแทนฮ่องเต้ เล่ม 1

คลิกอ่านได้เลยค่ะ