บทที่ 10.3 รักบริษัทจนตัวตาย งานสบายมีที่ไหน
บทที่ 10.3 รักบริษัทจนตัวตาย งานสบายมีที่ไหน
หลิ่วเจาหยวนตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว นางประจักษ์แจ้งมากกว่าผู้ใดว่า ความโปรดปรานของฮ่องเต้โฉดผู้นี้หาใช่การปกป้อง แต่คือการขยี้ซ้ำในจุดที่นางเจ็บปวดที่สุด บีบคั้นให้ต้องเผชิญกับสิ่งที่นางหวาดกลัวที่สุด
มันมิใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นแรงกดดันที่ถาโถมใส่ ผู้ที่อดทนได้ย่อมปีนป่ายขึ้นไป เหยียบย่ำเหล่าสตรีที่โอ้อวดว่าตนมีชาติกำเนิดสูงส่งเหล่านั้น
แล้วปรายตามองลงมาอย่างผู้ชนะ
กัวกงกงเดินเข้ามายืนข้างเตียงก่อนโน้มกายส่งผ้าเช็ดพระพักตร์เข้ามา
หลี่เฉิงเพียงรับผ้าผืนนั้นมาเช็ดปลายนิ้วช้าๆ สีหน้าเรียบเฉย บรรยากาศภายในห้องยิ่งอึดอัดจนไม่กล้าหายใจแรง
“สิ่งที่หม่อมฉันเสียใจที่สุดหาใช่เพราะถูกลงโทษ แต่เกรงว่าสภาพเช่นนี้จะมิอาจปรนนิบัติฝ่าบาทได้เหมือนเก่าเพคะ”
“เราเข้าใจความภักดีของเจ้า” น้ำเสียงนั้นนิ่งเรียบ ทว่าแหบพร่าจนชวนให้คนฟังขนลุก “ในเมื่อเจ้าปรารถนาจะปรนนิบัติเราถึงเพียงนี้…”
อำนาจและความโปรดปรานคือของหวานสำหรับพวกนางสินะ
สำหรับหลี่เฉิงแล้ว นี่มิใช่ความรัก แต่มันคือการซื้อขายที่น่าสมเพช ทำให้คนขยะแขยงจนอยากอาเจียน
กัวกงกงเห็นดวงพระเนตรแดงก่ำที่เพิ่งจางลง แต่สีพระพักตร์กลับยิ่งเยียบเย็นของผู้เป็นนายก็ตัดสินใจก้าวเข้ามากระซิบบางอย่าง
ภายในห้องยามนี้กลับเงียบงันราวกับสุสานร้างก็ไม่ปาน
หลังฮ่องเต้เลือกป้ายหลิ่วเจาหยวน เสียนเฟยก็ล้มป่วยเพราะต้องลมเย็น หมอหลวงวิ่งเข้าออกตำหนักอี้คุนจนธรณีประตูแทบสึก กลิ่นยาต้มลอยอวลอยู่ในเรือน ราวกับพยายามกลบเกลื่อนบางสิ่งเพื่อรักษาหน้า
ผู้คนภายนอกต่างจับตามองด้วยสายตาเย็นชา บ้างก็ลอบยิ้มเยาะอยู่ในใจ ทำถึงเพียงนี้แล้วอย่างไร สุดท้ายก็ยังรั้งฝ่าบาทไว้ไม่ได้อยู่ดี
“พระสนมเพคะ” ฉิงซือเอ่ยกับผู้เป็นนายด้วยสีหน้าห่วงใย เกรงว่าอีกฝ่ายจะคิดมาก “ยามนี้สถานการณ์ตระกูลเหยียนอยู่บนคลื่นสูง ฝ่าบาทย่อมไม่อาจแสดงท่าทีต่อพระองค์มากเกินไป”
“ไม่ต้องปลอบใจเราหรอก” เหยียนจิ้งอีหมอบลงบนตั่งด้วยท่าทางเกียจคร้าน ชาตินี้หากนอนได้นางจะไม่มีทางนั่งให้เมื่อยอีกต่อไป “ตบก็ตบไปแล้ว ข้าจะมาเสียใจภายหลังทำไม หากจะเสียใจก็เพราะให้เจ้าเป็นคนตบไม่ใช่ฉิงลู่”
นางกำนัลคนสนิทได้ยินดังนั้นพลันลอบกลืนน้ำลาย หากเปลี่ยนเป็นฉิงลู่ เกรงว่าวิญญาณครึ่งหนึ่งของพระสนมแซ่หลิ่วคงได้ไปเยือนปรโลกแล้ว
“เช่นนั้นเหตุใดยังทรงเรียกหมอหลวงมาอย่างเอิกเกริก”
“ข้าป่วยแล้ว ปิดตำหนักนับเป็นเรื่องสมควร”
ฉิงซือเมื่อได้ฟังเหตุผลแล้วจึงเผลอยิ้มออกมา นางเริ่มชอบที่พระสนมเป็นเช่นนี้ เพราะในเมื่อประชวรก็หมายความว่าปิดประตูตำหนักไม่ต้อนรับแขก และไม่ต้องตื่นเช้าไปเข้าเฝ้าไทเฮา ไม่จำเป็นต้องออกไปเห็นสีหน้าเย้ยหยันให้รำคาญ
นี่ต่างหากจึงนับว่าผู้เฉลียวฉลาดอย่างแท้จริง
“เอาละเจ้าไม่ต้องมาอยู่คอยปลอบใจ ในเมื่อข้าได้วันพักผ่อนเพิ่มก็ต้องกินเลี้ยงกันสักหน่อย ไปสั่งให้ห้องครัวทำหม้อไฟเลี้ยงฉลองวันหยุด”
เหยียนจิ้งอีพิงหมอนอิงด้วยท่าทางผ่อนคลาย แววตาไร้ซึ่งร่องรอยของความโศกเศร้าอย่างที่ควรจะเป็น นางมิได้เสียใจที่ฮ่องเต้ไปหาผู้อื่น เพราะนางไม่คิดจะสนใจชายผู้นั้นมาตั้งแต่แรกแล้ว
การรอพึ่งพาความเมตตา คอยดูสีหน้าของบุรุษเพียงคนเดียวในชาติก่อน ผลลัพธ์ที่ได้คือความตาย ตระกูลเหยียนล่มสลาย ช่างเหมือนกับการทุ่มเททั้งชีวิตรักบริษัทอย่างบ้าคลั่งโดยหวังว่าเขาจะเลี้ยงดูเราไปจนแก่เฒ่า ทว่าสุดท้ายบริษัทก็พร้อมจะเขี่ยพนักงานที่หมดประโยชน์ทิ้งได้ทุกเมื่อ
เหยียนจิ้งอีสลัดรองเท้าปัก ทิ้งตัวนอนช่วงบ่ายอย่างสบายใจ กว่าจะตื่นอีกครั้ง ตะวันก็ใกล้ขอบฟ้า
“ใครอยู่ด้านนอก เข้ามาช่วยข้าล้างหน้าหวีผม”
“พระสนมเพคะ” ฉิงซือเดินหน้าตาตื่นเข้ามา
“มีอะไร หรือขาดวัตถุดิบทำหม้อไฟ”
“ไม่ใช่เพคะ”
“เช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่” เหยียนจิ้งอีผ่อนลมหายใจ
“ฮ่องเต้เสด็จ”
เอ๊ะ!? มันยังไง ทำไมวนมาตำหนักนี้ล่ะ ทุกคนไม่ต้องทุบหลังบิดหูเต้นะ สภาพสะบักสะบอมละ แต่พอเข้าเล่มสองมีคนเริ่มสงสารพี่ละ พอเล่มสามเค้าย้อมสีตัวเองจากธงแดงเป็นธงสีรุ้งตะมุตะมิเอง
อีบุ๊กในเด็กดีลงครบแล้วนะคะ ส่วนในถนัดในเมพ ก็กดจิ้มได้เลย