บทที่ 1.2 งานสบาย รายได้ดี
บทที่ 1.2 งานสบาย รายได้ดี
ฉิงเหอกับฉิงจูส่ายหน้า แต่เมื่อเห็นสายตาเคร่งขรึมของฉิงซือ ต่างก็ต้องรีบก้มหน้างุด
“นั่นน่ะสิ ในเมื่อไม่อาจบรรเทาโทสะผู้เป็นใหญ่ เหตุใดไม่สร้างความเปรมปรีดิ์เล็กๆ น้อยๆ ให้คนที่ห่วงใยเราเล่า” เหยียนจิ้งอีใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแป้งชาดบนหน้า ดวงตาหลุบต่ำ ซ่อนประกายเย็นชา
ในชาติก่อนเลขาผู้หญิงมักทำให้คนภายนอกมองด้วยอคติว่าใช้เสน่ห์มารยาหาใช่ความสามารถ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือและง่ายต่อการถูกติฉินนินทา ต่อมานางจึงรู้จักการแต่งตัวแต่งหน้าให้ภูมิฐาน แม้จะเชยไปบ้าง แต่ก็ช่วยให้การงานราบรื่น เหมือนเช่นยามนี้
ทั้งๆ ที่เป็นสตรีอายุเพียงสิบแปดปีเท่านั้น แต่กลับหน้าแก่จนจะเป็นแม่ของฮ่องเต้
เห็นหน้าตัวเองในกระจกแล้วอยากย้อนเวลากลับไปรื้อสมองในชาติก่อน สวรรค์อุตส่าห์ประทานใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มพราย นางกลับไม่สนใจคู่มือใช้งาน มุ่งมั่นแต่จะเป็นแม่ฮ่องเต้ให้ได้
อยากจะบ้าตายเสียจริง
“แต่ฝ่าบาทจะมองว่าพระสนมเปลี่ยนไปหรือไม่เพคะ” ครานี้ฉิงจูเป็นฝ่ายเอ่ยท้วงขึ้นมาบ้าง ในบรรดาสาวใช้ทั้งสี่ข้างกายนาง ผู้ที่อาวุโสพอจะเอ่ยเตือนได้ก็มีแค่ฉิงซือและฉิงจูเท่านั้น
“เดิมพระองค์ก็หาได้โปรดที่ข้าเคร่งครัดธรรมเนียม” เหยียนจิ้งอีลุกขึ้นกางแขนออกให้เหล่านางกำนัลช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ “เพียงโปรดที่ข้ามีแซ่เหยียนไว้ขัดตาฮองเฮา และมีอำนาจมากพอที่จะข่มสตรีบางสกุลเท่านั้น ในเมื่อผลลัพธ์เหมือนกัน ต้องสนใจวิธีการไปทำไมให้ยุ่งยาก เจ้าคิดหรือว่าหากข้าทำตัวดีแล้วภายภาคหน้า ยามพระองค์กำจัดสกุลเหยียน...”
“พระสนมเพคะ!” ฉิงซือรีบเอ่ยเตือน แม้ตอนนี้ในห้องจะมีแค่คนที่ภักดีต่อพระสนมยิ่งชีพก็ตาม
“นี่คือสัจธรรม หากต้องกังวลถึงวันหน้า ไยไม่รีบเสพสุขเสียตั้งแต่วันนี้เล่า”
นางออกจะร่ำรวยปานนี้ ไม่ต้องทำงานงกๆ เหมือนชาติก่อน เหตุใดต้องรอให้คนเผาเงินกงเต๊กให้ในวันชิงหมิง[1] มิสู้เสพสุขกับสวัสดิการงานปรนนิบัติฮ่องเต้ที่แสนสะดวกสบาย
เขาไม่โปรดตัวนาง ที่ชื่นชอบมีแค่แซ่เหยียน แต่ละเดือนที่เลือกพลิกป้าย ก็กระทำเรื่องนั้นพอให้ผ่านไป บางครั้งก็ทรงไม่ร่วมอภิรมย์ถึงสองสามเดือนด้วยซ้ำ แม้แต่ครั้งสุดท้ายที่ถวายงาน นางยังแทบจำไม่ได้แล้วว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด
งานสบายรายได้ดีขนาดนี้จะหาจากที่ใดได้อีก
“ตอนนี้แต่ละเรือนคงได้รับพระราชโองการเลื่อนขั้นกันครบแล้ว เจ้าก็ส่งคนไปเชิญหมอหลวงมาก็แล้วกัน ข้าอยู่เฝ้าปี[2]เมื่อสองวันก่อนเลยรู้สึกแน่นจมูกเหมือนจะเป็นไข้”
นางกำนัลคนสนิทต่างหันขวับโดยทันใด
หลังกลับจากงานเลี้ยงสิ้นปี พระสนมก็ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มคลุมโปงบ่นว่าหนาว ไหนเลยจะมีเรื่องนั่งเฝ้าปีอะไรนั่น
“พระองค์รู้สึกไม่สบายหรือเพคะ” ฉิงซือรีบเอ่ยถาม
“ข้าแค่ขี้เกียจรับแขกเท่านั้น” เหยียนจิ้งอีหันไปทางฉิงเหอ รู้ดีว่างานนี้เหมาะกับใคร “เจ้าไปเชิญหมอหลวงมาสักคน”
ถึงแม้จะรู้อนาคต แต่เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาด นางจึงให้ฉิงเหอที่หูตาว่องไวออกไปสืบข่าวว่ามีผู้ใดบ้างที่ได้รับการเลื่อนขั้น
“บ่าวทราบแล้วเพคะ” ฉิงเหอค้อมศีรษะรับคำอย่างเข้าใจ
นางกำนัลในตำหนักนี้ล้วนผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี แค่มองตาผู้เป็นนายก็เพียงพอจะรู้ว่าควรทำสิ่งใด และต้องระวังผู้ใด
“รอฉิงเหอกลับมา ต้องส่งของไปเรือนใดบ้าง พวกเจ้าก็จัดการตามระเบียบ” เหยียนจิ้งอีมอบหมาย งานเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ นางไม่จำเป็นต้องลงมือทำเองแล้ว ในเมื่อฝึกนางกำนัลข้างกายให้เป็นเลขา ตนเองที่เป็นผู้บริหารก็ควรจะวางมือเสียที
ชาติก่อนไม่รู้จะก้มหน้าทำงานหนักไปเพื่ออะไร สุดท้ายก็ตายอยู่ดี
“ทางตำหนักคุนหนิงเล่าเพคะ” ฉิงซือเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง หากเป็นปกติหลังได้รับการเลื่อนขั้น นายหญิงจะไปถวายพระพรฮองเฮาตามมารยาทสักครา แต่เวลานี้... นางเริ่มไม่มั่นใจแล้ว
“ข้าเป็นไข้ ไหนเลยจะกล้าเข้าเฝ้าฮองเฮา”
ฉิงซือลอบมองผู้เป็นนาย ไม่รู้ด้วยเหตุใด ทั้งๆ ที่พระสนมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้า ท่าทางไม่ทุกข์ร้อน แต่นางกลับรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก
วันนี้พระสนมดูต่างไปจากวันวาน นางไม่แน่ใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่ในฐานะผู้รับใช้มาตั้งแต่คุณหนูใหญ่ยังเยาว์ ย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่เคยทำสิ่งใดโดยไร้แผนการ เป็นสตรีเฉียบแหลมจนแม้แต่ท่านราชครูยังเอ่ยชม
“เด็กคนนี้ มิใช่เพียงเข้าใจหลักการ แต่รู้จักใช้มันได้อย่างเหมาะสมที่สุด”
บางทีพระสนมคงมีความคิดบางอย่าง พวกนางจึงได้แต่ถอยหลังออกไป
น่าเสียดายที่เหยียนจิ้งอีไม่มีแผนการใดในวังหลังแห่งนี้ทั้งสิ้น สิ่งที่นางต้องจัดการอยู่นอกวัง ต้องป้องกันไม่ให้บิดาเข้าไปพัวพันกับการทุจริตการสอบขุนนางในปีนี้ให้ได้ แต่จะทำอย่างไรดี
บัดนี้เหยียนจงซู่ ท่านพ่อของนางดำรงตำแหน่งซื่อหลางกรมพิธีการ[3] ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจู่เข่ากวน หัวหน้าผู้ควบคุมการสอบในเมืองหลวง คัดเลือกบัณฑิตเข้าสู่ราชสำนัก ท่านพ่อเป็นผู้มีชื่อเสียงด้านวรรณศิลป์และคัมภีร์ สอบผ่านจิ้นซื่อ[4]ตั้งแต่อายุเพียงยี่สิบปีจนชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วราชสำนัก
การสอบเคอจวี่[5]ของต้าเว่ยนั้นยังเป็นยุคสมัยที่ผู้เข้าสอบรอบสุดท้ายในเมืองหลวงต้องนำสิงเจวี้ยน[6]ซึ่งรวบรวมบทกวีและงานเขียนของตน ไปมอบให้ขุนนางใหญ่หรือผู้มีชื่อเสียงช่วยผลักดัน ถ้าขุนนางใหญ่คนนั้นอ่านแล้วถูกใจ จะทำการเขียนจดหมายแนะนำตัว หรือแอบไปกระซิบกับจู่เข่ากวนว่า เด็กคนนี้มีความสามารถ สมควรได้รับตำแหน่งจิ้นซื่อ
หากเป็นในยุคสองพันแน่นอนนี่เรียกว่าการยื่นเรซูเมสมัครงานโดยใช้เส้นสาย แต่ตลอดการสอบเคอจวี่ร้อยกว่าปีในแผ่นดินต้าเว่ย กลับเห็นว่านี่คือเรื่องที่สมควร เหตุเพราะการวัดความรู้คนจากการสอบเพียงวันเดียวนั้น ไม่อาจวัดความสามารถที่แท้จริงได้ การดูผลงานวรรณกรรมสะสมที่เขาเขียนมาทั้งชีวิตหรือสิงเจวี้ยนควบคู่ไปด้วย จึงจะถือว่ายุติธรรม
สำนักศึกษา ตระกูลใหญ่ รวมถึงเครือข่ายศิษย์อาจารย์ ล้วนมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังการสอบทั้งสิ้น ดังนั้นตามธรรมเนียมแล้ว บัณฑิตคนใดสอบผ่านจิ้นซื่อ ย่อมต้องกราบไหว้จู่เข่ากวนในฐานะอาจารย์ผู้มีพระคุณไปตลอดชีวิต เมื่อเวลาผ่านไปศิษย์เหล่านี้ย่อมกระจายตัวอยู่ตามกรมต่างๆ กลายเป็นเครือข่ายขุนนางโดยปริยาย
ท่านปู่ของนางย่อมเคยรับตำแหน่งจู่เข่ากวนมาก่อน ตอนนี้ยังมาถึงคราวของบิดา หมายความว่าขุนนางครึ่งราชสำนักเป็นลูกศิษย์ตระกูลเหยียน เช่นนี้แล้วจะไม่ให้ฮ่องเต้ทรงต้องการโค่นล้มตระกูลเหยียนได้อย่างไร
ยิ่งเหยียนจิ้งอีนึกถึงการสอบที่กำลังจะมาถึงในปีนี้ ก็ยิ่งกลัดกลุ้มยิ่งนัก เพราะการสอบที่ดูราบรื่นนั้น แท้จริงกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคดีทุจริตซึ่งจะปะทุขึ้นในอีกสองปีให้หลัง แม้ความผิดนั้นมิใช่ความผิดของบิดา ทว่าตำแหน่งผู้จัดการสอบเป็นของเขา ในเมื่อฮ่องเต้จงใจจะเล่นงาน ย่อมต้องมีใครสักคนรับผิด
คนไม่ผิด ผิดที่มีหยกติดตัว[7]
นางเข้าใจความหมายของมันดีเสียยิ่งกว่าผู้ใด
เหยียนจิ้งอีคลึงขมับ ฟื้นมาไม่ถึงครึ่งวันก็มีงานมากมายรอให้สะสาง ทั้งต้องป้องกันคนในตระกูลเหยียนไม่ให้ถูกวางอุบาย ไหนจะต้องหาวิธีรับมือกับฮ่องเต้วิปลาสผู้นั้น ดูเหมือนนางจะเข้าใจผิดไป งานสบายรายได้ดีไม่มีอยู่จริง
สวรรค์ก็ช่างส่งนางกลับมาทุกข์ทรมานซ้ำๆ
ถ้านี่เป็นเควสต์ผ่านด่าน อย่างน้อยก็ควรบอกใบ้ว่าจะผ่านมันไปได้อย่างไร
งานหนักไม่เคยทำให้ใครตาย คนพูดคือเจ้านาย คนตายคือนาง
แม่งเอ๊ย! มารดาไม่ทำแล้ว มารดาจะหยุดงานประท้วง
[1]ชิงหมิง คือเทศกาลสำคัญของชาวจีน ตรงกับช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เป็นวันที่ลูกหลานไปกวาดสุสาน บูชาบรรพบุรุษ และเผาเงินกระดาษหรือเงินกงเต๊ก เพื่ออุทิศให้ผู้ล่วงลับ
[2]เฝ้าปี คือธรรมเนียมในคืนส่งท้ายปีเก่าของชาวจีน สมาชิกในครอบครัวจะร่วมกันตื่นอยู่จนถึงรุ่งเช้า เพื่อส่งปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ เชื่อกันว่าเป็นการเสริมสิริมงคลและแสดงความกตัญญูต่อผู้ใหญ่
[3]ซื่อหลางกรมพิธีการ คือตำแหน่งรองเสนาบดีกรมพิธีการ ดูแลงานด้านพิธีกรรมและการศึกษา รวมถึงการสอบจ้วงหยวน
[4]จิ้นซื่อ คือบัณฑิตที่สอบผ่านการสอบหลวงระดับสูงของระบบเคอจวี่ ถือเป็นเส้นทางสำคัญในการเข้าสู่ราชสำนัก ผู้สอบผ่านมักได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางและมีชื่อเสียงไปทั่วแผ่นดิน
[5]เคอจวี่ คือระบบสอบคัดเลือกบัณฑิตเข้าสู่ราชสำนักของจีนโบราณ ผู้สอบผ่านมีโอกาสได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนาง
[6]สิงเจวี้ยน คือธรรมเนียมในระบบเคอจวี่ยุคต้น ที่บัณฑิตจะนำบทกวี งานเขียน หรือบทความของตนไปมอบให้ขุนนางและผู้มีชื่อเสียงอ่าน เพื่อสร้างชื่อเสียงและขอการสนับสนุนในการสอบ ถือเป็นวิธีสร้างเส้นสายและฝากตัวที่พบได้ทั่วไปในยุคนั้น
[7]คนไม่ผิด ผิดที่มีหยกติดตัว อุปมาถึงการตกเป็นเป้าหมายหรือได้รับอันตรายเพียงเพราะมีสิ่งล้ำค่า เช่น อำนาจ ความงาม หรือความสามารถอยู่กับตัว ซึ่งดึงดูดความริษยาจากผู้อื่น