LNCrawler

บทที่ 2.1 งานเสริมซ่อนเร้น

ปิดตอน 9/9 ชาตินี้ไม่ขอทำโอที เลิกตายฟรีแทนฮ่องเต้ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 2.1 งานเสริมซ่อนเร้น

 

เสียนเฟยประชวรแล้ว!

เรื่องนี้จะว่าเล็กก็เล็ก จะว่าใหญ่ก็ไม่ผิด

ที่เล็กก็เพราะผู้ใดก็ป่วยได้ ปุถุชนไม่ใช่เทพเซียนเสียเมื่อไร ทว่าเหยียนเสียนเฟยไม่เคยป่วยมาก่อน นับตั้งแต่เข้าวังมาเกือบสามปี พระสนมสกุลเหยียนผู้นี้ไม่เคยเจ็บไข้ เมื่อก่อนผู้อื่นต่างลอบเยาะหยันนางลับหลังว่าไม่รู้จักใช้มารยาสตรี เจ้าแข็งแกร่งไปแล้วจักรพรรดิจะชมเชยหรือไร มีเพียงผู้ที่รู้เรื่องราวตื้นลึกเท่านั้นที่รู้ว่าฮ่องเต้หาได้โปรดปรานนางเท่าใด ถึงแสร้งป่วยไปก็ไม่อาจเรียกความสนใจจากฝ่าบาทได้

กระนั้นเมื่อเสียนเฟยทรงพระประชวร แต่ละตำหนักต่างก็ต้องมาเยี่ยมเยียนด้วยตัวเอง แต่เหยียนจิ้งอีกลับถือดีนัก เพิ่งได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นสนมขั้นเฟยที่สามารถเรียกเต็มปากว่าสะใภ้หลวง ได้บันทึกนามลงในทะเบียนราชวงศ์ก็เผยหางจิ้งจอกออกมา กล้าขวางคนไว้หน้าประตูเรือนอ้างว่าเป็นไข้หวัด กลัวจะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

มีเพียงกัวกงกง ขันทีรับใช้ข้างพระวรกายเฉิงจงฮ่องเต้เท่านั้นที่ได้ย่างเท้าผ่านเข้าประตูตำหนักอี้คุน

“จองหอง!” ฟ่านฮองเฮาเขวี้ยงถ้วยชาลงพื้นหลังจากนางกำนัลคนสนิทกลับมารายงานว่าเหยียนเสียนเฟยปิดประตูตำหนัก ไม่ยอมให้ตนย่างเท้าเข้าไป อ้างว่ากลัวจะกระทบถึงพระพลานามัยของฮองเฮาไปด้วย

เศษกระเบื้องกระจายเกลื่อน น้ำชาสาดกระเซ็นเปื้อนชายกระโปรงของผู้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะขยับ

ตำหนักคุนหนิงเงียบงันลงทันใด

“เพิ่งได้ตำแหน่งก็กล้าเล่นลูกไม้นี้กับข้าแล้วหรือ” น้ำเสียงของนางเย็นเยียบ ดวงตาเรียววาวโรจน์

หากถามว่านางเกลียดใครที่สุดในวังหลังแห่งนี้ ย่อมไม่ใช่หลิ่วเจาหยวนอดีตนางรำที่รู้จักแต่ยั่วยวน หรือจ้าวเต๋อเฟยที่เข้าวังมาพร้อมกันแต่ยังคงได้รับความโปรดปรานไม่เสื่อมคลาย...

แต่เป็นเหยียนจิ้งอีผู้นี้!

ตอนนั้นเฉิงอันอ๋องมิได้ขึ้นครองราชย์โดยชอบธรรม แต่เป็นการนำกองทัพจากแดนเหนือบุกเข้าเมืองหลวงเพื่อปราบปรามกลุ่มกบฏ ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือการแย่งชิงบัลลังก์ของเหล่าองค์ชาย เพื่อสยบความวุ่นวายนั้น เฉิงอันอ๋องเลือกใช้กำลังทหารเข้าห้ำหั่นอย่างป่าเถื่อนจนท้องถนนในเมืองหลวงถูกย้อมด้วยเลือด

ภายหลังในหมู่ราษฎรยังมีข่าวลือเรื่องที่พระองค์ทรงโหดเหี้ยมอำมหิต สังหารพี่น้องร่วมอุทรเพื่อแย่งชิงบัลลังก์มังกร ถึงขนาดมีบัณฑิตใจกล้าเขียนหนังสือประณาม

ช่วงเวลานองเลือดนั้น ในที่สุดราชครูเหยียนก็เข้าเฝ้าเฉิงอันอ๋องท่ามกลางซากศพและกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย เพื่อยื่นเงื่อนไขสำคัญเพียงข้อเดียว คือหยุดการเข่นฆ่า แลกกับการยอมรับความชอบธรรมจากเหล่าบัณฑิตทั่วหล้า นั่นจึงยังพอรักษาชีวิตของเหล่าองค์ชายและเชื้อพระวงศ์สายตรงเอาไว้ แม้ต่อมาจะถูกคุมขังอยู่ในสุสานหลวงก็ตาม

หลังจากนั้นไม่นาน เหยียนป๋อเหวินจึงยื่นฎีกาเสนอราชโองการรับรองการขึ้นครองราชย์ ทำให้การช่วงชิงบัลลังก์ในวันนั้น กลายเป็นการปราบกบฏโดยชอบธรรมในสายตาผู้คน

ตาเฒ่าสกุลเหยียนกล้าลุยน้ำสกปรกเพื่อช่วงชิงอำนาจ แตกต่างจากท่านปู่ของนาง อัครเสนาบดีฟ่านเสียนจุนที่มัวแต่รั้งรอ จึงพลาดโอกาสสำคัญไป โชคดีที่ภายหลังเขาพาเหล่าขุนนางเข้ามาสวามิภักดิ์ทันเวลา ทำให้นางยังคงได้ครองตำแหน่งฮองเฮา

ทว่าหากในยามนั้นเหยียนจิ้งอีอยู่ในวัยออกเรือน บางที…

บัลลังก์หงส์นี้ อาจมิใช่ของนาง

“ทูลฮองเฮาเพคะ...” นางกำนัลด้านนอกเดินเข้ามาด้วยความหวาดหวั่น “มีจดหมายจากฮูหยินเพคะ”

ฟ่านจื่อเวยบีบกระดาษที่รับมาจนปลายนิ้วซีดขาว นึกถึงครั้งก่อนที่มารดาเข้าวังมาด้วยเรื่องร้อนใจ สีหน้าหนักอึ้งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ความจริงจะเอ่ยว่าหนักกว่าก็เอ่ยได้ไม่เต็มปาก เพราะทุกคราที่มารดาเข้าวังก็มักจะนำเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจมาให้เสมอ

“เรื่องของน้องชายเจ้า...”

หวันซื่อ[1]เม้มริมฝีปาก ดวงตาสั่นไหวเมื่อนึกถึงความทุกข์ระทมที่ผ่านมา สามีของนางมีอนุภรรยาถึงห้าคน ยังไม่นับสาวใช้อุ่นเตียงเหล่านั้นที่มิได้ยกย่อง แต่ละคนล้วนเป็นปีศาจจิ้งจอก ส่วนนางที่เป็นภรรยาเอกกลับให้กำเนิดบุตรสาวแค่คนเดียว เรื่องนี้ทำให้ตัวนางถูกกดข่มมาโดยตลอด

โชคดีที่สุดท้ายก็สามารถคลอดบุตรชาย

“จื่อเหิงสร้างความวุ่นวายอีกแล้วหรือ” ฟ่านจื่อเว่ยย่อมรู้ดีว่าเรื่องทุกข์ใจของมารดานั้น หากไม่ใช่บิดามีสาวใช้อุ่นเตียงคนใหม่ ก็เป็นเพราะน้องชายของนาง

น้องชายที่ถูกมารดาเลี้ยงดูจนเสียคน คราวนี้ไปก่อเรื่องฉุดคร่าสตรีกลางตลาดซ้ำยังพลั้งมือทารุณจนสิ้นใจ ความจริงแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพียงแต่ครานี้ครอบครัวของหญิงผู้นั้นกลับไปร้องทุกข์ต่อศาลต้าหลี่[2] หากเป็นช่วงปกติคงไม่เกิดเรื่องอันใด ทว่าวันนั้นกลับเป็นวันที่เผยอิ้งหนาน ขุนนางผู้ตรวจการผู้ได้ฉายาว่าสุนัขล่าเนื้อแห่งราชสำนักมาเยือนศาลต้าหลี่พอดี คนผู้นี้ไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดิน กล้าฟ้องร้องแม้กระทั่งฮ่องเต้ ที่สำคัญเขาไม่เกรงกลัวอำนาจตระกูลฟ่านเพราะมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่

“ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย” มารดากล่าวต่อด้วยสีหน้ารำคาญใจ “แค่สตรีชาวบ้านต่ำต้อยคนหนึ่ง น้องชายเจ้าเพียงแค่เล่นสนุกตามประสาบุรุษเท่านั้น เจ้าเป็นถึงฮองเฮา เพียงเอ่ยปากคำเดียว ใครหน้าไหนจะกล้าเอาผิดน้องชายเจ้า!”

ฟ่านจื่อเวยรู้ดีว่าในสายตาของมารดา เรื่องเช่นนี้ไม่เคยถือเป็นปัญหา และตัวนางก็คิดเช่นเดียวกัน ก็แค่ชาวบ้านคนหนึ่งตายไปก็เท่านั้น เหตุใดต้องยุ่งวุ่นวายมาถึงนาง

แต่เรื่องที่เล็กนี้กลับเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สุสานหลวง ทำให้บิดาของนางซึ่งดูแลกรมโยธาถูกเพ่งเล็งในทันที ต่อมาไม่รู้ผู้ใดหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาโยงเข้ากับคดีสุสานหลวง เอ่ยว่าตระกูลฟ่านมือเปื้อนเลือดทำให้เกิดอาเพศ

เรื่องเล็กเพียงเรื่องเดียวก็เพียงพอจะเป็นชนวน เมื่อมีผู้จงใจเป่าลมให้ไฟลุก จากคดีหนึ่งจึงกลายเป็นข้อครหา แล้วลุกลามเป็นเสียงนินทาทั่วราชสำนัก ผู้คนไม่น้อยต่างเฝ้ารอจังหวะโค่นล้มตระกูลฟ่าน

ฟ่านฮองเฮามั่นใจว่าในหมู่คนเหล่านั้น ย่อมมีคนของตระกูลเหยียนที่เตรียมช่วงชิงบัลลังก์หงส์ไปจากมือนาง

“ให้คนเตรียมน้ำแกง ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาท”

 

เรื่องที่ฮองเฮาลงทุนตุ๋นน้ำแกงไปถวายฮ่องเต้ถึงห้องทรงพระอักษรตั้งแต่ช่วงสายนั้น ไม่ทันไรก็แพร่กระจายไปทั่ววังหลัง สนมทุกนางต่างรอชมละครฉากนี้ ที่สำคัญแต่ละคนล้วนอยากให้สตรีจองหองสกุลฟ่านถูกกระชากลงจากบัลลังก์หงส์เพื่อที่จะขึ้นมาแทนที่ เพราะฮ่องเต้เพิ่งครองราชย์ครบห้าปี ทำให้ยังมีสนมในวังไม่มาก ประกอบกับตอนที่ยังดำรงตำแหน่งเฉิงอันอ๋องนั้นยังไม่ได้แต่งชายาเอกและไม่มีทั้งชายารอง

เฉิงอันอ๋องหรือองค์ชายเก้ามีพระมารดาเป็นสนมชั้นล่าง มิได้เป็นที่โปรดปรานของอดีตฮ่องเต้ ตั้งแต่เยาว์วัยจึงถูกผู้คนในวังมองข้าม แม้แต่เหล่าข้ารับใช้ยังกล้าดูแคลน

ภายหลังเมื่อมีพระชนมายุครบสิบสี่ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเฉิงอันอ๋อง แต่เป็นเพียงยศไร้อำนาจ ไม่มีแม้กระทั่งที่ดินศักดินา ทำได้เพียงรับเบี้ยหวัด เห็นได้ชัดว่าเป็นการผลักไสออกจากวัง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงตัดสินใจออกจากเมืองหลวง เข้าร่วมกองทัพที่ชายแดน

จากทหารแนวหน้า ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นทีละขั้น ท่ามกลางซากศพและกองกระดูก ใช้ทั้งเล่ห์กลและความโหดเหี้ยม จนได้รับสมญานามที่ทำให้ผู้คนหวาดหวั่น

แม่ทัพปีศาจ

น่าเสียดายที่สนมในวังแห่งนี้ถูกความทะเยอทะยานบดบังความหวาดกลัวไปเสียสิ้น พวกนางล้วนเชื่อว่าตนจะเป็นข้อยกเว้น เป็นผู้ที่สามารถเข้าใกล้เขาได้โดยไม่ถูกทำลาย แม้ปลายทางจะเป็นเหวลึกที่ไร้ก้นบึ้งก็ตาม

ทุกคนต่างรอคอยให้คืนนี้พระองค์พลิกป้ายของตน

ทว่าเหยียนจิ้งอีกลับมั่นใจมากกว่าผู้ใดว่าคืนนี้เขาจะเสด็จมาเยือน

“สั่งให้พวกเขาเตรียมรับเสด็จ”

“แต่พระสนมยังประชวรอยู่นะเพคะ”

“ฮ่องเต้ย่อมต้องเสด็จมาดูใจ เอ๊ย...” ใบหน้าเล็กยับย่นเมื่อเสียงในหัวออกจะดังเกินไป “ข้าหมายถึงพระองค์น่าจะอยากมาเยี่ยมไข้”

ฉิงซือมองหน้าผู้เป็นนายแล้วพลันเข้าใจบางอย่าง วันนี้ฮองเฮาเสด็จไปห้องทรงพระอักษรช่วงเช้า คาดว่าน่าจะไปขอร้องเรื่องน้องชาย หากตกบ่ายฮ่องเต้เสด็จมาที่ตำหนักอี้คุนแล้วนั้น

เรื่องตระกูลฟ่าน... แม้ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเหยียน แต่ต่อให้เสียนเฟยกระโดดลงแม่น้ำหวงเหอ ก็ยากจะล้างมลทิน[3]

ชัดเจนแล้วว่าฮ่องเต้ต้องการใช้นายหญิงของนางเป็นเป้าธนูอีกแล้ว

“อุ๊ย” ฉิงซือลูบหน้าผากที่เพิ่งถูกดีด สีหน้ายังงงงวยไม่สร่าง

“หว่างคิ้วเจ้ากดลึกจนแทบจะหนีบแมลงวันตาย”

“แต่ใต้เท้าเผยไปเยือนศาลต้าหลี่วันนั้นเป็นเพียงเรื่องบังเอิญแท้ๆ เรื่องนี้นับว่าตระกูลฟ่านถึงคราวเคราะห์ สวรรค์มีตา แล้วเกี่ยวอันใดกับตระกูลเหยียนเพคะ”

ฉิงซือพลันรู้สึกว่าตระกูลเหยียนถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม

“ใต้หล้านี้ไหนเลยจะมีเรื่องบังเอิญถึงเพียงนั้น เผยอิ้งหนานก่อนหน้าไม่ไป หลังจากนั้นไม่ไป กลับไปประจวบเหมาะกับที่ครอบครัวของสตรีผู้นั้นกำลังตีกลองร้องทุกข์”

ฉิงซือเบิกตากว้าง ดูแล้วน่าจะมีมือที่คอยชักใยเรื่องนี้อยู่เบื้องหลัง เห็นทีตระกูลฟ่านคงยากจะหลุดพ้นแล้ว

“เช่นนี้พวกเราก็ยิ่งควรแสดงเจตนาให้ฮองเฮาเห็นว่า ตระกูลเหยียนรู้จักวางตัว มิใช่ผู้ที่ชอบฉวยโอกาสท่ามกลางความวุ่นวาย”

“ฟ่านฮองเฮามีความคิดเป็นของตนเอง”

ต่อให้พูดจนตาย อีกฝ่ายก็ไม่มีทางเชื่อว่านางไม่อยากได้ตำแหน่งฮองเฮา

“เป็นเจ้าจะเชื่อหรือว่าท่านปู่ของข้ามิได้ลอบลงมือ”

เผยอิ้งหนานคือศิษย์เอกของราชครูเหยียน อีกทั้งยังเป็นตัวแทนของเชื้อพระวงศ์ที่ยังมีอิทธิพลพอจะคานอำนาจกับโอรสสวรรค์ ดังนั้นผู้อื่นย่อมรู้ว่านี่ไม่ใช่หมากของจักรพรรดิ เช่นนั้นแล้วต้องเป็นเหยียนป๋อเหวินที่ลอบลงมือผ่านลูกศิษย์

เหยียนจิ้งอีนึกถึงชาติก่อนที่ฟ่านจื่อเวยใช้แรงเฮือกสุดท้ายสาดโคลนใส่นางแล้วพลันยกยิ้มเหยียดหยัน ในเมื่อต่อต้านไม่ได้ก็แค่เข้าร่วม

นางจะทำให้เห็นว่าอย่างไรถึงเรียกว่าลงมืออย่างแท้จริง

“แต่เรื่องนี้ยังอีกยาวไกล” เหยียนจิ้งอีส่งมือให้อีกฝ่ายพยุง “ตอนนี้ไปช่วยข้าทำหน้าที่สนมก่อนเถอะ”

หน้าที่หลักคืองานปรนนิบัติฮ่องเต้ แต่งานเสริมซ่อนเร้นที่ไม่ได้เขียนไว้ในสัญญาจ้างงานนั้น ยาวเหยียดเสียจนต้องเอ่ยถามว่า

เจ้ามีเวลาว่างสักสามวันหรือไม่ ข้าจะเล่าให้ฟัง


 


[1]ซื่อ หมายถึงคำลงท้ายชื่อสตรีในจีนโบราณ ใช้เรียกโดยอิงแซ่เดิมของนาง เช่น หวันซื่อ หมายถึงสตรีจากตระกูลหวัน

[2]ศาลต้าหลี่ คือหน่วยงานตุลาการสูงสุดในสมัยโบราณ มีหน้าที่พิจารณาคดีสำคัญ คดีอาญาแผ่นดิน และคดีที่เกี่ยวข้องกับข้าราชสำนัก โดยมีเจ้ากรมศาลต้าหลี่หรือต้าหลี่ซื่อชิง เป็นผู้ดูแลสูงสุด

[3]กระโดดลงแม่น้ำหวงเหอก็ล้างไม่สะอาด เป็นสำนวนอุปมาถึง การตกเป็นผู้ต้องสงสัยในความผิดร้ายแรง หรือการถูกใส่ร้ายแปดเปื้อนจนเสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งไม่ว่าจะพยายามอธิบายหรือแก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ เปรียบได้กับการที่น้ำในแม่น้ำหวงเหอนั้นขุ่นข้นอยู่ตลอดเวลา ต่อให้กระโดดลงไปหวังจะล้างตัวให้สะอาด ก็มีแต่จะทำให้ตัวสกปรกยิ่งกว่าเดิม