บทที่ 2.2 งานเสริมซ่อนเร้น
บทที่ 2.2 งานเสริมซ่อนเร้น
ฮ่องเต้ทรงเลือกป้ายตำหนักอี้คุนแล้ว!
หลังฮองเฮาไปเข้าเฝ้าที่ห้องทรงพระอักษร สนมในวังต่างรอดูว่าคืนนี้ฮ่องเต้จะเสด็จเยือนตำหนักใด เมื่อเห็นว่าจุดโคมที่ตำหนักอี้คุนแต่ละคนต่างก็ลอบกัดฟัน ดูท่าแล้วตำแหน่งฮองเฮานี้ใกล้จะถูกเปลี่ยนมือเต็มที
ขันทีนางกำนัลที่เดินผ่านตำหนักคุนหนิงต่างได้ยินเสียงถ้วยชามตกแตกดังไม่ขาดสาย
พระสนมทั้งหลายต่างลอบเยาะหยันในหายนะของผู้อื่น รวมถึงรอชมว่า เหยียนเสียนเฟยที่กันผู้อื่นอยู่หน้าประตูเรือนโดยอ้างเรื่องไข้หวัดมาหลายวันนั้น จะต้อนรับฮ่องเต้ได้อย่างไร
ให้สตรีที่เคร่งขรึมอย่างเสียนเฟยใช้มารยาออดอ้อน ก็เหมือนสั่งให้ลาปีนต้นไม้ ชั่วชีวิตก็ไม่มีทางทำได้!
เมื่อแสงสุดท้ายของตะวันจมหายไปหลังแนวกำแพงวัง ทิ้งไว้เพียงฟ้าสีครามเข้มของรัตติกาล โคมไฟสีแดงในวังก็ถูกจุดขึ้นทีละดวงเรียงรายตามชายคา แสงอุ่นสั่นไหวตามแรงลมหนาว เสียงฝีเท้าดังแทรกเข้ามาในความเงียบงัน
อดีตแม่ทัพอย่างเฉิงจงฮ่องเต้ย่อมไม่ชมชอบการนั่งเกี้ยว ดังนั้นช่วงขายาวๆ ของพระองค์จึงกลายเป็นเครื่องทรมานชั้นดีสำหรับขันทีที่ร่างกายอ่อนแอ โดยเฉพาะยามที่พื้นหินถูกปกคลุมด้วยกองหิมะหนา
หน้าตำหนักอี้คุนมีขันทีชั้นผู้น้อยถือโคมยืนรอคอยอย่างสงบนิ่ง เห็นได้ชัดว่าผ่านการฝึกระเบียบวินัยมาอย่างดี ทว่าคิ้วกระบี่ภายใต้ดวงตาเหยี่ยวดุดันของผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินกลับเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างยากจะสังเกตเห็น
จริงอยู่ที่ยามนี้หิมะเริ่มตกแล้ว แต่ตลอดสามปีที่ผ่านมาทุกคราที่เขาพลิกป้าย ไม่เคยมีครั้งไหนที่สนมสกุลเหยียนจะไม่ออกมายืนรอรับเสด็จด้านหน้าเรือน
หรือครั้งนี้นางจะป่วยหนักจริงๆ
เสียงประกาศดังขึ้นตั้งแต่หน้าประตูเรือนเป็นชั้นๆ นางกำนัลและขันทีด้านในต่างคุกเข่าทันทีที่ได้ยินคำว่าฮ่องเต้เสด็จ เมื่อหลี่เฉิงเดินเข้ามาถึงโถงด้านในก็ได้กลิ่นหอมสดชื่นของดอกเหมย บรรยากาศภายในตำหนักอี้คุนอบอุ่นอ่อนโยนแตกต่างจากความเหน็บหนาวภายนอกโดยสิ้นเชิง
“ถวายพระพรเพคะ” เหยียนจิ้งอีที่ยืนรออยู่แล้วย่อกายคารวะอย่างงดงาม ฝ่ามือใหญ่ยื่นออกมาตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวยาวแข็งแกร่งเห็นข้อนิ้วชัดเจนแตะลงบนแขนเสื้อของนาง แม้เป็นเพียงสัมผัสแผ่วเบาบนแขนเสื้อ กลับทำให้บริเวณที่ถูกแตะเย็นเยียบราวถูกแช่แข็งจนนางเกือบเผลอชักมือกลับ
ชั่วจังหวะนั้น เหยียนจิ้งอีคล้ายเห็นฝ่ามือซีดขาวกำด้ามกระบี่สีดำแน่น เลือดสดไหลอาบตามสันคม หยดลงทีละหยดบนพื้นหินในตำหนักไท่เหอ
กลิ่นคาวโลหิตยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
“ลุกขึ้นเถอะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้เหยียนจิ้งอีสะดุ้งเล็กน้อย
“ขอบพระทัยเพคะ” เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงได้พบกับบุรุษที่อยู่ในฝันร้ายของนางมาหลายคืน
วันนี้เฉิงจงฮ่องเต้ฉลองพระองค์ด้วยชุดคลุมตัวยาวสีดำตัดด้วยไหมเงินปักลวดลายมงคลบริเวณสาบเสื้อและข้อมือ เรือนผมดำขลับดั่งปีกกาเกล้าไว้ด้วยกวาน[1]ทองคำ ขับเน้นให้ใบหน้าคมสันหล่อเหลาดุจสลักด้วยหยกชั้นดีโดดเด่นยิ่งนัก
เรือนร่างสูงสง่าแฝงกลิ่นอายดุดันและสูงศักดิ์ ผิวกายขาวสะอาดจนแทบไม่หลงเหลือร่องรอยของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบ สันจมูกโด่งมีข้อกระดูกนูนเล็กน้อยตรงช่วงกลาง ความนูนเพียงนิดนั้นยิ่งทำให้โครงหน้าแข็งแกร่งมีความดิบแบบชายชาติทหาร ราวกับผ่านการขัดเกลาจากลมหนาวและคมดาบ
มิใช่ความงามที่อ่อนละมุน แต่คมเข้มแฝงแรงกดดัน
“เจ้าไม่สบายอยู่ รีบไปนั่งเถอะ”
เมื่อเขาขยับเข้าใกล้ นอกจากกลิ่นหอมอำพันและไม้สนที่เข้มขึ้น รายละเอียดบนใบหน้าก็ค่อยๆ ชัดเจนดั่งภาพวาด ดวงตาของเขาเรียวยาว หางตาเฉียงขึ้นเล็กน้อย เปลือกตาหลุบลงราวกับเก็บงำบางสิ่งเอาไว้ เมื่อแสงตกกระทบเกิดเงาจางๆ ใต้เปลือกตา ยิ่งขับให้ดวงตาคู่นั้นดูเยียบเย็นและห่างเหินเกินจะหยั่งถึง
เฉิงจงฮ่องเต้ที่ประทับอยู่เบื้องหน้านี้แฝงกลิ่นอายแข็งกร้าวกดข่ม ให้ความรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง แตกต่างจากฮ่องเต้กระหายโลหิตที่นับวันยิ่งเสเพลไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ผู้นั้นราวกับเป็นคนละคน
เหยียนจิ้งอีนิ่งงันไปชั่วขณะ
คล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ก่อนที่ตนจะได้รับแต่งตั้งเป็นกุ้ยเฟย เฉิงจงฮ่องเต้หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
“ทำไมหรือ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปเพียงครู่ของนาง
คนผู้นี้มีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมเกินไปแล้ว
หญิงสาวระบายยิ้มอย่างจนใจ “ทำให้ฝ่าบาทต้องเป็นกังวล นับเป็นความผิดของหม่อมฉัน”
จากนั้นจึงส่งมือให้นางกำนัลประคองอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับที่นางกำนัลอีกคนเดินเข้ามายอบกายด้านข้างฮ่องเต้ ช่วยถอดฉลองพระองค์กันลมที่ชื้นหิมะออกอย่างลื่นไหล กระทั่งกัวกงกงที่ตามรับใช้อยู่ด้านข้างยังขยับตัวช้ากว่านางไปครึ่งจังหวะ ทำได้เพียงยืนอยู่ด้านหลัง ถอนหายใจแผ่วเบา
สมกับเป็นตำหนักที่เสียนเฟยดูแล
โดยปกติเรื่องเหล่านี้มักเป็นพระสนมสกุลเหยียนที่ปรนนิบัติฝ่าบาทด้วยตัวเอง ตอนนี้แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่ทุกอย่างยังคงเรียบร้อยไม่ขาดตกบกพร่อง ในขณะที่ตำหนักอื่นพยายามสรรหาร้อยพันมารยามายั่วยวน กลับสู้ความละเอียดรอบคอบนี้ไม่ได้จริงๆ
หลังจากฮ่องเต้ประทับลงบนเก้าอี้ นางกำนัลก็ยกถาดผ้าอุ่นหมาดๆ เข้ามาถวาย ความอุ่นที่พอดีนั้นช่วยขับไล่ไอเย็นได้เป็นอย่างดี
“หมอหลวงว่าอย่างไรบ้าง” หลี่เฉิงเอ่ยถามสตรีตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเนิบช้า ดวงตาเหยี่ยวหรี่แคบลง
ที่ผ่านมาหลานสาวราชครูเหยียนผู้นี้ล้วนกระทำการใดด้วยความรอบคอบ รู้จักวางตัวในจุดที่เหมาะสม และรู้จังหวะถอยเพื่อเลี่ยงความขัดแย้งได้อย่างหมดจด ทว่าครานี้นางกลับป่วยได้ประจวบเหมาะจนยากจะเชื่อว่าไม่มีแผนการซ่อนอยู่
ดูเหมือนวิธีวางหมากของนางจะเปลี่ยนไปจากเดิม
จากสตรีที่เคยประพฤติตัวอยู่ในกรอบระเบียบอย่างเคร่งครัดจนดูจืดชืด เมื่อมีอำนาจในมือกลับเริ่มเผยเขี้ยวเล็บออกมาให้เห็น ที่แท้พอนางได้ครองตำแหน่งที่ใฝ่ฝัน ก็เริ่มรู้จักเล่นลูกไม้เหมือนสตรีอื่นเสียที
อำนาจช่างเปลี่ยนคนได้รวดเร็วนัก
– — ------------------------------------------------------
เต้ใจเย็นนะเต้นะ เดี๋ยวเจอน้องเวอร์ชันใหม่แล้วมีช็อก
[1]กวาน คือเครื่องประดับศีรษะของบุรุษในสมัยจีนโบราณ ใช้รวบและยึดมวยผม มีทั้งแบบเรียบสำหรับใช้ทั่วไป และแบบพิธีการที่แสดงฐานะหรือตำแหน่ง