บทที่ 3.1 การกระจายงานถึงจะเป็นเรื่องดี
บทที่ 3.1 การกระจายงานถึงจะเป็นเรื่องดี
เหยียนจิ้งอีมิได้รู้สึกซาบซึ้งอันใดกับถ้อยคำเป็นห่วง นางป่วยไข้มาสามวันแล้วแต่พระองค์เพิ่งเสด็จมาเยี่ยม เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่ถามอาการไปตามมารยาทเท่านั้น
“เพียงต้องลมเย็นเล็กน้อยกลับทำให้วุ่นวายกันไปเสียได้” คำตอบไหลลื่นไร้การปรุงแต่งราวคร้านจะหาคำโกหกให้ยืดยาวนี้กลับยิ่งทำให้คิ้วกระบี่เลิกขึ้น
แน่นอนว่าเหยียนจิ้งอีก็หาได้สนใจ ตราบใดที่เขายังต้องใช้งานนาง ตำแหน่งเสียนเฟยนี้ก็ยังรักษาไว้ได้
ไม่รู้ชาติก่อนจะทุ่มเททำงานให้เหนื่อยยากไปทำไม เจ้านายสนใจเพียงผลลัพธ์ มิได้รักผู้ลงแรง เมื่อขาดคนหนึ่งไป ก็เพียงหาคนใหม่มาทำแทน
“ไม่เป็นไรมากก็ดีแล้ว”
“ตอนกลางคืนยังเวียนศีรษะอยู่บ้างเพคะ” ครานี้หญิงสาวเปลี่ยนเป็นยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูก ราวกับกำลังเช็ดน้ำมูกที่ไม่มีอยู่จริงนั้น
ส่วนกัวกงกงที่ยืนรอรับใช้อยู่ด้านหลังถึงกับรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า สมแล้วที่เสียนเฟยเพิ่งจะเริ่มเล่นลูกไม้ เป็นแค่นางสนมปีศาจขั้นฝึกหัดที่พลาดตั้งแต่ก้าวแรก
ท่านเอ่ยว่าปวดหัวตอนกลางคืนก็เท่ากับไล่ฮ่องเต้กลับน่ะสิ!
เหยียนจิ้งอีเสแสร้งพอเป็นพิธีเสร็จก็ช้อนตามอง รอคอยให้เขากลับไปเสียที
มาเยี่ยมก็มาเยี่ยมแล้ว เอ่ยถามก็ถามแล้ว เพียงเท่านี้ก็ชัดเจนพอว่าเขาเลือกข้างนาง ในเมื่อบรรลุเป้าหมาย ก็ควรแยกย้ายมิใช่หรือ
หลี่เฉิงขมวดคิ้วมองสตรีที่เอ่ยปากไล่เขาตรงๆ ดวงตาของนางฉาบรื้นไปด้วยหยาดน้ำชุ่มชื้น ลูกตาดำกลมโตแวววาว หางตายกขึ้นเล็กน้อย
เมื่อก่อนสตรีผู้นี้มักปรากฏตัวด้วยอาภรณ์สีเข้มทับซ้อนหลายชั้นจนดูหนักอึ้ง เส้นผมรวบตึงประดับปิ่นหยกตามระเบียบ แผ่นหลังตั้งตรงดุจไม้บรรทัด ใบหน้าที่แต่งแต้มตามธรรมเนียมกลับดูเคร่งขรึม ไร้ชีวิตชีวา ราวกับรูปสลักหินที่เดินได้หาใช่สตรีวัยแรกแย้ม
ยามนี้รอบดวงตาของนางแดงระเรื่อยิ่งนัก ขับให้ผิวขาวละเอียดดูอ่อนละมุนจนมองเห็นเส้นเลือดฝอยข้างใต้ ปลายจมูกเชิดน้อยๆ นั้นแดงระเรื่อเหมือนกระต่าย ช่างชวนให้ผู้คนทั้งสงสารและรักใคร่
นางที่เป็นเช่นนี้เขาย่อมไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ
“จมูกเจ้ายังแดงอยู่ หรือเราควรเรียกหัวหน้าหมอหลวงมาจัดการ” ประกายตาของเขาเข้มขึ้นคล้ายกำลังเกรี้ยวกราด
หึๆ เจ้านายของนางก็มีฝีมือการแสดงไม่เบาเช่นกัน
เหยียนจิ้งอีไม่อยากทรมานสังขารแก่ชราของบรรดาหมอหลวงจึงต้องรีบเอ่ยห้ามอย่างมีคุณธรรม
“พวกเขาเพิ่งมาตรวจอาการหม่อมฉันเมื่อเช้า บอกว่าเพียงพักผ่อนให้มากก็จะหายดีเพคะ”
ฉิงซือที่ยืนอยู่ด้านหลังได้ยินคำตอบของพระสนมก็ถึงกับลอบคลึงขมับ ช่วงบ่ายที่นายหญิงบอกว่าเตรียมตัวรับเสด็จนั้น แท้จริงก็แค่ให้คนดูแลจัดเตรียมข้าวของ ส่วนตัวเองกลับมุดเข้าไปนอนในเตียงอุ่น พึมพำงัวเงียว่า
“สวัสดิการดีๆ อย่างนอนกลางวัน หากไม่ใช้ให้คุ้มสวรรค์จะลงทัณฑ์เอาได้”
นางยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ
หลี่เฉิงมองท่าทางของสนมรักที่เอ่ยไล่เขาได้อย่างลื่นไหล ดูคล้ายนางจะตั้งใจพักผ่อนจริงๆ
“ไม่ได้มาตำหนักของเจ้าหลายวัน ทำให้เราคิดถึงฝีมือชงชาเหมยเสวี่ย[1]ไม่รู้คลาย” เรือนร่างสูงสง่าเอนกายพิงพนักด้วยท่าทางเกียจคร้าน แสดงท่าทางชัดเจนว่าจะปักหลักอยู่ที่นี่
วันนี้เหยียนจิ้งอีจึงได้ประจักษ์แล้วว่าฮ่องเต้หน้าหนาแค่ไหน ไล่เท่าไรก็ไม่ยอมไป!
ดูเหมือนยิ่งนางอยากอู้งานเท่าไร เจ้านายก็จะยิ่งอยากเพิ่มงานให้เท่านั้น
หลังจากก่นด่าเขาในใจไปรอบหนึ่งอย่างดุเดือด น่าเสียดายที่ยามนี้ไม่มีเพื่อนร่วมงานที่สนิทสนมพอจะนินทาเจ้านายร่วมกัน ในที่สุดหญิงสาวก็ต้องยอมทำงานหลังจากเกียจคร้านมาหลายวัน โดยการลุกไปต้มชา?
บิดาเจ้าสิที่อยากทำ
เหยียนจิ้งอีคนใหม่ที่ตัดสินใจจะอู้งานแล้วนั้น ทำเพียงหันไปพยักหน้า ฉิงจูซึ่งขยับถอยออกไปตั้งแต่ฮ่องเต้ทรงมีพระดำรัส ครู่เดียวก็กลับเข้ามาพร้อมถาดอุปกรณ์ชงชา
นางกำนัลขั้นหนึ่งของตำหนักอี้คุนแต่ละคนล้วนถูกฝึกฝนแบ่งหน้าที่มาอย่างดี มีฉิงซือคอยดูแลเรื่องราวน้อยใหญ่ ฉิงเหอรับผิดชอบเครื่องแต่งกายของพระสนม ฉิงจูมีหน้าที่ดูแลอาหารและชา ส่วนฉิงลู่นั้นมือเท้าว่องไว
เพียงไม่นานกลิ่นหอมสดชื่นของดอกเหมยก็อบอวลไปทั่วห้องอุ่น ฝีมือการชงชาของฉิงจูเรียกได้ว่ายอดเยี่ยมไร้ที่ติ
หลี่เฉิงยกถ้วยชากระเบื้องเคลือบขึ้นจิบ ไออุ่นลอยขึ้นแตะปลายจมูก แฝงกลิ่นหอมสดชื่นของดอกเหมย รสแรกนุ่มนวลใสกระจ่าง ทว่าเมื่อผ่านลำคอกลับทิ้งความหวานลุ่มลึก ขับไล่ความเหน็บหนาวที่ติดกายมาจนสิ้น
ชานี้ยังคงเป็นรสเดิมไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่คนชงกลับไม่ใช่คนเก่า
“ชาดี ตกรางวัล”
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” ฉิงจูยอบกายคารวะ แล้วจึงถอยกลับไปด้านหลังอย่างรู้ความ
เหยียนจิ้งอีที่กุมถ้วยชาอยู่นั้นพลันพบข้อดีบางอย่างของการอู้งาน เมื่อก่อนตอนนางตั้งใจปรนนิบัติไม่เคยเห็นเขาประทานรางวัล บัดนี้เพียงปล่อยให้ผู้อื่นจัดการแทน กลับได้นั่งจิบชาสบายๆ เสียอย่างนั้น
ดูเหมือนการกระจายงานออกไปจะเป็นเรื่องดีจริงๆ
เฉิงจงฮ่องเต้เป็นคนเงียบขรึม ทุกครั้งที่เสด็จมายังตำหนักนี้แทบไม่มีเรื่องใดให้สนทนา มาตอนนี้ไล่กลับก็ยังไม่ไป แต่นางก็ไม่อยากเชิญเขาเข้าห้อง เตียงของนางไม่ได้กว้างขวางอันใด นอนคนเดียวย่อมสบายกว่าถูกเขาเบียด ระหว่างที่กำลังคิดว่าจะจัดการอย่างไร คนที่มักเงียบกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“เจ้าคงได้ยินเรื่องของฮองเฮามาบ้างกระมัง”
คำถามชี้ช่องนี้ตอบได้ยากนัก หากบอกว่าใช่ก็หมายความว่าหูตาของนางยืดยาว หากตอบว่าไม่ ก็เห็นได้ชัดว่าโกหก
“ฝ่าบาทหมายถึงเรื่องใดหรือเพคะ” เหยียนจิ้งอีเอียงคอเล็กน้อย มองอีกฝ่ายด้วยแววตาใสซื่อ
ท่านเปิดก่อนสิ ข้าจะจัดให้
หลี่เฉิงแค่นเสียงในลำคอ มองท่าทางไร้เดียงสาของนางแล้วพลันรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ ท่าทางเช่นนี้ไม่เหมือนสตรีที่แสร้งโง่เขลา แต่เหมือนเด็กสาวที่กำลังรอชมเรื่องสนุกอยู่ต่างหาก
เหตุใดเมื่อก่อนเขาถึงเคยคิดว่าสนมสกุลเหยียนคร่ำครึไปได้
“เรื่องของฟ่านจื่อเหิง น้องชายของฮองเฮา บัดนี้ศาลต้าหลี่ตัดสินแล้วว่าเขากระทำความผิดจริง” หลี่เฉิงเอ่ยเนิบช้า สายตาจับจ้องนาง “เจ้าเห็นว่าเราควรลงโทษเขาอย่างไร”
ชาติก่อนเขาไม่เคยถามคำถามนี้
อ้อ ลืมไป ตอนนั้นนางมิได้แกล้งป่วย แต่กลับกำลังตั้งหน้าตั้งตาตระเตรียมงานเลี้ยงเทศกาลโคมไฟตามพระบัญชาของฮองเฮาอยู่ต่างหาก
“กฎหมายต้าเว่ยบัญญัติโดยปฐมกษัตริย์ มีความศักดิ์สิทธิ์เที่ยงธรรม โอรสสวรรค์กระทำผิด โทษเทียบเท่าสามัญชนเพคะ”
“เจ้าเห็นว่าควรประหารเขาเช่นนั้นสินะ”
---- ---- -------------------------------------------------
แกร้งๆ มาค่ะ ระฆังยกแรก เริ่ม!
[1]ชาเหมยเสวี่ย คือชาที่ใช้น้ำหิมะแรกซึ่งตกลงบนดอกเหมยเป็นหลักในการชง มักเก็บในช่วงต้นฤดูหนาวซึ่งหิมะบริสุทธิ์ที่สุด ผสานกับใบชาคุณภาพสูงหรือยอดอ่อนที่ผ่านการคัดพิเศษ รสชาติใสสะอาด มีกลิ่นหอมเย็นบางเบาแฝงกลิ่นดอกเหมยอ่อนๆ นับเป็นชาที่หายากและต้องอาศัยทั้งเวลาและความประณีตในการเตรียม