บทที่ 3.2 การกระจายงานถึงจะเป็นเรื่องดี
บทที่ 3.2 การกระจายงานถึงจะเป็นเรื่องดี
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาเนิบช้าแฝงความกดดัน หลี่เฉิงไม่ได้ละสายตาไปจากใบหน้านาง ขณะยังคงจิบชาด้วยท่าทีรื่นรมย์ ราวกับเรื่องความเป็นความตายที่เอ่ยออกมานั้นเป็นเพียงเรื่องลมฟ้าอากาศ
“ทว่าฮองเฮาทรงเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน ตลอดมาทรงดูแลหกตำหนักอย่างสงบเรียบร้อย ช่วยแบ่งเบาพระราชภาระของฝ่าบาทได้เป็นอย่างดี นับว่ามีความดีความชอบไม่น้อยเพคะ” เหยียนเสียนเฟยพยักหน้าน้อยๆ ราวกับกำลังจะย้ำอย่างแน่นหนักถึงเรื่องนี้
กัวกงกงที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ลอบผ่อนลมหายใจ เมื่อครู่เขายังเกรงว่าวันนี้พระสนมจะเผลอพูดล่วงเกินตำหนักคุนหนิง
“อ้อ เช่นนั้นเสียนเฟยก็เห็นว่าเราควรละเว้นโทษของฟ่านจื่อเหิงสินะ” หลี่เฉิงใช้ปลายนิ้ววนรอบปากถ้วยชา เอนตัวมาพิงที่วางแขนแล้วเท้าคางมอง ท่าทางเอ้อระเหยราวกับกำลังรอชมเรื่องสนุก
เหยียนจิ้งอีแย้มยิ้ม ดวงตาใสกระจ่างดุจสายธารในช่วงสารทฤดู
“ฝ่าบาททรงมีพระปรีชายิ่ง พระชนมายุเพียงสิบแปดพรรษาก็สามารถนำทัพใช้หนึ่งต้านสิบ วางกลอุบายจนมีชัยเหนือพวกต๋าต๋า[1] หม่อมฉันหัวสมองตื้นเขิน ไหนเลยจะคำนวณได้ลึกซึ้งเท่าพระองค์” นางเว้นจังหวะเพียงครู่ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อย
“เรื่องนี้หากฝ่าบาททรงมีพระราชวินิจฉัยเช่นใด ก็ล้วนเป็นเรื่องถูกต้องตามครรลองคลองธรรมเพคะ” เหยียนเสียนเฟยเอ่ยอย่างนอบน้อม ถือโอกาสทำตัวเป็นนกกระทา[2]ที่ว่านอนสอนง่าย
กัวกงกงที่ยืนอยู่ด้านหลังพลันเข้าใจขึ้นมาในบัดนั้น
อย่างไรจึงเรียกว่าหลานสาวราชครู
หลี่เฉิงหรี่ตามองกลุ่มผมดำขลับเงางามตรงหน้า ยามนี้เขามองเห็นเพียงหน้าผากขาวเนียนที่ก้มต่ำ ไม่เหมือนสนมที่เคยยืนตัวตรง เผชิญต่อทุกสายตาอย่างไม่หวั่นไหว
ปีใหม่ ตำแหน่งใหม่ และดูเหมือนเขาจะได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ
ดี...ดียิ่ง
“ฝ่าบาททรงงานมาทั้งวันคงหิวไม่น้อย เป็นหม่อมฉันที่ไม่รอบคอบ” เหยียนจิ้งอีทำท่าราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ ใบหน้าน้อยๆ นั้นกำลังเผยความละอายแก่ใจ เรื่องแกล้งเซ่อนี้ในชาติแรกนางเชี่ยวชาญนัก “ให้ห้องครัวยกอาหารเข้ามา”
กินให้มาก จะได้พูดให้น้อยลง
ตำหนักอี้คุนที่ฮ่องเต้พระราชทานให้นี้กว้างขวาง อีกทั้งยังมีครัวเล็กภายในตำหนัก ซึ่งมิใช่ผู้ใดก็จะมีได้ อาหารที่ยกออกมาจึงยังคงมีไอร้อน แม้อากาศภายนอกจะเหน็บหนาวเพียงใด
สำรับวันนี้มีจานเนื้อทั้งหมดแปดอย่าง นอกจากนี้ยังมีจานผักรสอ่อนคอยตัดเลี่ยน และน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมที่ช่วยคลายความหนาวได้เป็นอย่างดี
ฉิงซือดูแลนางกำนัลให้ยกอ่างล้างมือเข้ามาปรนนิบัติผู้เป็นใหญ่ ในขณะที่ฉิงจูหันไปล้างมือทำความสะอาดแล้วมายืนคอยอยู่ด้านข้าง หลี่เฉิงเหลือบตามองนางกำนัลคนเดิมที่ชงชาให้เมื่อครู่ จากนั้นจึงหยิบตะเกียบเงินขึ้นมา
เหยียนจิ้งอีเห็นท่าทางของจักรพรรดิหนุ่มก็เหลือบตามองผักเหมยฉ่าย[3]ผัดแห้ง ในจังหวะนั้นฉิงจูก็คีบผักเหมยฉ่ายวางลงบนจานใบเล็กหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้
หลี่เฉิงขยับตะเกียบคีบผัดผักขึ้นมาชิม รสเค็มนำเปรี้ยวตามเล็กน้อยของผักเหมยฉ่ายช่วยดึงรสของเนื้อสัตว์ออกมาได้ดี ยามรับประทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ คำแรก ยิ่งทำให้เจริญอาหาร
ในจังหวะเดียวกันนั้นมือเรียวยาวขาวกระจ่างของเสียนเฟยก็คีบเนื้อวัวผัดพริกไทยดำชิ้นโตที่ชุ่มฉ่ำมาวางต่ออย่างลื่นไหล กลิ่นพริกไทยดำผสานขิงและกระเทียมที่ผัดจนหอมฟุ้ง
จักรพรรดิหนุ่มมองเนื้อวัวชิ้นหนาที่นุ่มจนแทบละลายเมื่อแตะลิ้น ความรู้สึกนั้นทำให้เขาเหลือบมองสำรับเบื้องหน้าอีกครั้ง ทุกจานล้วนส่งเสริมกันอย่างลงตัว แม้แต่ผักที่เขาไม่เคยนึกพิสมัยก็ยังน่าลิ้มลอง
เดิมทีอาหารจานโปรดของโอรสสวรรค์ล้วนเป็นความลับที่ต้องปกปิดเพื่อความปลอดภัย ทว่าตลอดมื้ออาหาร จานผักที่เขาไม่ชอบกลับถูกตักมาวางเพียงเล็กน้อยเพื่อตัดเลี่ยนในจังหวะที่พอเหมาะพอดีเสมอ คนช่างสังเกตอย่างหลี่เฉิงย่อมมองออกว่านี่มิใช่เรื่องบังเอิญ เพียงแค่เสียนเฟยเหลือบตามองไปยังจานใด นางกำนัลก็จะขยับตะเกียบไปคีบอาหารในจานนั้นทันที
ชัดเจนแล้วว่ายังคงเป็นนางที่ปรนนิบัติเขาได้อย่างรอบคอบ แต่เหตุใดต้องให้นางกำนัลทำแทน
โดยปกติเรื่องเช่นนี้ส่วนใหญ่ก็เพราะสนมในวังส่งเสริมคนของตนขึ้นมาเพื่อแย่งชิงความโปรดปราน ทว่านางกำนัลผู้นี้กลับมิได้ทอดสายตาให้เขาแม้แต่น้อย ท่าทางเคร่งขรึมที่แสดงออกมายิ่งเหมือนกูกูสูงวัยในวังมากกว่าอยากจะปีนขึ้นเตียงเขา
เช่นนั้นก็คงมีเพียงเหตุผลเดียว คือเหยียนเสียนเฟยเพียงต้องการสวมบทเป็นคนป่วยเท่านั้น เพราะนอกจากเนื้อวัวคำแรกแล้ว
นางก็มิได้คีบอาหารให้เขาอีกเลย!
---- --- ---- ---- ----
อันนี้แค่เริ่ม พี่อย่าเพิ่งท้อ คนรอซ้ำไม่มีทางทิ้ง
[1]ต๋าต๋า คือคำเรียกชนเผ่าทางเหนือในบันทึกจีนโบราณ มักใช้ในความหมายรวมถึงกลุ่มชนเร่ร่อนบนทุ่งหญ้า เช่น มองโกลหรือชนเผ่าใกล้เคียง ใช้เพื่อสื่อถึงศัตรูจากนอกด่านที่มักก่อศึกกับแผ่นดินจีน
[2]นกกระทา คือนกขนาดเล็กที่มีนิสัยระมัดระวังตัวสูง มักอยู่อย่างสงบและหลบหลีกอันตราย จึงมักถูกนำมาเปรียบเปรยถึงผู้ที่ว่าง่าย ไม่แข็งข้อ และรู้จักเอาตัวรอด
[3]ผักเหมยฉ่าย คือผักกาดเขียวที่นำไปหมักเกลือแล้วตากแห้งจนเกิดกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสเค็มกลมกล่อม มักใช้ปรุงร่วมกับเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะหมูสามชั้น เพื่อช่วยตัดเลี่ยนและเพิ่มมิติของรสชาติ เป็นวัตถุดิบพื้นบ้านที่พบได้บ่อยในอาหารจีนตอนใต้ แต่เมื่อปรากฏในสำรับชั้นสูง มักผ่านการคัดเลือกและปรุงอย่างประณีตยิ่งขึ้น