บทที่ 4.1 เมื่อถูกหัวหน้าแย่งคน
บทที่ 4.1 เมื่อถูกหัวหน้าแย่งคน
ชายหนุ่มหรี่ตามองท่าทางเจริญอาหารของหญิงสาวตรงหน้าที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนไข้ มือเล็กขยับตะเกียบว่องไวยิ่ง ท่าทางการกินน่ามอง ยามเคี้ยวจนแก้มป่อง คล้ายกระต่ายตัวน้อยที่เพลิดเพลินกับของอร่อยนั้น กลับทำให้คนอยากอาหารมากยิ่งขึ้น
วันนี้ทั้งฮ่องเต้และเสียนเฟยต่างก็รับข้าวเพิ่มอีกหนึ่งถ้วย
กัวกงกงที่ยืนสอดมือทั้งสองข้างในแขนเสื้อถึงกับไม่รู้ว่าควรเรียกสถานการณ์นี้ว่าอย่างไร พวกท่านกำลังแข่งกันกินอยู่สินะ
“พ่อครัวของเจ้าฝีมือไม่เลว นับว่าวันนี้เราโชคดีจริงๆ” หลังเช็ดมือจนแห้งแล้วก็หันไปทางกัวกงกง “ตกรางวัล”
เหยียนจิ้งอีเลิกคิ้วมองฮ่องเต้ใจป้ำ เอะอะก็ตกรางวัล แต่ปากก็ยังเอ่ยว่า
“เพียงฝ่าบาทพอพระทัย หม่อมฉันก็ดีใจยิ่งเพคะ”
“เจ้าช่างเลือกคนได้ดีนัก” ประโยคนั้นแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นราวก้อนหินที่โยนลงผิวน้ำจนเกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมแผ่ขยายออกโดยไร้เสียง
เขาย่อมได้รับรายงานเรื่องนางให้คนไปรับพ่อครัวที่มิได้โดดเด่นอะไรจากห้องเครื่องหลวงมารับใช้ ทว่าเสียนเฟยไม่เคยแย่งชิงคน แต่ลงมือเพียงครั้งกลับได้ของดี คล้ายมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่าควรเลือกผู้ใด
“ทั้งหมดก็เพื่อปรนนิบัติฝ่าบาทเพคะ” เหยียนจิ้งอีตอบอย่างนอบน้อม รอยยิ้มบางประดับอยู่ที่มุมปากขณะเอื้อมไปรินชาให้อีกฝ่ายอย่างรู้งาน “ขอเพียงทำให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญได้เพียงเล็กน้อย เท่านี้ก็คุ้มค่ายิ่งนักเพคะ”
คำพูดเอาใจเช่นนี้ นางมิได้ขาดแคลน
ชาติแรกนางเคยรับใช้เจ้านายมาหลายประเภท มีทั้งที่มุ่งเน้นแต่ผลงาน หรือประเภทชอบให้คนยกยอปอปั้น ดังนั้นสำหรับนางแล้ว เรื่องเช่นนี้ไม่เคยนับว่ายาก
“หรือเราควรจะพาตัวพ่อครัวคนนี้กลับตำหนักเฉียนชิงไปด้วย จึงจะนับว่าไม่เสียแรงที่เสียนเฟยตั้งใจเลือกเฟ้นคนมีความสามารถ”
เหยียนจิ้งอีเพียงใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก แสร้งไอแห้งๆ สองทีอย่างสมจริงสมจังยิ่ง “ฝีมือการต้มโจ๊กของเขายอดเยี่ยมจริงๆ เพคะ ทำให้หม่อมฉันที่ลิ้นรับรสไม่ทำงานมาหลายวันสามารถกินข้าวได้”
ฮ่องเต้หนุ่มเหลือบมองอาหารทุกจานที่พร่องไปเกินครึ่ง และกึ่งหนึ่งก็เป็นฝีมือของนาง คิดภาพไม่ออกจริงๆ ว่าหากลิ้นเล็กๆ รับรสได้เหมือนเดิมจะเป็นอย่างไร
“เช่นนั้นเราจะสั่งให้เขาตุ๋นน้ำแกงมาให้เจ้าทุกวัน”
นี่ยังคิดจะแย่งคนกับนาง!?
ครานี้เสียนเฟยตัวน้อยเริ่มมีโทสะขึ้นมาจริงๆ แล้ว
“อันที่จริงอาหารจะอร่อยหรือไม่ล้วนอยู่ที่วัตถุดิบสดใหม่และการจัดลำดับก่อนหลังเป็นสำคัญเพคะ”
“อ้อ เสียนเฟยจะบอกว่าที่อาหารอร่อยวันนี้เพราะฝีมือการจัดการของเจ้าสินะ”
หญิงสาวแสร้งก้มหน้าหลุบตา “ฝ่าบาทชมเกินไปแล้วเพคะ”
กัวกงกงที่ยืนอยู่ด้านหลังแทบสำลักน้ำลาย สนมปีศาจฝึกหัดผู้นี้เข้าใจคำว่าประชดประชันจริงๆ หรือไม่ จากที่เขาเคยนับถือว่าเสียนเฟยเป็นสนมเพียงคนเดียวที่เฉลียวรู้ฉลาดความ มาวันนี้กลับเริ่มนึกห่วงความไร้เดียงสาของนางขึ้นมาแล้ว
“หมอหลวงเคยกำชับไว้ว่า หลังกินอิ่มต้องเดินย่อย ฝ่าบาทเองก็ควรถนอมพระวรกาย นี่ก็ดึกมากแล้ว หม่อมฉันน้อมส่งเสด็จเพคะ”
ท่านก็ค่อยๆ เดินย่อยกลับตำหนักบรรทมก็แล้วกัน
ฮ่องเต้ถูกพระสนมไล่ออกมาจากตำหนัก!
กัวกงกงเพิ่งได้สติเมื่อลมหนาวหอบหนึ่งพัดมาปะทะใบหน้า หลังเหยียนเสียนเฟยย่อกายคารวะส่งเสด็จแล้ว ก็แสร้งยกมือขึ้นนวดขมับ สีหน้าคล้ายจะซีดลงเล็กน้อยขณะไอแห้งๆ ออกมาอีกสองสามทีก่อนจะเอ่ยอย่างลำบากใจว่า
“อาการของหม่อมฉันยังไม่หายดี เกรงว่าจะกระทบต่อการปรนนิบัติฝ่าบาท”
แล้วจึงสั่งการให้เต๋อกงกงและฉิงซือ สองบ่าวรับใช้ส่งเสด็จออกจากตำหนัก
กัวกงกงเหลือบตามองผู้เป็นนาย เห็นอีกฝ่ายยังมีสีหน้าเรียบเฉย ทว่าความเย็นชาที่แผ่ออกมานั้น ช่างเหน็บหนาวเสียยิ่งกว่าเกล็ดหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมา
เรื่องนี้จะโทษเสียนเฟยก็ไม่ถูกนัก ในเมื่อฝ่าบาทตั้งใจจะแย่งพ่อครัวของผู้อื่น ถูกคนเขาโกรธก็นับเป็นเรื่องสมควรแล้ว
ตัวเขาที่รับใช้ข้างพระวรกายมาหลายปีย่อมรู้ว่าฮ่องเต้หาได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อเสียนเฟย เพียงแต่แซ่เหยียนของนางกลับมีประโยชน์นัก กระนั้นหากจะกล่าวว่าทุกคราที่เสด็จมาเยือนนั้นเป็นการฝืนพระทัยก็กล่าวได้ไม่เต็มปาก เพราะหากเทียบกับทุกเรือนในวังหลัง ตำหนักอี้คุนนั้นกลับเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องความใส่ใจ
แล้วจะมีบุรุษใดไม่ชอบบ้าง
หากเป็นผู้อื่นกล้าไล่ฮ่องเต้ออกมาเช่นนี้ ไม่ต้องมองอื่นไกล เมื่อปีก่อนมีสนมคนหนึ่งหลงละเลิงว่าตนเองได้รับความโปรดปราน จึงกล้าแง่งอนชักสีหน้าใส่ฝ่าบาท
ผลลัพธ์นั้น ทำให้คนทั้งวังหลวงได้เปิดหูเปิดตา
เพียงคืนเดียว เรือนที่เคยมีชีวิตชีวาพลันกลายเป็นเรือนร้าง แม้แต่เงาของสนมผู้นั้นก็ไม่มีผู้ใดพบเห็น เหลือเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนในค่ำคืนที่ผู้คนยังจำได้ไม่ลืม
ทว่าคิดไม่ถึงว่า สนมสกุลเหยียนผู้เคร่งขรึม ไม่เคยถูกผู้ใดยั่วโทสะมาก่อน ตลอดสามปีที่ผ่านมาไม่เคยมีโทสะต่อหน้าพระพักตร์จะถึงขั้นทะเลาะกับฮ่องเต้เพราะเรื่องกิน
เอ๊ย! เรื่องพ่อครัวคนหนึ่ง
แต่ฮ่องเต้กลับมิได้ลงโทษนาง
“กัวกงกงโปรดรั้งเท้าสักครู่” จู่ๆ ขันทีในตำหนักอี้คุนก็รีบร้อนเดินมาขวางหน้าเขาไว้
ขันทีผู้เป็นใหญ่ถึงกับผ่อนลมหายใจ ในที่สุดเสียนเฟยก็รู้แล้วว่าไม่ควรใช้อุบายแสร้งปล่อยเพื่อจับ ที่ผ่านมาไม่รู้มีสนมกี่คนแล้วที่ใช้อุบายน้อมส่งเสด็จเพื่อแสดงให้เห็นถึงความใจกว้าง
แต่โอรสสวรรค์เป็นผู้ใด ย่อมไม่มีทางแยแสอุบายตื้นๆ แค่นี้
“หิมะตกแล้ว พระสนมเกรงว่าฝ่าบาทจะต้องลมเย็นจนประชวร”
กัวกงกงพยักหน้าพลางแอบเหลือบมองผู้เป็นนาย
“แต่ฝ่าบาททรงเป็นถึงจอมทัพ พระวรกายของโอรสสวรรค์ล้ำค่าหาใช่ร่างกายของปุถุชนธรรมดา อากาศเย็นเพียงเล็กน้อยย่อมไม่ส่งผลต่อพระองค์ กระนั้นด้วยความเป็นกังวลพระสนมจึงให้ข้าน้อยนำร่มมาถวายขอรับ”
ทั้งหมดทั้งมวลที่เอ่ยมานั้นแปลง่ายๆ ว่า ท่านค่อยๆ เดินกลับตำหนักเฉียนชิงไปเถิดนะ
“ขอบคุณ ขอบคุณ พระสนมช่างรอบคอบนัก”
ตอนนี้เขายังจะพูดอันใดได้อีกนอกจากกล่าวขอบคุณแล้วรับร่มมา ทว่าเมื่อหมุนตัวกลับมาจะกางร่มให้ ก็เห็นร่างสูงใหญ่สะบัดแขนเสื้อก้าวนำออกไปไกลแล้ว
หิมะโปรยปราย ร่มในมือจึงกลายเป็นส่วนเกินไปชั่วขณะ
แม้จะรู้ว่าไม่สมควร แต่ครั้งนี้กัวกงกงกลับรู้สึกอารมณ์ดียิ่งนัก
— – — -------- ------
เหลี่ยมทุกดอกแล้วบอกผัวเมีย