LNCrawler

ตอนที่ 9 สัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์

สุดยอดยีนเทพเจ้า — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 9 สัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์

หลังจากกลับมาถึงห้อง หานเซินก็ยัดอสูรตัวหนักเข้าไปในกรง แกะเชือกที่มัดปากและเขี้ยวใหญ่ ๆ ออก จากนั้นก็วางคริสตัลสีดำจ่อปากของมัน ทันใดนั้นเขี้ยวทองแดงที่นอนตัวอ่อนหูลู่หางตกสองตาปิดสนิทก็อ้าปากงับลูกแก้วดำสนิทแล้วกลืนลงท้องอย่างรวดเร็ว

…

…

*คร่อก ฟี้~~*

นาทีต่อมาเสียงกรนก็ดังขึ้น สัตว์อสูรหน้าตาคล้ายหมูป่านอนหลับสนิท แน่นิ่งไปตามเดิม

หานเซินเฝ้าอยู่ข้างกรงเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงของมันอย่างใกล้ชิด 

หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน ขนสีเทาเข้มและเขี้ยวโค้งยาวสีทองแดงก็เริ่มเปลี่ยน เขี้ยวสีทองแดงดูสดใสขึ้น เส้นขนสีเทาแข็งและหนาเริ่มสะท้อนประกายสีทองแดงอ่อน ๆ และในตอนนี้ก็เริ่มมีกลุ่มขนสีทองแดงชัดเจนปรากฏให้เห็นเป็นหย่อมเล็ก ๆ แล้ว

อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่เขี้ยวทองแดงระดับกลายพันธุ์…ไม่ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ จากที่เขาเคยรู้มา ขนของเขี้ยวทองแดงกลายพันธุ์จะต้องเป็นสีทองแดงเข้มสม่ำเสมอทั้งตัว เขี้ยวโค้งขนาดใหญ่ต้องเป็นประกายวาววับเหมือนกับทองแดงแท่งที่ตั้งใจหล่อและขัดอย่างดี 

‘ดูท่าการวิวัฒนาการจากระดับโบราณไปเป็นระดับกลายพันธุ์จะไม่ง่ายเหมือนระดับสามัญไปเป็นโบราณแฮะ! แบบนี้ เวลาแค่วันเดียวคงไม่พอ’  หานเซินคิดในใจ

.

.

หลังจากผ่านไปสองวัน ขนของเขี้ยวทองแดงก็กลายเป็นสีทองแดงชัดเจนทั่วตัว ทว่าสีที่เห็นกลับยังไม่เข้มสักเท่าไหร่ หลายจุดยังมีสีเทาเจืออยู่ อีกทั้งเขี้ยวของมันก็ยังไม่เงาวาวเท่าที่ควร ดูอย่างไรก็ยังไม่น่าจะใช่เขี้ยวทองแดงระดับกลายพันธุ์ และถ้าประเมินจากอัตราเร็วในการเปลี่ยนแปลงที่เป็นอยู่ก็น่าจะต้องใช้เวลาอีกสองสามวันถึงจะได้เขี้ยวทองแดงกลายพันธุ์ที่สมบูรณ์

.

.

เมื่อเห็นว่าเฝ้าต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ หานเซินจึงตัดสินใจทิ้งเขี้ยวทองแดงไว้ปล่อยให้ค่อย ๆ วิวัฒนาการต่อไปเอง ส่วนตัวเขาเปลี่ยนมาเตรียมออกล่าสัตว์อสูรระดับโบราณเอาไปแลกเป็นเงิน

ตอนนี้หานเซินมีจีโนพอยต์โบราณอยู่แค่ไม่กี่พอยต์ และถึงแม้เขาไม่มีความคิดจะใช้จีโนพอยต์โบราณในการวิวัฒนาการ แต่การสะสมจีโนพอยต์ให้ได้มากที่สุดก็มีประโยชน์

ปกติแล้ว หากมนุษย์คนหนึ่งเก็บจีโนพอยต์ระดับสามัญได้จนเต็มพิกัดหนึ่งร้อยพอยต์ ร่างกายก็จะแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปหลายเท่า แต่ถ้าหากมีจีโนพอยต์ระดับโบราณและกลายพันธุ์เต็มจำนวนร่วมด้วยก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล แม้ว่าคนคนนั้นจะยังไม่เกิดวิวัฒนาการก็ตาม

ในตอนนี้หานเซินมีคริสตัลสีดำอยู่ในมือ การจะทำให้จีโนพอยต์ระดับอื่น ๆ ถึงจำนวนสูงสุดคงไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าหากต้องการล่าสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ ร่างกายเขาต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้! 

ยิ่งร่างกายแข็งแกร่งเขายิ่งได้เปรียบคนอื่น ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจว่าจะสะสมจีโนพอยต์อีกสามระดับให้เต็มก่อนจะมุ่งเน้นเก็บจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับต่อไป


 

หานเซินออกจากห้อง ในตอนที่เดินไปถึงถนนสายหลักของฐานพักพิงเกราะเหล็กเขาก็ต้องประหลาดใจ เพราะถนนเส้นสำคัญของเมืองที่ปกติจะมีผู้คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน ณ เวลานี้กลับดูเบาบางจนแปลกตา

‘เกิดอะไรขึ้น?’

หานเซินเดินผ่านจัตุรัสกลางเมือง เขาพบว่าที่นี่มีคนเหลืออยู่น้อยมาก และสองสามคนที่เหลืออยู่กำลังยืนจับกลุ่มถกเถียงเรื่องบางอย่างอย่างเคร่งเครียด 

เด็กหนุ่มเข้าไปยืนฟังใกล้ ๆ ไม่นานเขาก็เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ไม่กี่วันก่อน มีคนพบสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์อยู่แถวเขาอาทิตย์อัสดง ทันทีที่รู้เรื่องนี้ สามผู้ยิ่งใหญ่แห่งฐานพักพิงเกราะเหล็กต่างเรียกรวมพลคนของตัวเองและจัดทัพ ผลัดกันเข้าไปปิดล้อมสัตว์อสูรตัวนั้นไว้ ทว่าสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งมาก มันฝ่าวงล้อมแนวหน้าของกองกำลังทั้งสามจนแตกกระจายและทำให้มีคนตายจำนวนมาก

วันนี้สามผู้ยิ่งใหญ่คือฉินเซวียน โอรสสวรรค์ และพี่หมัดเหล็กจึงทำข้อตกลงว่าจะร่วมมือกันล้มสัตว์อสูรตัวนี้ให้ได้โดยเกณฑ์คนจากฐานพักพิงเกราะเหล็กมาเพิ่ม การผนึกกำลังของกลุ่มสามผู้ยิ่งใหญ่เป็นที่สนใจของทุกคนจึงมีคนลงชื่อเข้าร่วมจำนวนมาก และทำให้กลุ่มนักล่าในครั้งนี้เรียกได้ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ทันทีที่ฟังจบ ดวงตาของหานเซินก็เป็นประกาย เขารีบวิ่งออกจากฐานพักพิง หาที่เงียบ ๆ ที่ไม่มีคนเดินผ่านแล้วเรียกวิญญาณอสูรด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ออกมา ไม่นานนักมนุษย์ในชุดเกราะสีทองอร่ามเต็มตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าก็พุ่งออกจากจุดลับตาคนมุ่งหน้าสู่เขาอาทิตย์อัสดง  

หลังจากกึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างรีบเร่งเป็นเวลากว่าสองชั่วโมง ในที่สุดหานเซินก็มาถึงเนินเขาเล็ก ๆ ที่ค่อนข้างชันลูกหนึ่ง เขาลูกนี้อยู่ไม่ไกลจากเขาอาทิตย์อัสดง จากยอดเขาสามารถมองเห็นลานกว้างตรงเชิงเขาอาทิตย์อัสดงได้อย่างชัดเจน เด็กหนุ่มในชุดเกราะทองปีนขึ้นไปบนยอดเนิน ภาพที่เห็นด้านล่างทำเอาเขาตาเบิกโพลง

.

ณ ลานกว้างตรงเชิงเขา

ผู้คนจำนวนนับพันกำลังร่วมมือกันโจมตีสัตว์อสูรตัวหนึ่งอย่างดุเดือด สัตว์อสูรที่อยู่กลางวงล้อมนั้นมีครึ่งล่างเป็นม้า ครึ่งบนคล้ายมนุษย์แต่มีหัวเป็นวัว มือข้างหนึ่งถือขวานทองขนาดมหึมาที่มีคมสองด้าน มันกำลังโต้กลับผู้รุกรานพร้อมกับอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ามนุษย์กว่าพันคนไม่มีใครสามารถต้านทานพลังจากขวานยักษ์นั้นได้เลย

ทันใดนั้นเอง อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์หน้าเหมือนวัวตัวเหมือนเซนทอร์ก็เหวี่ยงขวานในมือเล็งไปที่หัวของมนุษย์ผู้ชายบนหลังไดโนเสาร์สามเขา แม้จะถือดาบสีแดงทรงพลังแต่ในจังหวะกระชั้นชิดโอรสสวรรค์ก็ไม่กล้ารับการโจมตีของอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ตรง ๆ เขาตีลังกากลับหลังโดยใช้สัตว์ขี่วิญญาณอสูรของตัวเองเป็นที่เหยียบ แรงส่งจากเท้าช่วยให้ร่างกายพุ่งออกไปจากจุดนั้นหลายสิบฟุต

*สวบ*

ขวานสีทองขนาดใหญ่ของอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ฟันลงไปบนสัตว์ขี่วิญญาณอสูรไทรเซราท็อปส์เต็มเปาจนตัวขาดครึ่ง ซากสองท่อนของเจ้าไดโนเสาร์โชคร้ายกระเด็นกระดอนไปคนละทิศ

ภาพที่ได้เห็นทำร้ายจิตใจโอรสสวรรค์หนักหน่วง เขาโกรธจนแทบคลั่ง ไทรเซราท็อปส์ตัวนี้เป็นวิญญาณอสูรที่เขาชอบมากที่สุด มันเป็นวิญญาณอสูรระดับกลายพันธุ์ที่หายาก ราคาของมันสูงพอ ๆ กับยานอวกาศขนาดเล็กที่ใช้เดินทางข้ามดวงดาว แต่สำหรับเขาแล้วมันมีคุณค่ามากกว่านั้นมาก

“นี่น่ะเหรอ พลังของอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์?” อานุภาพทำลายล้างจากคมขวานของอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ทำให้หานเซินตกตะลึง

สัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์วิ่งพล่านไปมาท่ามกลางนักล่านับพัน มันเคลื่อนไหวว่องไว จู่โจมตรงนั้นฟาดฟันตรงนี้ การโจมตีแต่ละครั้งรุนแรงจนไม่มีใครกล้าตั้งรับ แม้แต่ฉินเซวียนกับพี่หมัดเหล็กยังไม่กล้ารับขวานยักษ์ตรง ๆ ลูกธนูที่หัวทำจากโลหะอัลลอย*จำนวนมากถูกระดมยิงเข้าใส่ แต่ก็แทบไม่สร้างรอยขีดข่วนบนร่างกำยำนั่นเลย ทุกครั้งที่อสูรหน้าวัวเหวี่ยงขวานไปรอบ ๆ มนุษย์ทั้งหมดต้องถอยหนี ไม่มีใครเข้าใกล้มันในรัศมีสามเมตรได้ นักล่ามากมายทำได้แค่ช่วยกันปิดล้อมไม่ให้เป้าหมายหลุดออกไปจากลานกว้างแห่งนี้เท่านั้น

(*โลหะอัลลอย คือโลหะผสมที่เกิดจากการรวมกันของ 2 องค์ประกอบขึ้นไปเข้าด้วยกันโดยที่อย่างน้อยหนึ่งในนั้นจะต้องเป็นโลหะ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดเช่นความแข็ง หรือความทนทานที่มากกว่าโลหะบริสุทธิ์)

สัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ทรงพลังเกินจินตนาการของหานเซิน เมื่อลองนึกย้อนกลับไป… ‘ด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์เทียบกับสัตว์อสูรที่กำลังอาละวาดอยู่ตรงหน้าไม่ได้เลยสักนิด…หรือพูดให้ชัดเจนก็คือ มันต่างกันเหมือนฟ้ากับเหว’ 

ในตอนแรกกลุ่มนักล่ายังสามารถปิดล้อมอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่หลังจากเสียสัตว์ขี่วิญญาณอสูรของโอรสสวรรค์ไป แนวป้องกันสำคัญด้านหนึ่งก็อ่อนแอลงมาก กระทั่งในที่สุดแนวป้องกันด้านนั้นก็แตกกระเจิง

สัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์วิ่งฝ่ากองกำลังที่แตกพ่ายออกไปจนถึงตีนเขา ก่อนเข้าป่ามันหันกลับมา เหยียดตัวขึ้นด้วยสองขาหลังแล้วส่งเสียงคำรามทิ้งท้าย 

“มอ~~~~”

เสียงคล้ายวัวร้องดังสนั่น ดังจนคนในลานกว้างต้องเอามือปิดหู หลังร้องเย้ยจนสาแก่ใจ อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ก็หันหลังวิ่งหนี ห้อตะบึงตรงเข้าป่าอย่างรวดเร็ว

“มันกำลังหนี บัดซบเอ๊ย!”

โอรสสวรรค์โกรธจนเลือดขึ้นหน้า เขาผายมือทั้งสองออกไปด้านข้าง ทันใดนั้นวิญญาณอสูรสีเขียวที่หน้าตาคล้ายต่อก็บินออกจากมือซ้าย และสีแดงที่รูปร่างคล้ายแมลงปอบินออกจากมือขวา เพียงพริบตาต่อสีเขียวก็เปลี่ยนร่างเป็นคันธนูใหญ่ ส่วนแมลงปอแดงกลายเป็นลูกธนูสีเพลิงร้อนแรง 

ชายหนุ่มรวบอาวุธเข้าหากัน เสียบลูกธนูกับคันธนูแล้วรั้งสาย เป้าหมายคือจุดตายของสัตว์หน้าวัวที่ส่งเสียงท้าทายพวกเขาเมื่อครู่

“วิญญาณอสูรแมลงปอพิษหกปีกระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์!”

ฉินเซวียนและพี่หมัดเหล็กต่างตกใจเมื่อเห็นวิญญาณอสูรที่ถูกเรียกออกมา

ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยร่วมมือกันล่าอสูรแมลงปอพิษหกปีกระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ ในตอนนั้นโอรสสวรรค์คือคนที่ได้โอกาสโจมตีจบชีวิตของมัน  นึกไม่ถึงว่าเขาจะโชคดีได้วิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์แมลงปอพิษหกปีกไปครอบครอง

ต้องรู้ก่อนว่า ปัจจุบันในฐานพักพิงเกราะเหล็กมีวิญญาณอสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์แค่ไม่เกินสิบดวง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นของตกทอดจากเหล่าผู้บุกเบิกที่ก้าวเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีสเปซที่สองไปหมดแล้ว หลายชิ้นขายต่อ ๆ กันมา บางชิ้นก็ให้เป็นมรดกรุ่นต่อรุ่น

“เฮ้ยโอรสสวรรค์ ใจเย็นก่อนสิ! นั่นมันวิญญาณอสูรแบบใช้ได้ครั้งเดียวนะ…”

หลัวเทียนหยางพยายามร้องห้าม แต่ดูเหมือนจะสายไปเพราะโอรสสวรรค์ที่โกรธสุดขีดปล่อยสายธนูแล้ว  ทันทีที่หลุดจากสาย ลูกธนูสีแดงก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นสายฟ้าแสบตาพุ่งตรงเข้าใส่อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ด้วยความเร็วสูง 

*ฟิ้ว~*

เสียงธนูแหวกอากาศดังบาดหู

สัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่รับรู้ได้ถึงอันตรายหันกลับมาแต่ปฏิกิริยาตอบสนองของมันช้าเกินไป สายฟ้าสีแดงพุ่งเข้าใส่หน้าอกกว้างอย่างจังและระเบิดออกทันที เลือดและอวัยวะภายในของสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์พุ่งกระจาย ร่างใหญ่ล้มลงกับพื้น ชักกระตุกรอความตาย

“ใครกล้าฆ่าสัตว์ขี่ของฉัน มันต้องตาย!”

โอรสสวรรค์ยืนยืดอกถือคันธนู ท่าทางองอาจ ออราความเก่งกาจสุดเท่สะท้อนเข้าตา เสียงตะโกนอันเย็นชาของเขาทำเอาเหล่านักล่าที่อยู่รอบ ๆ รู้สึกขนลุก 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนตะลึง ไม่เว้นแม้แต่ฉินเซวียนและพี่หมัดเหล็ก ทั้งสองมองเหม่อด้วยอารมณ์เหลือเชื่อ 

ทว่าในนาทีแห่งความภาคภูมิใจของใครหนึ่งคนกับความอึ้งของคนทั้งหมด จู่ ๆ ก็มีเงาวาววับของวัตถุบางอย่างพุ่งลงมาจากท้องฟ้าตรงเข้าปะทะร่างที่กำลังหายใจรวยรินของสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์

*ฉึก*

เซนทอร์หน้าวัวหยุดดิ้น สิ้นใจตายฉับพลัน!  

แต่…

ยังไม่ทันที่ใครจะได้หายอึ้ง เงาสีทองร่างหนึ่งก็พุ่งตามมาติด ๆ บุคคลปริศนาในชุดเกราะสีทองกระโจนคว้าขวานใหญ่ที่ตกอยู่ข้างร่างไร้วิญญาณของสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์แล้วแบกขึ้นบ่า ตีลังกากลับหลัง หักเลี้ยวหนึ่งที ก่อนวิ่งหนีขึ้นเขาเข้าป่าไปอย่างไม่คิดชีวิต

“พี่เหรียญทอง!”

ซูเสี่ยวเฉียวเผลออุทานออกมาเมื่อเห็นรูปลักษณ์อันคุ้นเคย

.

.

.