ตอนที่ 10 นักฆ่ากระหายเลือด
ตอนที่ 10 นักฆ่ากระหายเลือด
ไม่ถึงหนึ่งนาทีก่อนหน้านั้น
หานเซินที่ซุ่มดูอยู่หลังหินก้อนใหญ่บนเนินเขาตื่นตระหนกเมื่อเห็นสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์น่ากลัววิ่งตรงเข้ามาใกล้ แต่ในขณะกำลังลังเลว่าจะหนีหรือไม่อยู่ จู่ ๆ สายฟ้าสีแดงก็พุ่งเข้าใส่อสูรตัวนั้นจนอกระเบิด อสูรสี่ขาล้มลงไปนอนชักกระแด่วอยู่บนพื้น รอคอยความตายที่กำลังจะมาถึงอย่างน่าอนาถ
ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในหัวหานเซินทันที
เด็กหนุ่มเรียกง้าววิญญาณอสูรเขี้ยวทองแดงออกมา ก่อนจะปาลงไปด้านล่าง ง้าวยาวพุ่งเข้าปักกลางอกเหนือท้องที่เป็นรูโหว่ตรงกับขั้วหัวใจของสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์อย่างจังจนตายสนิท
-- สังหารนักฆ่ากระหายเลือดระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์, ได้รับวิญญาณอสูร: นักฆ่ากระหายเลือด, หากกินเนื้อนักฆ่ากระหายเลือดระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
เสียงที่ดังขึ้นในหัวทำเอาหัวใจของหานเซินเต้นตูมตาม …เขาได้รับวิญญาณอสูร! การโจมตีเมื่อครู่ทำให้เขาได้วิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์อีกดวง!... เด็กหนุ่มแทบไม่อยากเชื่อ
อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่เวลาดีใจไชโยโห่ร้อง เพราะเขาต้องรีบลงมือแล้ว! จริงอยู่ว่าซากของนักฆ่ากระหายเลือดมีขนาดใหญ่เกินกว่าเขาจะแบกมันกลับไปได้ แต่ขวานสีทองที่ตกอยู่ใกล้ ๆ นั้นเป็นอีกเรื่อง เด็กหนุ่มอาศัยจังหวะที่ทุกคนยังอึ้งไม่หาย วิ่งลงไปเก็บขวานสีทองแล้วรีบเผ่นหนี
ต้องรู้ก่อนว่า สัตว์อสูรบางชนิดจะมีสมบัติประจำตัวที่พวกมันสร้างขึ้นมาด้วยวิธีพิเศษบางอย่าง โดยมนุษย์จะเรียกสมบัติเหล่านั้นว่า ‘เกียร์’
เกียร์ที่ว่านี้ แม้จะไม่ได้ยืดหยุ่น ไม่เข้าสโลแกน ‘สะดวกใช้, ง่ายต่อการพกพา’ เหมือนวิญญาณอสูรที่จะเรียกออกมาหรือเก็บกลับไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่มนุษย์ก็ยังสามารถเอาเกียร์มาใช้ประโยชน์ได้ไม่ต่างจากวิญญาณอสูร
ยิ่งเป็นเกียร์ของสัตว์อสูรระดับสูง มูลค่าของมันไม่ได้ด้อยกว่าวิญญาณอสูรหายากเลย
ดูอย่างนักฆ่ากระหายเลือด ในตอนที่มีขวานทองเล่มนี้อยู่มันคือสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน ขวานทองเล่มนี้สามารถผ่าชุดเกราะโลหะหรือสัตว์ขี่วิญญาณอสูรตัวโต ๆ ให้ขาดสะบั้นได้ในเสี้ยววิฯ …แค่นี้ก็ชัดแล้วว่ามันคือเกียร์ที่สุดยอดแค่ไหน!
ดังนั้น ตั้งแต่เห็นเซนทอร์วัวล้มลงกับพื้น เป้าหมายเดียวของหานเซินจึงมีแค่ขวานสีทอง ด้วยระยะทางกับเวลาเท่าที่มีเขาหวังแค่ฉกเกียร์ของสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์กลับไปเท่านั้น ส่วนผลประโยชน์อื่น ๆ ถึงหวังได้ก็คงได้แต่หวัง ยิ่งเรื่องได้วิญญาณอสูรเขาไม่เคยคิดด้วยซ้ำ
‘ดวงล้วน ๆ เมื่อกี้ ที่ต้องขว้างง้าวไปซ้ำเพราะแค่อยากมั่นใจว่าไอ้ตัวใหญ่นั่นจะไม่เอาเท้าดีดกระเด็นตอนขโมยขวานของมันเท่านั้นเอง’
.
.
กว่านักล่าทั้งหลายในลานเชิงเขาจะได้สติกลับมา คนปริศนาในชุดเกราะทองก็แบกขวานล้ำค่าเผ่นแน่บขึ้นเขาหายเข้าป่าไปเรียบร้อยแล้ว
“ไอ้เวรรรรรรรรรรรร!...”
โอรสสวรรค์ตะโกนลั่นป่าด้วยความคับแค้น ทันทีที่รู้ตัว เขาก็เรียกสัตว์ขี่วิญญาณอสูรรูปร่างคล้ายม้าสีดำออกมาแล้วควบตามหัวขโมยไปอย่างไม่คิดชีวิต
กลุ่มผู้ติดตามของโอรสสวรรค์ก็ควบสัตว์ขี่ของตัวเองตามไปติด ๆ เช่นกัน ต่างคนต่างตะโกนด่าทอโจรชุบมือเปิบในชุดเกราะทองดังลั่นไปทั่วทั้งภูเขา
ขวานสีทองหนักกว่าที่หานเซินคิดไว้มาก ตอนนี้เขามีจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์แปดพอยต์ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมากก็จริง แต่การแบกขวานที่มีน้ำหนักขนาดนี้วิ่งหนีไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
‘บ้าเอ๊ย เห็นไอ้ยักษ์นั่นมันใช้คล่องก็นึกว่าจะเบาซะอีก แล้วจะหนียังไงให้พ้นวะเนี่ย!’
หานเซินหันกลับไปมอง ตอนนี้กลุ่มของโอรสสวรรค์ไล่ตามมาใกล้จนอยู่ห่างไม่ถึงห้าร้อยเมตรแล้ว
น้ำหนักมหาศาลของขวานทองทำให้ขาของหานเซินอ่อนล้า แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากทิ้งสมบัติสูงค่าระดับนี้ไป และแล้วเขาก็นึกถึงวิญญาณอสูรที่เพิ่งได้มาเมื่อครู่ขึ้นได้ เด็กหนุ่มรีบเช็กข้อมูลของมันทันที
-- ประเภทของวิญญาณอสูร ‘นักฆ่ากระหายเลือด’: แปลงร่าง --
หานเซินที่เข้าตาจนเรียกวิญญาณอสูรนักฆ่ากระหายเลือดออกมาโดยไม่ต้องคิด วิญญาณอสูรดวงใหม่ปรากฏเป็นร่างโปร่งแสงก่อนจะผสานเข้ากับร่างกายของเด็กหนุ่ม ชั่วพริบตารูปลักษณ์ของเขาก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเซนทอร์ร่างยักษ์ที่มีใบหน้าเหมือนวัวตัวท่อนล่างเหมือนม้า แม้แต่ชุดเกราะด้วงทมิฬสีทองก็เปลี่ยนรูปตามไปด้วย มันยังคงห่อหุ้มกายหานเซินไว้อย่างแน่นหนา ตอนนี้เขาจึงมีรูปร่างหน้าตาเหมือนนักฆ่ากระหายเลือดใส่เกราะทองไม่ผิดเพี้ยน
หานเซินรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ขวานที่เคยหนักจนทำให้เขาแทบก้าวขาไม่ไหวกลับเบาราวกับเป็นส่วนหนึ่งในร่างกาย ด้วยขาแข็งแรงทั้งสี่ช่วยให้เซนทอร์หานเซินเคลื่อนที่ได้เร็วจนน่าตกใจ
เด็กหนุ่มในร่างวัวเซนทอร์ควบสี่ขาใส่เกียร์ม้าวิ่งขึ้นเขาเต็มกำลัง เพียงชั่วอึดใจก็ทิ้งระยะห่างจากแก๊งโอรสสวรรค์ไปไม่เห็นฝุ่น
ในที่สุดเซนทอร์เกราะทองก็หายเข้าไปในป่ารกทึบ ไม่เห็นแม้แต่เงา
.
.
นักล่ามากมายตกอยู่ในอาการอึ้งเป็นรอบที่ร้อย และรอบนี้อึ้งจนพูดไม่ออก ลานเชิงเขาถูกความเงียบเข้าครอบงำ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วเหมือนฝันไป ตอนนี้ฝูงชนได้แต่ยืนงงในดงฝุ่นมองดูกลุ่มของโอรสสวรรค์วิ่งหายขึ้นไปบนภูเขาไล่ตามเงาสีทอง ๆ ที่แบกขวานไว้บนบ่า
“คนชุดเกราะทองนั่นเป็นใคร กล้าขโมยของต่อหน้าราชสีห์ขนาดนี้ แถมยังทำสำเร็จด้วย ขวานทองนั่นไม่เท่าไหร่ แต่วิญญาณอสูรนี่สิ แค่นี้หมอนั่นก็รวยไปทั้งชาติแล้ว”
“รวยทั้งชาติ?...ถ้ามันเอาไปขายละก็คงใช่ แต่ฉันว่าของดีขนาดนั้น ไม่มีใครยอมขายง่าย ๆ หรอก”
“ฮ่าฮ่าฮ่า งานนี้โอรสสวรรค์ยอมลงทุนใช้วิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ได้แค่ครั้งเดียวเผด็จศึกเลยซะด้วย โดนแบบนี้ เหมือนบ้านถูกยกเค้าจนหมดตัว ดูทรงคงมีกระอักเลือดกันบ้างแหละ”
“ฉันว่าเขาอาจโกรธจนเสียสติเลยก็ได้”
“คิดไปก็เจ็บใจเหมือนกันว่ะ คนอื่นไล่ต้อนกันจนหมดสภาพ แต่ไอ้บ้านั่นจู่ ๆ โผล่มาลาสช็อตเฉย ได้ฆ่าอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์แถมยังได้วิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ไปอีก!”
“น่า ถึงจะไม่เจอไอ้เกราะทองนั่นลาสช็อต แต่หน้าอย่างพวกเราก็ใช่จะมีโอกาสได้วิญญาณอสูรกับเขา… มีซากเหลือก็ดีแล้ว ฉันว่าเราน่าจะได้ส่วนแบ่งเนื้ออยู่นะ”
“ว่าแต่หมอนั่นเป็นใครวะ? ในฐานพักพิงเกราะเหล็กมีคนแบบนี้ด้วยเหรอ?”
“เมื่อกี้ฉันได้ยินใครสักคนเรียกว่า ‘พี่เหรียญทอง’ ด้วย ดูท่าทางจะรู้จักกันนะ”
.
.
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงให้หลัง โอรสสวรรค์ก็พาคนกลับออกมาหน้าตาบูดบึ้ง ไม่ว่าใครก็เดาออก พื้นที่ภูเขากว้างใหญ่ขนาดนั้น ไหนจะป่ารกทึบกับหนทางทั้งชันและลื่น จะตามหาคนไม่เห็นหน้าที่หายลึกเข้าไปเป็นเรื่องยากพอ ๆ กับงมเข็มในมหาสมุทร
ทันทีที่กลับถึงลานเชิงเขา โอรสสวรรค์ก็เข้าไปกระชากคอเสื้อซูเสี่ยวเฉียวเพื่อถามเรื่องหัวขโมยเกราะทองที่อีกฝ่ายหลุดปากเรียกชื่อ เขาอยากรู้ว่าไอ้ ‘พี่เหรียญทอง’ ของเด็กนี่ มัน-เป็น-ใคร!
ซูเสี่ยวเฉียวไม่มีทางเลือกจึงต้องเล่าเหตุการณ์ตอนที่ตัวเองเจอพี่เหรียญทองออกไปทั้งหมด
ทว่าแม้ซูเสี่ยวเฉียวจะพยายามเล่าละเอียดแทบทุกก้าวที่เดิน แต่โอรสสวรรค์กลับรู้สึกว่านอกจากรู้ว่าไอ้บ้านั่นเรียกตัวเองว่า ‘เหรียญทอง’ แล้ว ก็ไม่ได้อะไรที่เป็นประโยชน์เลย
ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งโมโห โอรสสวรรค์ไม่ปักใจเชื่อคำพูดของเด็กหนุ่ม เขาอยากจับตัวซูเสี่ยวเฉียวไปเค้นข้อมูลให้มากกว่านี้แต่ก็ทำไม่ได้เพราะอีกฝ่ายเป็นคนของฉินเซวียน ถ้าใช้วิธีรุนแรง ตัวเขาเองจะเดือดร้อน
หนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่ที่แค้นสุดใจทำได้เพียงข่มอารมณ์ แล้วสั่งให้ผู้ติดตามช่วยกันขนย้ายซากนักฆ่ากระหายเลือดกลับฐานพักพิง
.
.
หลังจากนั้นไม่นานก็มีประกาศติดไปทั่วฐานพักพิง ใจความว่า
[ใครพบเห็น หรือพบเบาะแสเกี่ยวกับบุคคลที่ใช้นามแฝงว่า ‘เหรียญทอง’ (ผู้ชายไม่ทราบอายุใส่ชุดเกราะเต็มตัวสีทอง) ให้มาแจ้งกลุ่มโอรสสวรรค์ มีเงินรางวัลตอบแทนจำนวนมาก]
ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ ‘พี่เหรียญทอง’ และไม่ถึงครึ่งวันให้หลัง ประเด็นที่ผู้คนทั่วทั้งฐานพักพิงเกราะเหล็กหยิบยกมาพูดถึงในวงสนทนาก็หนีไม่พ้น สัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์, วิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์, โอรสสวรรค์ และ ใครกันคือพี่เหรียญทอง
.
.
.