LNCrawler

ตอนที่ 23 มังกรหยกดำ

สุดยอดยีนเทพเจ้า — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 23 มังกรหยกดำ

งูยักษ์เกล็ดสีดำในแม่น้ำส่งเสียงคำรามโหยหวน แล้วพุ่งเข้าใส่โอรสสวรรค์ที่มีคราบไข่ดิบเปื้อนไปทั้งตัว ดูเหมือนมันจะคลุ้มคลั่งอย่างสมบูรณ์แล้ว! อสูรงูไม่สนใจหานเซินที่อยู่ใกล้ ๆ เลยสักนิด ตาแดงก่ำจับจ้องอยู่ที่มนุษย์เกราะเงินชุบไข่ราวกับนี่คือเป้าหมายเดียวในชีวิตที่มันต้องฆ่าให้ได้

หานเซินไม่รอช้า ใช้โอกาสนี้หันหลังแล้วโกยอ้าวไปพร้อมกับไข่งูอีกฟองทันที เด็กหนุ่มในชุดเกราะทองกระโดดขึ้นเรือยางแล้วพยายามพายไปให้ถึงอีกฝั่งของแม่น้ำสุดแรงเกิด ไม่คิดจะหันกลับมามองเลยว่าเกิดอะไรขึ้นข้างหลัง

ในอ้อมแขนของเขายังมีไข่งูอีกฟอง ถ้าสองงูยักษ์นั่นรู้ตัวแล้วหันกลับมาไล่ล่าเขาแทน เขาคงไม่รอดแน่!

“ไอ้เวรเหรียญทอง แกนะแก…!” 

หานเซินได้ยินเสียงโอรสสวรรค์ตะโกนด่าด้วยความเดือดดาลดังมาจากข้างหลัง แต่ได้ยินแค่ประโยคเดียวเท่านั้นก็มีเสียงอื่น ๆ แทรกเข้ามาก่อน มีทั้งเสียงคนร้องและสัตว์คำรามก้องถ้ำชวนขนลุก ทำเอาเขาไม่กล้าผ่อนแรงพายแม้แต่เสี้ยววินาที

ในที่สุดหานเซินก็พายเรือถึงฝั่ง เขากระโดดขึ้นจากน้ำแล้วรีบปีนขึ้นไปยังทางออกทันที แม้จะออกมาข้างนอกได้แล้วเขาก็ยังไม่หยุด ใส่เกียร์หมาวิ่งหน้าตั้งไปในเส้นทางที่จำได้ว่าเป็นทางมุ่งหน้ากลับไปยังฐานพักพิงเกราะเหล็กต่อโดยไม่เหลียวหลัง

แต่หลังจากวิ่งหนีมาสักพัก เด็กหนุ่มก็นึกบางอย่างได้ ถ้าโอรสสวรรค์และพรรคพวกหนีออกมาจากถ้ำใต้ดินได้ คนกลุ่มนั้นจะต้องตามเขาทันแน่ พวกนั้นมีสัตว์ขี่ ส่วนเขามีแค่สองขา ไม่ว่าจะวิ่งเร็วแค่ไหนก็คงไม่มีทางเร็วไปกว่าสัตว์ขี่วิญญาณอสูรของกลุ่มนั้น ยังไงก็ต้องถูกตามทันระหว่างทางแน่ ๆ

หานเซินกัดฟัน แล้วตัดสินใจหักเลี้ยวเข้าไปในป่าใกล้ ๆ ถึงจะต้องเสี่ยงอันตรายเดินทางอ้อมไปในเส้นทางที่ไกลกว่ามาก แต่ก็ดีกว่าถูกโอรสสวรรค์และพรรคพวกไล่ตามมากระทืบทัน

โอรสสวรรค์และพวกพ้องของเขาอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็กมานานหลายปี แต่ละคนมีฝีมือยอดเยี่ยม แถมยังมีวิญญาณอสูรมากมาย ถึงจะสู้กับงูยักษ์เกล็ดดำสองตัวไม่ไหว แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะตายในถ้ำงูกันหมด อย่างไรก็ต้องมีสักคนหรือหลายคนรอดมาได้ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงว่าหนึ่งในนั้นจะมีผู้นำกลุ่มอย่างโอรสสวรรค์  ดังนั้นอริตัวร้ายอย่างหานเซิน ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ หรือ ‘เหรียญทอง’ ก็ต้องระวังตัวให้มาก

และเพื่อไม่ให้พบเจอกับเหตุการณ์ที่ควบคุมยาก หานเซินจึงหยุดพักนอนตอนกลางคืนที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง ตรงจุดนี้มีซอกหินเล็ก ๆ สามารถกันลมและบังสายตาจากสัตว์อสูรได้ เขารวบรวมกิ่งไม้แห้งมาก่อกองไฟ พอกไข่งูด้วยโคลน จากนั้นนำไข่ไปย่าง

ขณะเขี่ยไข่ให้สุกทั่วทั้งฟอง เด็กหนุ่มก็พึมพำเบา ๆ “เจ้าชีวิตบริสุทธิ์เอ๋ย โลกใบนี้โสมมนัก อย่าได้ตื่นขึ้นมาพบเจอความน่ารังเกียจทั้งหลายเลย จงหลับต่อให้สบายเถิด ขอให้ฉันรับบาปทั้งหมดนี้แทนเถิด ขอให้จิตใจอันบริสุทธิ์นำทางเจ้าไปอยู่โลกที่ดีกว่านี้” 

หลังนั่งย่างไข่ไปได้สักพัก เสียงปริศนาก็ดังขึ้นในหัวหานเซิน 


 

-- สังหารตัวอ่อนมังกรหยกดำระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์, ไม่ได้รับวิญญาณอสูร, หากกินเนื้อตัวอ่อนมังกรหยกดำระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --


 

“มังกรหยกดำ?! ไม่ใช่งูหรอกเหรอ เฮ้อ~ แต่ก็ไม่ได้วิญญาณอสูรมาอีกแล้วสินะ” หานเซินบ่นพึมพำด้วยความเสียดายนิด ๆ

ไม่นานไข่ของมังกรหยกดำก็สุก หานเซินใช้ไม้เขี่ยไข่ออกมาจากกองไฟ รอให้หายร้อนก็ทุบเอาโคลนที่ดำไหม้ทิ้งแล้วค่อย ๆ ทุบเปลือกหนา ๆ ให้ร้าว เมื่อแกะเปลือกออกก็พบกับเนื้อไข่สีขาว ๆ นุ่ม ๆ ข้างใน ส่งกลิ่นหอมน่ากิน

เด็กหนุ่มกัดเข้าไปคำหนึ่ง ความอร่อยแผ่ซ่านเต็มปาก รสชาติดีกว่าไข่ไก่หลายเท่า


 

-- กินตัวอ่อนมังกรหยกดำระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณได้รับ 1 จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ -- 


 

หานเซินกินไข่หมดฟองจนท้องป่อง อิ่มตื้อจนขยับตัวแทบไม่ได้ จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกห้าพอยต์ รวมกับที่มีอยู่ก่อนหน้านี้แปดพอยต์ ตอนนี้เขามีทั้งหมดสิบสามพอยต์แล้ว


 

หานเซินกลับมาถึงฐานพักพิงเกราะเหล็กในช่วงสายของอีกหลายวันต่อมา เขาพบว่ากลุ่มของโอรสสวรรค์กลับมาถึงก่อนหน้านี้ได้สองวันแล้ว

ว่ากันว่าสภาพแต่ละคนที่กลับมาได้ไม่สู้ดีนัก เกือบทั้งหมดบาดเจ็บหนัก บางคนถึงกับอาการสาหัส ทั้งหมดในกลุ่มเหลือรอดกลับมาเพียงแปดคนเท่านั้นจากจำนวนสิบกว่าคน การออกล่าอสูรครั้งนี้ถือว่าโอรสสวรรค์ขาดทุน ทั้งสูญเสียสมุนมือดีไปหลายคน ทั้งเสียไข่มังกรหยกดำที่หมายตาไว้ไปด้วย

ช่วงแรกกลุ่มนี้ทั้งกลุ่มปิดปากเงียบ ไม่ยอมแพร่งพรายให้ใครรู้ว่าไปทำอะไรมา ถึงแม้ฉินเซวียนและพี่หมัดเหล็กจะพยายามสืบหาจากหลายทาง ก็ไม่ได้ข้อมูลใด ๆ เลย

แต่ในภายหลัง มีนักล่ารับจ้างบางคนที่ถูกกระแสน้ำพัดไปโผล่ยังส่วนปลายของลำน้ำใต้ดินแล้วหนีรอดกลับฐานพักพิงได้ ฉินเซวียนและพี่หมัดเหล็กจึงได้รู้ว่าโอรสสวรรค์พาพวกเขาไปทำอะไรมา

อย่างไรก็ตาม เหล่านักล่ารับจ้างที่รอดชีวิตไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากพวกเขาถูกงูยักษ์โจมตี ฉินเซวียนและพี่หมัดเหล็กจึงเดาเอาว่าโอรสสวรรค์และพวกเองก็คงถูกมังกรหยกดำทำร้ายจึงมีสภาพอย่างที่เห็น 

ซึ่งนั่นเป็นความจริงแค่ครึ่งเดียวแถมยังเป็นด้านดีครึ่งเดียวเสียด้วย จริง ๆ แล้วสาเหตุที่พวกเขาตกอยู่ในสภาพแบบนั้น มาจาก ‘ไข่’ ที่พี่เหรียญทองโยนใส่โอรสสวรรค์

หากไม่ใช่เพราะถูกพ่อแม่มังกรแค้นที่ทำไข่ของมันแตก พวกเขาก็คงไม่ต้องเสี่ยงตายต่อสู้กับพวกมันถึงสองตัว

โอรสสวรรค์ไม่อยากให้ใครรู้ถึงเรื่องน่าอับอายนี้ จึงไม่ยอมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ใครฟังเลย แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มต้นไล่ล่าตัว ‘ไอ้เหรียญทอง’ อีกครั้งอย่างลับ ๆ

‘เฮ้อ! น่าเสียดาย ไอ้สารเลวโอรสสวรรค์กับหลัวเทียนหยางดันรอดมาได้!’ เมื่อหานเซินรู้เรื่องที่เกิดขึ้น แม้จะนึกขัดใจอยู่บ้างแต่ก็รู้สึกโล่งใจไปอย่างหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ เขากลัวว่าการมีแค่ตัวเขาคนเดียวที่รอดกลับมาได้อาจทำให้โอรสสวรรค์นึกสงสัย แต่เมื่อมีคนอื่นรอดชีวิตกลับมาเหมือนกันแบบนี้ เขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นอีกแล้ว ก่อนมาเขาจับสัตว์อสูรโบราณอย่างเขี้ยวทองแดงกลับมาที่ฐานพักพิงเกราะเหล็กด้วย ซึ่งหากโอรสสวรรค์มาถามหาความจริงก็สามารถอ้างได้ว่าตัวเขาถูกพัดไปปลายน้ำแล้วหนีรอดมาได้อย่างโชคดี และที่กลับมาช้าก็เพราะไปล่าเขี้ยวทองแดงมา

แต่ดูเหมือนหานเซินจะคิดมากเกินไป เพราะโอรสสวรรค์ไม่มีเวลามาหาเรื่องเขาเลย หนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่ไม่สนใจกลุ่มคนที่รอดตายเลยสักนิด และไม่ได้เชื่อมโยงหานเซินเข้ากับ ‘เหรียญทอง’ แต่อย่างใด

.

.

เวลาผ่านไปเกือบครึ่งเดือน หานเซินเทเลพอร์ตออกจากก็อดแซงก์ทัวรีและตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่กับหานเหยียน แต่ใครจะคิดว่าเขายังไม่ทันออกจากประตูสถานี ก็เห็นฉินเซวียนในชุดเครื่องแบบทหารยืนรออยู่ที่ทางออก ดวงตาของเธอจ้องเขาอย่างเย็นชา

“นายนี่หลบเก่งจริง ๆ นะ หลบอยู่ในนั้นได้ตั้งครึ่งเดือน คิดว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วฉันจะยอมปล่อยนายไปง่าย ๆ เหรอ? ทำเรื่องเลว ๆ ไว้ก็ต้องรับโทษ นายหนีไม่พ้นหรอก!”

“เฮ้อ~ คุณอยากให้ผมทำยังไงก็ช่วยบอกมาได้เลยครับ” หานเซินถอนหายใจก่อนตอบกลับด้วยสีหน้าปลงตก เพราะรู้ดีว่าตราบใดที่ฉินเซวียนยังเป็นหัวหน้าสถานีเทเลพอร์ตนี้ เขาก็คงไม่อาจหลบหนีเธอไปได้ตลอด

“ง่ายมาก เอาชุดนี้ไปใส่ แล้วตามฉันมา” หัวหน้าสถานีหญิงโยนชุดฝึกต่อสู้ให้คนที่เธอตั้งใจจะลงโทษ

‘เธอคงไม่ถึงกับฆ่าเรา…ใช่ไหมนี่’ หานเซินยอมรับชุดฝึกต่อสู้มาถือไว้แล้วเดินตามฉินเซวียนกลับเข้าสถานีเทเลพอร์ตไป

ทว่าครั้งนี้พวกเขาไม่ได้เข้าไปในก็อดแซงก์ทัวรี แต่ไปยังโรงฝึกการต่อสู้ขนาดใหญ่ที่อยู่ในสำนักงานของสถานีแทน

หลังหานเซินเปลี่ยนชุดเสร็จและเดินออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าภายในโรงฝึก เขาก็เห็นฉินเซวียนในชุดฝึกต่อสู้สีแดงที่มีลายเส้นสีดำคาดทับยืนรออยู่ก่อนแล้ว

ต้องรู้ก่อนว่า ชุดฝึกต่อสู้นี้ไม่ใช่เสื้อผ้าธรรมดาแต่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ป้องกันและมอนิเตอร์ไปในตัว มันมีเซนเซอร์อัจฉริยะเล็ก ๆ จำนวนมากที่สามารถตรวจจับและบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ของผู้สวมใส่ในระหว่างการต่อสู้ได้ ข้อมูลทั้งทางกายภาพและดัชนีชี้วัดหลากหลาย อาทิ อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ความดันโลหิต ระดับออกซิเจนในเลือด ความเร็วในการออกหมัด ความเร็วในการเคลื่อนที่หลบ รวมถึงแรงกระแทกที่ได้รับเมื่อถูกโจมตี เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกเพื่อให้ผู้ใช้สามารถประเมินสภาพร่างกายและวางแผนการฝึกฝนครั้งต่อไปได้อย่างปลอดภัย แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ

“กติกามีข้อเดียว ถ้านายเอาชนะฉันได้ ฉันจะไม่หาเรื่องนายอีกเลย เข้ามา!” ฉินเซวียนยกมือเป็นสัญญาณให้หานเซินเริ่มโจมตี

“คุณแค่อยากซ้อมผมให้น่วมก็บอกมาตรง ๆ สิ คุณมีจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์เกือบเต็มแล้ว วิชาโคเจเนติกก็มีเยอะแยะ แถมเป็นถึงหัวหน้าสถานียังไงก็ต้องได้ฝึกกับกองทัพมานาน ส่วนผมเป็นแค่เด็กจบใหม่ จะเอาอะไรไปสู้คุณได้?” 

หานเซินรู้ดี ในแง่ความพร้อมในการต่อสู้เขาที่เป็นแค่หานเซินธรรมดาเสียเปรียบอีกฝ่ายทุกทาง และถึงจะมีเกราะกับอาวุธวิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์อยู่ แต่เขาไม่อยากเปิดเผยตัวตนว่าตนคือเหรียญทอง ที่สำคัญเขาไม่มั่นใจในฝีมือของตัวเองเลยสักนิดว่าจะเอาชนะทหารหญิงอย่างฉินเซวียนได้

“ฉันจะไม่ใช้วิญญาณอสูร ไม่ใช้อาวุธอะไรที่ได้เปรียบ ถ้านายสามารถรับมือการโจมตีของฉันได้ห้าสิบกระบวนท่าโดยไม่ล้ม เรื่องระหว่างเราจะถือว่าจบสิ้นกันไป” ฉินเซวียนพูดอย่างเย็นชา เธอยังใจดียอมอ่อนข้อให้คู่ต่อสู้ที่ด้อยกว่า 

“ตกลง! สัญญาแล้วนะ!” หานเซินรีบตะครุบข้อเสนอน่าสนใจทันที พลางคิดในใจ 

‘ถ้าเธอไม่ใช้วิญญาณอสูรกับขอแค่เรารับมือเธอห้าสิบกระบวนท่าได้ เรื่องทุกอย่างก็จะจบ ตอนนี้เรามีจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์บ้างแล้ว แถมยังได้ฝึกกระดูกหยกผิวหิมะมาด้วย จริงอยู่ถ้าให้สู้จนเอาชนะฉินเซวียนได้คงไม่ไหว แต่กับแค่ตั้งรับให้ครบห้าสิบกระบวนท่าก็ไม่คณนามือนักหรอก!’

.

.

.