LNCrawler

ตอนที่ 24 ทักษะของมือสังหาร

สุดยอดยีนเทพเจ้า — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 24 ทักษะของมือสังหาร

ฉินเซวียนตั้งใจไว้แล้วว่าจะสั่งสอนหานเซินให้หลาบจำ ครั้งแรกที่หมอนี่แทงก้นเธอ เธอยังพอทำใจเชื่อว่าเขาเป็นเด็กมาใหม่ เลือดร้อนและยังไม่รู้ความ แต่พอมาเจอเหตุการณ์บนรถไฟฟ้า มันก็ยากที่จะคิดว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ

เมื่อมั่นใจว่าคนตรงหน้าคือพวกโรคจิตเป็นภัยสังคมที่ต้องจัดการ ฉินเซวียนก็หักนิ้ว ยืดเส้นยืดสายแล้วก้าวเข้าหาอีกฝ่าย ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธ 

“เริ่มเลย!” เธอออกคำสั่ง

ปัง!

เสียงของฉินเซวียนยังไม่ทันหาย หานเซินก็เหวี่ยงหมัดใส่หน้าเธอทันที แรงปะทะทำให้หญิงสาวต้องถอยไปหลายก้าว มือยกขึ้นจับจมูกอย่างไม่อยากเชื่อ ตาจ้องหานเซินด้วยความตกตะลึง

เธอไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้มาก่อน ปกติในสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้กันในห้องฝึก ควรจะเป็นการเดินเข้ามากลางสนามแล้วตั้งท่าก่อน ยิ่งกว่านั้น ผู้ชายทั่วไปมักจะพยายามทำตัวเป็นสุภาพบุรุษต่อหน้าผู้หญิง ต่อให้พวกเขาสู้ไม่ไหวก็ต้องแสดงความแมนให้เห็นบ้าง แต่นี่อะไร คนคนนี้ไม่สนใจจะทำเรื่องพวกนั้นสักนิด หมัดของเขาพุ่งเข้ามาตรง ๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แถมยังชกใส่ใบหน้าที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันของเธอที่เป็นผู้หญิงอีก! ในโลกนี้มีผู้ชายที่กล้าต่อยหน้าผู้หญิงแรง ๆ แบบไม่บอกไม่กล่าวอย่างนี้ด้วยเหรอ?

‘เด็กนี่ไม่รู้ความจริง ๆ เหรอเนี่ย?’

“ขอโทษ... ขอโทษ... ยังไม่เริ่มใช่ไหม?” หานเซินกล่าวขอโทษรัว ๆ หน้าเริ่มซีด จริง ๆ เขาคิดไว้ว่าจะยอมอยู่นิ่ง ๆ หลบให้น้อยหน่อย ทำตัวเหมือนกระสอบทรายให้เธอได้ระบายความโกรธออกไปบ้างแล้วขอโทษอีกครั้งให้เรื่องจบง่าย ๆ เพราะอย่างไรเขาก็ต้องมาที่สถานีเทเลพอร์ตนี้บ่อย ๆ มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าเขาจะมีเรื่องกับหัวหน้าสถานี 

แต่เมื่อครู่…ตัวเขาเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าหมัดที่ปล่อยออกไปส่ง ๆ จะชกโดนจมูกของฉินเซวียนเข้าเต็ม ๆ จนทำให้จมูกได้รูปแดงช้ำทันที แล้วตอนนี้ดวงตาของเธอก็เริ่มมีน้ำตาคลอด้วยความเจ็บแล้วด้วย

ฉินเซวียนสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง เธอยืนตั้งหลักเล็กน้อยก่อนตอบคำถาม

“เริ่มแล้ว เรามา…” แต่ก่อนที่ทหารหญิงจะพูดจบ หมัดฮุกแบบเดิมก็ซัดซ้ำเข้าที่เดิมเป๊ะ! 

หานเซินฟังแค่คำแรกก็คิดว่าเธอสั่งให้สู้ต่อ เขาจึงปล่อยหมัดอีกรอบโดยไม่รอ และคราวนี้ก็โดนจมูกของเธอเต็ม ๆ อีกหน 

จมูกที่กำลังปวดอยู่แล้วของฉินเซวียนโดนกระแทกซ้ำเข้าไปเต็มเปา เธอเจ็บจนทนไม่ไหวต้องทรุดลงไปนั่งกับพื้นและเอามือกุมไว้ น้ำตาไหลพราก

“เอ่อ ผมคิดว่าคุณบอกให้สู้ต่อ…” หานเซินอธิบายใบหน้าเหยเก พยายามก้มลงดูแผลของอีกฝ่าย

“ฉันจะฆ่าแก!” 

เมื่ออาการเจ็บจุกหายไป ความแค้นสุดขีดก็เข้ามาแทนที่ ฉินเซวียนที่โกรธจนหน้ามืดดีดตัวขึ้นจากพื้น ลืมเลือนกฎทุกอย่างแล้ววิ่งเข้าซัดหานเซินด้วยทุกศาสตร์การต่อสู้และทุกกระบวนท่าที่คิดออก หมัด เท้า เข่า ศอก ถูกประเคนเข้าใส่เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ปรานี

ตุบตับ ๆ

หานเซินพยายามป้องกันตัวสุดชีวิต เขาค้นพบในวินาทีนี้เองว่าเทคนิคการต่อสู้และศิลปะการป้องกันตัวที่ได้เรียนจากโรงเรียนรัฐฯ เล็ก ๆ ของตนนั้นใช้รับมือกับฉินเซวียนไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว การป้องกันของเขาถูกเจาะเข้าอย่างง่ายดายภายในสองกระบวนท่า ความพยายามในการสวนกลับของเขาก็ไม่เป็นผลเมื่อคู่ต่อสู้เตรียมพร้อมรอรับมืออยู่แล้ว สุดท้ายหลังจากพยายามยื้อจนถึงกระบวนท่าที่สิบเขาก็ล้มลงไปกองกับพื้น เนื้อตัวน่วมไปหมด

“นายต้านฉันได้ไม่ถึงห้าสิบกระบวนท่า คราวหน้าค่อยว่ากันใหม่” ดูเหมือนอารมณ์ของฉินเซวียนจะเย็นลงบ้างแต่ความโกรธยังไม่จางหาย เธอพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดก่อนจะหันหลังเดินจากไป ปล่อยให้หานเซินนอนเจ็บอยู่บนพื้น

เด็กหนุ่มยิ้มขมขื่นขณะดันตัวลุกขึ้น ถึงจะใส่ชุดป้องกันที่ช่วยลดแรงปะทะไปได้มากเขาก็ยังทั้งเจ็บทั้งจุกและทั่วทั้งตัวคงจะมีรอยช้ำหลายที่ แต่ยังถือว่าโชคดีที่ไม่มีอาการบาดเจ็บหนัก วันนี้เขาให้ฉินเซวียนระบายอารมณ์กับตัวเขาไปแล้ว ทว่าดูเหมือนมันจะไม่ได้ช่วยให้เธอหายโกรธสักเท่าไหร่ ยิ่งกว่านั้นเขากำลังสังหรณ์ใจว่าเธอกำลังโมโหหนักกว่าเดิมอีก

.

.

หานเซินกลับถึงบ้านก็ได้พักผ่อน ส่วนฉินเซวียนยังคงอยู่ที่สถานีเทเลพอร์ต หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จ เธอก็ดึงภาพและข้อมูลการต่อสู้กับหานเซินเมื่อครู่ขึ้นมาเตรียมจะลบออก

ในฐานะหัวหน้าสถานีเทเลพอร์ต และผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในฐานพักพิงเกราะเหล็ก ฉินเซวียนรู้สึกขายหน้าที่ถูก ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ ชกจนน้ำตาไหลเหมือนเด็กผู้หญิงถูกแกล้ง เธอยอมให้ใครเห็นภาพน่าขายหน้านั่นไม่ได้เด็ดขาด

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะลบ เธอลองเปิดดูเร็ว ๆ อีกครั้งตามนิสัย ซึ่งสิ่งที่เห็นก็ทำให้รู้สึกตกใจไม่น้อย ตอนแรกเธอคิดว่าที่ถูกชกเพราะตัวเองประมาท แต่เมื่อดูภาพการต่อสู้อย่างละเอียดหลาย ๆ รอบจากหลาย ๆ มุม ฉินเซวียนกลับพบว่าความประมาทเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ที่หานเซินสามารถต่อยเธอได้ ไม่ใช่เพราะเธอไม่ระวังเพียงอย่างเดียว…

“หรือว่า…” ฉินเซวียนพึมพำ คิ้วเรียวขมวดมุ่น เธอเลื่อนดูคลิปตอนที่โดนชกซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบก่อนจะดูคลิปเต็มทั้งหมดซ้ำอีกหลายหน รวมถึงลองตรวจสอบข้อมูลที่ชุดฝึกต่อสู้บันทึกไว้

“ใช่จริง  ๆ ท่าทางการต่อสู้ของหมอนี่แย่มาก ทั้งตั้งการ์ดทั้งวางเท้าเหมือนรู้แค่เบสิกง่าย ๆ และก็ทำเป็นอยู่แค่นั้น เป็นพวกนักเรียนจบภาคบังคับทั่วไปของแท้ แต่รู้แค่นั้นแล้วทำไมถึงลอบจู่โจมได้รวดเร็วและเฉียบขาดขนาดนี้ล่ะ…” 

ฉินเซวียนพูดกับตัวเองขณะยังคงย้อนดูคลิปไปเรื่อย ๆ 

“เขาไม่รู้เทคนิคอะไรเลยจริง ๆ นะเนี่ย… นักสู้ที่อาศัยชั้นเชิงในการต่อสู้ไม่มีทางเคลื่อนไหวแบบนี้แน่…

แน่ะ! พอเราตั้งตัวได้เข้าหน่อยก็เป๋ไปเลย ดูยังไงก็ไม่ใช่แกล้งทำด้วยสิ… มีแต่ตอนที่จู่โจมกะทันหันครั้งแรกที่เรารับมือไม่ได้เลย… โจมตีแบบที่คู่ต่อสู้ไม่รู้ตัวเลย?... ลอบโจมตี?… 

จริงสิ! จิตสังหาร! ตอนโดนหมัดฮุกของเด็กนั่น เราไม่รู้สึกถึงจิตสังหารเลยนี่… 

ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ไม่แฝงเจตนาต่อสู้ แต่การจู่โจมรวดเร็วรุนแรง…  แบบนี้มันเหมือน…หน่วยลอบสังหาร! พวกนักฆ่าที่ช่ำชองการลอบสังหาร ปลอมตัวให้ดูธรรมดาปะปนกับคนทั่วไป แล้วลงมือฆ่าเหยื่อไม่ให้รู้ตัว และไม่เหลือร่องรอย…

แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เขาเพิ่งเรียนจบไม่นาน อายุก็น้อยมาก อีกอย่างพอตอนที่ต้องสู้จริง ๆ ฝีมือกลับห่วยแตกสุด ๆ ถ้าเราเป็นคนคัดเลือกนักฆ่าคงตัดหมอนี่ออกจากรายชื่อก่อนคนแรก… หรือว่านายหานเซินนี่จะมีร่างกายพิเศษ? ที่เป็นพรสวรรค์ตั้งแต่เกิด…ประมาณว่าร่างกายสามารถเคลื่อนไหวจู่โจมคู่ต่อสู้ได้โดยไม่ต้องผ่านการประมวลผลจากสมองแบบนั้นเหรอ?” 

ฉินเซวียนวิเคราะห์อยู่นานแต่ก็ไม่เจอคำตอบที่มีความเป็นไปได้ สุดท้ายก็ได้แต่สรุปกับตัวเองว่านี่อาจเป็นพรสวรรค์ประหลาดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดของหานเซิน

หญิงสาวเดาไปแบบนั้นโดยไม่รู้เลยว่าข้อสันนิษฐานของเธอถูกต้องถึงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งที่เธอยังไม่รู้นั่นคือ…

ตอนที่หานเซินเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีครั้งแรกเขาเริ่มต้นจากศูนย์ ไร้ทรัพยากรทุกอย่าง มีเพียงมีดสั้นธรรมดา ๆ พกติดตัวเข้ามา ยิ่งในวันนั้น หลังจากเขาเผลอมีเรื่องกับฉินเซวียนและทำให้ถูกโอรสสวรรค์เคืองแค้นจนกีดกันไม่ให้เขามีที่ยืนในฐานพักพิง ชีวิตในก็อดแซงก์ทัวรีที่เริ่มจากศูนย์ก็กลายเป็นติดลบ

ไม่มีใครกล้าคบค้าสมาคมกับเขา ไม่มีใครยอมทำการค้า หรือแม้แต่จะหาคนที่ยอมพูดคุยด้วยดี ๆ ก็มีน้อยมาก ขณะเดียวกันตัวเขาก็ไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับการล่าสัตว์อสูรมาก่อนเลย หานเซินในตอนนั้นจึงได้แต่ต้องพึ่งมีดโลหะผสมราคาถูกที่เอาติดตัวเข้ามาลุยเดี่ยวออกล่า 

เมื่อเป็นแบบนี้แม้แต่การล่าสัตว์อสูรระดับต่ำสุดอย่างอสูรสามัญก็นับว่าเป็นเรื่องเสี่ยงชีวิตสำหรับเขา

โดยเฉพาะเมื่อสัตว์อสูรระดับสามัญโดยส่วนใหญ่มักอยู่รวมกันเป็นฝูง! หานเซินทำอะไรไม่ได้ นอกเสียจากต้องรอจังหวะลอบจู่โจมเฉพาะตัวที่หลุดเดี่ยวออกมาอยู่ตามลำพังเท่านั้น ซึ่งส่วนมากโอกาสก็มักจะมีเพียงครั้งเดียว ดังนั้นเขาจึงต้องอาศัยความแม่นยำและทำให้ว่องไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าพลาดจนถูกฝูงสัตว์อสูรล้อมไว้ เขาไม่มีทางหนีรอดแน่นอน

และการจะเพิ่มโอกาสสำเร็จรวมถึงลดความเสี่ยงให้มากที่สุดได้ เขาต้องฝึกฝนวิธีการซุ่มโจมตีและลอบสังหาร โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพยายามไม่ให้สัตว์อสูรระดับสามัญที่มีประสาทรับรู้ไวกว่ามนุษย์สัมผัสถึงอันตรายได้ 

ในช่วงเดือนแรก ๆ หานเซินจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝนทักษะนี้  ที่สำคัญนี่เป็นการปลุกพรสวรรค์ ‘การจู่โจมไว’ ที่เขาเองก็ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ให้ตื่นขึ้น

อันที่จริง หานเซินก็ผ่านความล้มเหลวมาหลายต่อหลายครั้ง กระทั่งเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะซ่อนอารมณ์และเจตนาฆ่าหรือที่เรียกว่า ‘จิตสังหาร’ ไว้เพื่อไม่ให้เหยื่อรับรู้ถึงภัยคุกคาม…ความสำเร็จจึงเกิดขึ้น 

หลังจากนั้น เด็กหนุ่มก็เริ่มเข้าใกล้สัตว์อสูรระดับสามัญที่ไม่ค่อยระวังตัวหรือมีนิสัยขี้ระแวงได้โดยที่พวกมันก็ไม่ทันรู้ถึงอันตรายและในที่สุดก็ถูกเขาฆ่าตายโดยไม่รู้ตัว 

แม้จะดูเป็นวิธีที่ค่อนข้างขี้ขลาด แต่ ณ เวลานั้นมันคือหนทางเดียวที่ทำให้หานเซินอยู่รอดได้ในก็อดแซงก์ทัวรี หานเซินใช้วิธีนี้ซ้ำ ๆ ไปพร้อมกับพยายามปรับปรุงมันอยู่เรื่อย ๆ แม้เวลาจะผ่านไปไม่นาน แต่การฝึกอย่างต่อเนื่องจากประสบการณ์จริงที่เดิมพันด้วยชีวิตก็ทำให้พรสวรรค์ที่มีอยู่เดิมได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

ความสามารถของเขาก็เหมือนสสารแข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลที่ถูกขัดขึ้นรูปและลับคมอย่างดีจนเปลี่ยนเป็นอาวุธทรงพลังได้

ตอนหลังที่หานเซินเริ่มพยายามล่าอสูรระดับโบราณ เขาก็ยังคงฝึกฝนและปรับใช้การลอบโจมตีฉับไวของตัวเองอยู่ จนมาถึงตอนนี้มันฝังรากลึกลงในกระดูกสันหลังและกลายเป็นสัญชาตญาณของเขาไปแล้ว

ถึงฝีมือการต่อสู้ของหานเซินจะยังห่างไกลจากการเป็นนักสู้มืออาชีพ แต่ในแง่ของความไวและเฉียบขาดในการจับจังหวะเพื่อโจมตีเขาไม่ด้อยไปกว่าใครทั้งนั้น  เพราะทักษะเหล่านี้จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอดของเขาในก็อดแซงก์ทัวรี ในช่วงเวลาระหว่างความเป็นกับความตาย ความไวในการลงมือคือสิ่งจำเป็นที่ต้องมีและต้องช่ำชองให้ได้ ไม่ใช่แค่ใช้สำหรับการล่าสัตว์อสูรแต่รวมถึงการรับมือกับมนุษย์ที่ไม่ประสงค์ดีบางคนด้วย…

.

.

.