ตอนที่ 26 วิญญาณอสูรระดับกลายพันธุ์: แมวดำสามตา
ตอนที่ 26 วิญญาณอสูรระดับกลายพันธุ์: แมวดำสามตา
วิชาภูตพรายพันธนาการที่หานเซินเลือกเรียน จริง ๆ แล้วควรเรียกว่า ‘วิชาต่อสู้ประชิดตัว’ หรือ ‘การต่อสู้แบบแนบชิด’ จะชัดเจนกว่า ทุกท่วงท่าของวิชานี้มีหลักการที่เป็นแกนหลักอยู่แค่อย่างเดียวคือยึดเกาะคู่ต่อสู้แบบไม่ปล่อย
ท่วงท่าต่าง ๆ เช่น การรวบ การล็อก การรัด และความต่อเนื่องกันของท่าทาง ทำให้ร่างกายของผู้ฝึกเหมือนกับงูเหลือมที่รัดเหยื่อจนแน่น ข้อต่อสำคัญในร่างกายของคู่ต่อสู้จะถูกยึดและล็อกไว้ทำให้ไม่สามารถโจมตีโต้กลับได้
วิชาลักษณะนี้ถ้าใช้สู้กับเพศเดียวกันคงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเขาที่เป็นชายใช้ในการต่อสู้กับผู้หญิง ยิ่งเป็นหญิงสาวที่สงวนร่างกายของตัวเอง กระบวนท่าแบบนั้นสามารถทำให้พวกเธอพ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดาย เพราะผู้ใช้วิชาจะใช้ร่างของตัวเองแนบชิดและจับต้องร่างกายของคู่ต่อสู้แทบทุกจุดแบบแนบแน่น การทำแบบนั้นกับสาว ๆ อาจทำให้พวกเธอรู้สึกเสียขวัญและทำให้เสียสมาธิได้อย่างรวดเร็ว
‘ถ้าเราใช้วิชานี้สู้กับฉินเซวียน เธอคงจะคิดว่าฉันเป็นไอ้หื่นกามตัวพ่อแหง ๆ แค่เรื่องครั้งก่อนทุกอย่างก็แย่มากอยู่แล้ว มีอีกครั้งมีหวังเธอเอาถึงตายจริง ๆ แน่’ หานเซินขนลุกซู่ขณะนึกในใจ เริ่มรู้สึกว่าคิดผิดที่ตัดสินใจเรียนวิชานี้ แต่ในเมื่อจ่ายเงินค่าเรียนไปแล้ว และสถาบันก็ไม่มีนโยบายคืนเงิน เขาจึงทำได้แต่จำใจเรียนต่อไป
‘เอาวะ เขาบอกว่าเป็นวิชาระดับสูง ลองเรียนไปก่อนก็แล้วกัน!’ หานเซินจึงเริ่มตั้งใจสังเกตและจดจำท่วงท่าของวิชาภูตพรายพันธนาการอย่างละเอียด
เมื่อได้ศึกษาลึกลงไป หานเซินพบว่าวิชานี้ไม่ได้หยาบโลนอย่างที่เห็นแวบแรก มันมีเทคนิคชั้นสูงมากมาย โดยเฉพาะในการจับยึดและการต่อสู้ระยะประชิดซึ่งมีประโยชน์มาก เทคนิคเหล่านี้สามารถใช้ป้องกันตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะคับขัน อีกทั้งยังอาจช่วยพลิกสถานการณ์จากเสียเปรียบกลับมาได้เปรียบอีกครั้งด้วย
อย่างไรก็ตาม จะฝึกวิชานี้ได้ผู้ใช้ต้องมีร่างกายที่แข็งแรงมาก โดยเฉพาะด้านความยืดหยุ่น แม้แต่คนที่มีจีโนพอยต์กลายพันธุ์เต็มก็ยังไม่การันตีว่าจะสามารถฝึกวิชานี้ได้
เหตุผลที่ร่างกายหานเซินผ่านเกณฑ์ที่กำหนดได้ก็เพราะจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ที่เขามีบวกรวมกับวิชากระดูกหยกผิวหิมะที่ฝึกไป ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกายของเขาอย่างมาก
เห็นขายของเก่งขนาดนี้แต่ลุงผีมีสไตล์การสอนที่ค่อนข้างดุดันและเด็ดขาด เขาได้บันทึกภาพการสาธิตกระบวนท่าต่าง ๆ ไว้ในรูปแบบเสมือนจริง หานเซินจึงสามารถเรียนรู้ได้ทุกมุมครบสามร้อยหกสิบองศา จากนั้นเมื่อหานเซินฝึกฝนท่าได้ครบแล้ว ลุงผีจะตรวจสอบว่ามีจุดไหนที่ออกท่าทางผิดไปและอธิบายเทคนิคที่ต้องระวังเพิ่มเติม ในช่วงเวลาเลิกเรียนกลับบ้านหากมีข้อสงสัย หานเซินสามารถติดต่อผ่านวิดีโอคอลเพื่อขอคำอธิบายได้โดยละเอียดไม่จำกัดเวลา
แม้ว่าค่าเรียนจะแพง แต่การสอนของลุงผีก็มีคุณภาพจริงดังคำร่ำลือ หานเซินใช้เวลาครึ่งเดือนก็สามารถเรียนรู้วิชาภูตพรายพันธนาการได้มากพอสมควร
อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้แค่พื้นฐานยังไม่เพียงพอสำหรับการใช้วิชานี้ในการต่อสู้จริง วิชาต่อสู้ประชิดตัวลักษณะนี้ไม่ใช่แค่อันตรายกับคู่ต่อสู้แต่ยังอันตรายมากกับตัวผู้ใช้งานเองด้วย หากฝึกฝนแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือออกท่าทางผิดพลาดโดยไม่รู้วิธีแก้ไขจะไม่ใช่แค่ไม่สามารถจัดการคู่ต่อสู้ แต่อาจถูกอีกฝ่ายสวนกลับจนถึงแก่ชีวิตได้ หานเซินเองก็ยังไม่กล้าใช้วิชานี้ในการลงสนามจริง ไม่ว่าจะใช้ล่าสัตว์อสูรระดับสูงในก็อดแซงก์ทัวรีหรือใช้ในการต่อสู้กับคน ในความคิดเขา อย่างไรการเข้าประชิดตัวคู่ต่อสู้สุ่มสี่สุ่มห้าก็อันตรายและอาจทำให้ตายได้ทุกเมื่อ
‘ฉินเซวียน! …ฉันยอมเธอขนาดนี้ก็ถือว่ามากแล้ว ระวังตัวไว้เถอะ! ถ้าเธอทำให้ฉันทนไม่ไหวเมื่อไหร่ ฉันจะใช้เธอเป็นคู่ซ้อมช่วยลองวิชาใหม่นี่เลยคอยดู!’ หานเซินคิดอย่างห้าวหาญเพื่อปลุกใจตัวเองก่อนเดินเข้าสถานีเทเลพอร์ต
การกลับมาสถานีเทเลพอร์ตครั้งนี้ เขารู้สึกหวั่นใจเล็กน้อยว่าจะเจอฉินเซวียนจึงคอยสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ ด้วยความหวาดระแวง แต่โชคดีที่จนกระทั่งผ่านเข้าเครื่องเทเลพอร์ตก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเธอ ทำให้หานเซินเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีได้อย่างสบายใจ
ในห้องพักของเขาที่ฐานพักพิงเกราะเหล็ก เขี้ยวทองแดงระดับโบราณที่เขาจับมาได้ก่อนหน้านี้วิวัฒนาการเป็นเขี้ยวทองแดงระดับกลายพันธุ์แล้ว
เด็กหนุ่มตัดสินใจปล่อยให้มันวิวัฒนาการต่อ ตั้งใจจะรอจนกว่ามันจะกลายเป็นอสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์
หน้าประตูฐานพักพิงเกราะเหล็ก กลุ่มของโอรสสวรรค์หายไปหมดแล้ว เพราะหานเซินไม่ได้เข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรีนานถึงครึ่งเดือน ทำให้ ‘เหรียญทอง’ หายไปด้วยโดยปริยาย ควานหามานานขนาดนั้นยังไม่เจอ โอรสสวรรค์ก็คงหมดความอดทนที่จะหาแล้ว
อันที่จริง ตัวโอรสสวรรค์เองก็เข้าใจดีว่าการเฝ้าประตูฐานพักพิงนั้นแทบไม่มีประโยชน์ เพราะเขาและพวกไม่รู้เลยว่า ‘เหรียญทอง’ มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ถ้าอีกฝ่ายไม่คิดจะปรากฏตัวในร่างเกราะทอง…ต่อให้คนคนนั้นจะเดินผ่านใกล้ ๆ หรือกระทั่งทักทายพวกเขา พวกเขาก็ไม่มีทางรู้อยู่ดี พวกเขาจึงต้องพยายามค้นตัวและจับพิรุธคนเดินผ่าน แต่โอกาสสำเร็จก็ยังต่ำมาก และเสียเวลามากเกินไป
สุดท้ายเมื่อไม่มีใครทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่ทางการตั้งด่านตรวจ หานเซินจึงออกจากฐานพักพิงเกราะเหล็กได้อย่างสบายใจ เขามุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก มองหาสถานที่เงียบสงบ ไม่มีผู้คน เพื่อล่าสัตว์กลายพันธุ์
ยิ่งเดินลึกเข้ามาในป่า มนุษย์ก็เริ่มบางตาลงเรื่อย ๆ กระทั่งแน่ใจว่าไม่มีคน หานเซินจึงหลบหลังพุ่มไม้เรียกเกราะทองมาใส่ก่อนเดินต่อเข้าไปในภูเขา
ตอนนี้ หานเซินไม่สนใจสัตว์อสูรระดับสามัญอีกแล้ว เวลาเจอเขาก็แค่ไล่หรือไม่ก็เมินและเดินผ่านไป เขาจะมองหาจำพวกสัตว์อสูรโบราณที่หายากขึ้นไป ซึ่งถ้าเจอก็จะล่าพอประมาณเพื่อให้พอเป็นอาหาร
ตอนนี้จีโนพอยต์สามัญของหานเซินเต็มถึงหนึ่งร้อยพอยต์แล้ว จีโนพอยต์โบราณก็เกินแปดสิบพอยต์ ทำให้เขาไม่ต้องการจีโนพอยต์โบราณมากเท่าแต่ก่อนอีก
ที่เขาขาดมากที่สุดตอนนี้คือจีโนพอยต์กลายพันธุ์กับจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ หานเซินตั้งใจจะเก็บจีโนพอยต์ทั้งสี่ชนิดให้เต็ม แต่การพึ่งพาคริสตัลสีดำอย่างเดียวจะใช้เวลานานเกินไป
‘ใช่แล้ว! เรามีวิญญาณอสูรกลายพันธุ์ของฉินเซวียนอยู่นี่ ถ้าแค่ล่าอสูรโบราณทำไมจะต้องทำเองด้วยล่ะ’ ทันใดนั้นหานเซินก็นึกถึงวิญญาณอสูรกลายพันธุ์ที่ได้มาจากฉินเซวียนเมื่อไม่นานมานี้ขึ้นได้ เขารีบเรียก ‘แมวดำสามตากลายพันธุ์’ ออกมา
--------------------------
วิญญาณอสูร: แมวดำสามตากลายพันธุ์
ประเภทของวิญญาณอสูร ‘แมวดำสามตากลายพันธุ์’: สัตว์เลี้ยง
--------------------------
ไม่นานนัก แมวน้อยสีดำขนาดเท่าฝ่ามือก็นั่งเลียขาอยู่ตรงหน้าเขา มันตัวเล็ก หน้ากลม ขนเป็นมัน หูสั้น ตาทั้งสามกลมโต ที่สำคัญ…มันน่ารักมาก! เมื่อเจ้าแมวน้อยมองเห็นเจ้าของคนใหม่ก็เดินเข้ามาคลอเคลีย เอาหัวและตัวถูขาหานเซินไม่ยอมหยุด ลักษณะท่าทางแทบไม่ต่างจากลูกแมวธรรมดา ๆ ที่มนุษย์มักเลี้ยงไว้ที่บ้าน
“เจ้าเหมียวนี่จะล่าสัตว์อสูรไหวแน่เหรอ?” หานเซินใช้มือเดียวช้อนลูกแมวดำสามตาขึ้นมาดูใกล้ ๆ อย่างสงสัย ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนอสูรที่มีพลังน่ากลัวเลยสักนิด
แต่เมื่อคิดอีกที… วิญญาณอสูรกลายพันธุ์ไม่ควรถูกตัดสินจากรูปลักษณ์และขนาด ขึ้นชื่อว่าอสูรระดับกลายพันธุ์แล้ว มันก็น่าจะมีพลังดี ๆ อะไรบางอย่าง ที่สำคัญการล่าสัตว์อสูรระดับต่ำกว่าก็ควรเป็นงานที่ง่ายสำหรับมัน
หานเซินเห็นกลุ่มอสูรเกล็ดสามเหลี่ยมระดับโบราณอยู่ไม่ไกล และมีตัวหนึ่งที่ออกห่างจากฝูงมาอยู่ใกล้ ๆ เขาจึงวางแมวในมือลงแล้วชี้นิ้วสั่ง “ไป จัดการเจ้าเกล็ดสามเหลี่ยมนั่นซะ!”
เจ้าแมวน้อยส่งเสียงร้อง “เมี้ยว” ตอบรับท่าทางฮึดสู้ จากนั้นก็กระโจนเข้าหาอสูรเกล็ดสามเหลี่ยมแล้วงับหางอ้วน ๆ นั่นทันที
แง้บ
อสูรเกล็ดสามเหลี่ยมชะงักไปชั่วขณะ แล้วหันกลับมามองแมวดำที่กำลังกัดหางด้วยสายตาโมโหกึ่งรำคาญ
ฟึ่บ
หางที่ถูกกัดสะบัดครั้งเดียวก็ส่งเจ้าแมวน้อยลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศก่อนจะถูกฟาดด้วยหางทรงพลังอันเดิมอย่างแรง สภาพเหมือนลูกเบสบอลถูกหวด ร่างดำ ๆ เล็ก ๆ กระเด็นไปไกล
‘โฮมรัน!’
หานเซินได้แต่คิดแค่นั้นในใจ ปากพูดอะไรอย่างอื่นไม่ออก
“แง้ว~~”
แมวดำสามตาระดับกลายพันธุ์ร้องโหยหวน ทันทีที่หล่นลงพื้นมันก็วิ่งมาหลบหลังคนเลี้ยงตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว
‘…’ หานเซินมองเจ้าแมวน้อยที่ซ่อนอยู่หลังเท้าด้วยความไม่เชื่อสายตาก่อนจะฟาดงวงฟาดงากับตัวเอง ‘โว้ย!!!! นี่เราโดนฉินเซวียนหลอกเหรอเนี่ย! ก็ว่าทำไมเธอถึงยอมให้ง่ายนัก วิญญาณอสูรตัวนี้มัน-ไม่-มี-ประ-โยชน์!’
ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่ยอมแพ้ ทดลองหาวิธีใช้งานมันอีกหลายหน แต่สุดท้ายก็สรุปได้แค่ว่า แมวดำสามตากลายพันธุ์ตัวนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลยจริง ๆ! …มันไม่สามารถสู้สัตว์อสูรระดับโบราณที่อ่อนแอที่สุดอย่างเขี้ยวทองแดงได้เลยด้วยซ้ำ แถมยังถูกอีกฝ่ายไล่งับจนวิ่งหน้าตั้ง ไม่มีวี่แววความโหดของอสูรกลายพันธุ์ที่น่าเกรงขามเลยสักนิด
ทันใดนั้นเด็กหนุ่มผู้ผิดหวังก็นึกถึงประเภทของวิญญาณอสูรแมวดำสามตากลายพันธุ์ที่เห็นจากข้อมูลอักษรในหัวขึ้นได้
เท่าที่เขารู้ วิญญาณอสูรประเภทที่เรียกออกมาใช้งานตรง ๆ ในรูปแบบสัตว์ที่เป็นตัวจะมีอยู่สองประเภท หนึ่งคือวิญญาณอสูร ‘ประเภทอสูรต่อสู้’ สองคือวิญญาณอสูร ‘ประเภทพาหนะ’ หรือที่เรียกว่า ‘สัตว์ขี่’ แต่เจ้าวิญญาณอสูรแมวดำสามตาตัวนี้กลับเป็น ‘ประเภทสัตว์เลี้ยง’ ซึ่งเป็นประเภทของวิญญาณอสูรที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
.
.
.