LNCrawler

ตอนที่ 2 ไอ้คลั่งทะลวงก้น

สุดยอดยีนเทพเจ้า — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 2 ไอ้คลั่งทะลวงก้น

เสียงที่ดังขึ้นในหัวทำให้หานเซินตกตะลึง เขาแทบไม่เชื่อว่านี่คือเรื่องจริง

‘สัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์? ไม่อยากเชื่อเลย!’

ต้องรู้ก่อนว่าสัตว์อสูรในก็อดแซงก์ทัวรีจะถูกแบ่งออกเป็นสี่ระดับตามความแข็งแกร่ง นั่นคือ

ระดับ I. สามัญ 

ระดับ II. โบราณ

ระดับ III. กลายพันธุ์ และ

ระดับ IV. เลือดศักดิ์สิทธิ์ 

ซึ่งการกินเนื้อสัตว์อสูรแต่ละระดับจะทำให้ได้รับ ‘จีโนพอยต์’ ที่แตกต่างกัน

แน่นอนว่า ‘วิญญาณอสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์’ คือวิญญาณอสูรที่ดีที่สุด  วิญญาณอสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ทุกดวงมีมูลค่ามหาศาล ไม่ว่าจะได้มาจากอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์สายพันธุ์ใดก็ล้วนสามารถนำไปขายหรือประมูลได้ในราคาสูงลิ่ว …สูงชนิดที่เรียกได้ว่าคนขายกลายเป็นเศรษฐีได้ในชั่วพริบตาทีเดียว

ในที่สุดหานเซินก็ตั้งสติได้ เขาจับมีดด้วยมือสั่นเทางัดเปลือกของด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ออก ก่อนจะเฉือนเนื้อนุ่มหยุ่นเหมือนวุ้นของมันออกมาหนึ่งชิ้นแล้วส่งเข้าปาก

-- กินด้วงทมิฬระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณได้รับ 1 จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ --

เสียงในหัวทำให้หานเซินแทบน้ำตาไหล เขารู้สึกได้ถึงความร้อนที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายหลังกลืนเนื้อด้วงลงท้อง

เด็กหนุ่มตกยากไม่สนใจอะไรอีกแล้ว รีบหยิบขาด้วงทมิฬขึ้นมาแล้วดูดกินเนื้อข้างในทีละอัน ยิ่งกินก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลง คลื่นความร้อนระลอกแล้วระลอกเล่าไหลเวียนไปทั่วร่าง และเมื่อถึงจุดหนึ่งหานเซินก็รู้สึกเหมือนเลือดทั้งตัวกำลังเดือดพล่าน

การกินอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้ไม่ต่างจากการกินปูทั่ว ๆ ไปนัก หลังดูดเนื้อจากขาทั้งหกจนหมด เขาก็แกะเนื้อที่ก้ามออกมากินต่อ และเพราะความเสียดายจึงพยายามทั้งแคะทั้งดูดทั้งขูดส่วนที่คิดว่ากินได้ทุกข้อทุกปล้องให้หมดจดที่สุด


 

-- กินด้วงทมิฬระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณได้รับ 1 จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ --

-- กินด้วงทมิฬระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณได้รับ 1 จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ --

-- … --


 

เสียงปริศนาดังขึ้นในหัวหานเซินไม่หยุด แม้จะไม่รู้ที่มาของเสียงแต่ในวินาทีนี้เขาขอทึกทักเอาว่ามันเป็นเสียงจากสวรรค์ เพราะมันกำลังทำให้เขามีความสุขราวกับได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลก 

ในขณะที่หานเซินกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการชำแหละด้วงทมิฬล้ำค่า  จู่ ๆ มีดในมือก็กระทบเข้ากับอะไรบางอย่างในซากด้วงจนเกิดเสียง *กิ๊ง* คล้ายโลหะกระทบกัน 

เด็กหนุ่มหยุดชะงักไปทันที 

ต้องรู้ก่อนว่าด้วงทมิฬก็ไม่ต่างอะไรจากครัสเตเชียน (หมายถึงสัตว์น้ำจำพวก ปู กุ้ง กั้ง) ทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีกระดูกเป็นแกนยึดกล้ามเนื้อ แต่จะมีเปลือกแข็งด้านนอกเป็นตัวห่อหุ้มเนื้ออ่อนนุ่มเอาไว้แทน  ดังนั้นไม่ต้องพูดถึง ‘โลหะ’ แค่เจอก้อนหินข้างในตัวด้วงทมิฬก็นับว่าแปลกมากแล้ว

ที่สำคัญ หานเซินชำแหละด้วงทมิฬมามากจนเป็นผู้เชี่ยวชาญ เขายังไม่เคยพบเจอของแข็งในตัวด้วงสักครั้ง

เด็กหนุ่มขยับมีดออกช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เลาะเนื้อตรงส่วนที่คิดว่ามีของแข็งปริศนาออก ในที่สุดเขาก็พบว่ามีก้อนวัตถุสีดำก้อนหนึ่งซ่อนอยู่ในเนื้อด้วง หานเซินขุดเอาก้อนวัตถุชิ้นนั้นออกมาอย่างระวัง

ในตอนแรกเขาคิดว่ามันคือโลหะ แต่เมื่อได้เห็นชัด ๆ มันกลับเป็นผลึกคริสตัลสีดำที่มีขนาดและรูปร่างเหมือนไข่นกพิราบ

‘คริสตัลที่มีเสียงเหมือนโลหะงั้นเหรอ?’

ตอนถือผลึกคริสตัลสีดำไว้ในมือ หานเซินไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใด ๆ  …ดู ๆ ไปมันก็เหมือนกับลูกแก้วสีดำธรรมดา ๆ  เท่านั้น 

แต่เมื่อได้ลองยกขึ้นมาส่องดูใกล้ ๆ เขากลับต้องประหลาดใจ  เพราะภายในเนื้อคริสตัลมีจุดแสงเล็ก ๆ ระยิบระยับเหมือนดวงดาวนับล้านกำลังเคลื่อนไหว  จุดแสงเหล่านี้สวยเกินบรรยาย

‘แถวนี้เป็นเขตที่ล่าง่ายที่สุดของก็อดแซงก์ทัวรี  แค่จะหาอสูรโบราณสักตัวยังยาก  …เรื่องเจออสูรกลายพันธุ์ลืมไปได้เลย …แล้วทำไมถึงมีอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่นี่ได้?  ตั้งแต่เข้ามายังไม่เคยได้ยินสักครั้งว่าด้วงทมิฬมีถึงระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ด้วย  …อีกอย่าง เจ้าด้วงทองตัวนี้ก็อ่อนแอจนน่าอนาถ หรือว่า…จะมีอะไรเกี่ยวข้องกับผลึกสีดำนี่กันนะ?’

หานเซินคิดในใจ

ตอนนี้ในหัวเขามีข้อสงสัยอยู่เต็มไปหมด แต่ในเมื่อคิดไปก็คงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เด็กหนุ่มจึงหยุดคิดแล้วกลับไปแคะเนื้อด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือกินแทน  

ภายในไม่กี่นาที หานเซินก็รับรู้ถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย มันท่วมท้นและบ้าคลั่งราวกับจะระเบิดออกมาให้ได้  หลังจากกินเนื้อด้วงสีทองจนหมดเกลี้ยง เสียงในหัวก็ขานขึ้นว่า เขาได้รับจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดเจ็ดพอยต์

‘7 จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์’... สำหรับหานเซินแล้วนี่ยิ่งกว่าความฝัน ด้วยสภาพและฐานะของเขา  แม้จะพยายามมากแค่ไหนก็คงไม่มีวันเอาชนะสัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ได้  อย่าว่าแต่สัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์เลย แค่ก่อนหน้านี้ที่เขาลงทุนเสี่ยงชีวิตไปล่าสัตว์อสูรระดับโบราณอย่างเจ้าเขี้ยวทองแดงนั่นผลลัพธ์ก็เห็นชัดแล้ว ไม่ใช่แค่กลับบ้านมือเปล่า แต่เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งเลยด้วยซ้ำ 

ทุกส่วนประกอบของอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ล้วนมีคุณค่ามากและมีมูลค่าสูง  เปลือกของด้วงทมิฬตัวนี้ก็คงไม่ต่างกัน  เด็กหนุ่มรวบรวมทุกส่วนของมันใส่ห่อผ้าแล้วเก็บไว้ในกระเป๋าอย่างระมัดระวัง  ถึงจะไม่รู้แน่ชัดว่าควรใช้ประโยชน์จากเปลือกด้วงทมิฬเลือดศักดิ์สิทธิ์อย่างไร  แต่เขาก็คิดไว้คร่าว ๆ ว่าจะเอาไปเคี่ยวทำซุปเพื่อให้ได้ลุ้นจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์เพิ่มอีกสองถึงสามพอยต์

นี่เป็นครั้งแรกที่หานเซินกินสัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ ตามทฤษฎีแล้วเขาควรได้รับจีโนพอยต์จำนวนสิบพอยต์  แต่หลังกินเนื้อด้วงทมิฬไปเมื่อครู่  เขาได้มาเพียงเจ็ดพอยต์เท่านั้น  เพราะฉะนั้นอีกสามพอยต์ที่เหลือก็น่าจะอยู่ในเปลือกพวกนี้

ต้องรู้ก่อนว่าการได้มาซึ่งจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์นั้น ถึงจะน้อยนิดแค่สองถึงสามพอยต์ก็นับว่ามีค่ามหาศาล  หากหานเซินเอาเปลือกด้วงพวกนี้ไปขาย  เงินที่จะได้ขั้นต่ำสุดก็ยังมากพอที่จะซื้อยานอวกาศส่วนตัวชั้นดีเพื่อท่องเที่ยวในสหพันธ์ดวงดาวได้

หานเซินเดินกลับฐานพักพิง* ‘เกราะเหล็ก’ ผ่านถนนสายหลัก  ทุกคนที่สังเกตเห็นเขาก็จะมองด้วยสายตาแปลก ๆ พวกเขาชี้ชวนกันดูแล้วหันไปซุบซิบ  หลายคนก็หัวเราะอย่างเหยียดหยาม  และไม่มีใครเข้าใกล้เขาแม้แต่คนเดียว

(*ฐานพักพิง คือสถานที่พักอาศัยสำหรับผู้ที่เดินทางมายังก็อดแซงก์ทัวรีและเป็นจุดปรากฏตัวของคนที่เทเลพอร์ตจากโลกเดิมเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรี  ฐานพักพิงมีมากมายตั้งกระจายตามเขตต่าง ๆ ภายในก็อดแซงก์ทัวรี ภายในฐานพักพิงประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ที่น่าแปลกคือมันมีอยู่ก่อนที่มนุษย์รุ่นบุกเบิกจะเข้ามาสำรวจโลกใหม่  ทว่าจนถึงปัจจุบันที่มาที่ไปหรือเหตุผลของการมีอยู่ที่แน่ชัดของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลับยังคงเป็นปริศนา)

ในสายตาของคนที่อาศัยอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็ก หานเซินไม่ต่างอะไรจากตัวประหลาด

โดยปกติ เมื่อคนทั่วไปเข้ามาในฐานพักพิงใหม่ ๆ ต่อให้ยากจนแค่ไหน  ขอเพียงนิสัยไม่แย่จนไม่มีใครคบ ก็ย่อมหาเพื่อนใหม่หรือหาทีมเพื่อเข้าร่วมในการล่าสัตว์อสูรระดับโบราณได้  แน่นอนว่าการล่าเป็นทีมจะทำให้อัตราความสำเร็จเพิ่มขึ้นมาก ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายร้ายแรงก็น้อยลง ขอแค่มีทีมทุกอย่างก็จะง่าย …แต่กับหานเซินนั้นไม่ใช่ 

พูดได้เต็มปากว่าในฐานพักพิงเกราะเหล็ก…ไม่มีใครมีชีวิตอนาถเท่าหานเซินอีกแล้ว

และเหตุผลของเรื่องเลวร้ายนี้…ต้องย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน…

ตอนนั้นเป็นเวลาที่หานเซินเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรีเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งแรกที่เขาก้าวออกจากฐานพักพิงเพื่อสำรวจโลกใหม่  ในขณะเดินผ่านป้อมปราการหน้าฐานพักพิง จู่ ๆ เขาก็มองเห็นสัตว์อสูรรูปร่างเหมือนม้าตัวใหญ่สีขาวตัวหนึ่ง 

ม้าตัวนี้มีขนาดใหญ่กว่าม้าทั่วไปเล็กน้อย ขนหางและแผงคอเงาวาวเรียงเส้นสวย บนหน้าผากของมันมีเขาเดี่ยวแหลมยาวโดดเด่น …หน้าตาของมันเหมือนยูนิคอร์นสัตว์ในเทพนิยายและตำนานโบราณหลายเรื่อง 

เพราะความตื่นเต้นที่ได้มาเยือนดินแดนใหม่ กอปรกับอีกฝ่ายหันหลังให้เขาพอดี หานเซินจึงชักมีดออกมาและแทงเข้าไปที่ก้นยูนิคอร์นสีขาวอย่างแรง…ซึ่งการกระทำเพียงเสี้ยววินาทีนั้นกำหนดชะตากรรมของหานเซินในฐานพักพิงเกราะเหล็กทันที

สัตว์อสูรสีขาวที่หานเซินเห็น จริง ๆ แล้วไม่ใช่สัตว์อสูร แต่เป็นมนุษย์ที่ใช้วิญญาณอสูรแปลงร่างมา และเธอคนนั้นมีชื่อว่า–ฉินเซวียน

โชคร้ายที่ฉินเซวียนคือหนึ่งในผู้มีอิทธิพลและเก่งกาจที่สุดของฐานพักพิงเกราะเหล็ก เธอเป็นทหารที่มีศักยภาพระดับหัวกะทิของกองทัพ เป็นหนึ่งในคนที่ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มวิวัฒนาการโดยใช้จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์... ที่สำคัญยังมีแนวโน้มสูงว่าจะทำตามเป้าได้สำเร็จอีกด้วย

การที่คนระดับฉินเซวียนถูกเด็กหนุ่มหน้าใหม่เอามีดจิ้มก้นจึงเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ (Talk of the town) ครั้งใหญ่ของฐานพักพิงเกราะเหล็ก  ถึงแม้ตอนอยู่ต่อหน้าฉินเซวียนจะไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนี้  แต่พออยู่ลับหลังไม่ว่าใครก็อดขำไม่ได้ถ้ามีคนพูดเรื่องนี้ขึ้นมาในวงสนทนา

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้หานเซินดังไปทั่วฐานพักพิง และถูกจดจำในฐานะตัวตลกแห่งฐานพักพิงเกราะเหล็ก ทุกคนรู้จักเขาดีในชื่อที่ถูกตั้งให้ใหม่… ‘ไอ้คลั่งทะลวงก้น’ 

ฉินเซวียนเคยประกาศเอาไว้ว่า ใครก็ตามที่อยู่กับหานเซินหรือให้ความช่วยเหลือเขาจะถือเป็นศัตรูกับเธอทันที แน่นอนว่าในฐานพักพิงเกราะเหล็ก คนที่กล้าเป็นศัตรูกับหญิงแกร่งคนนี้มีน้อยจนนับนิ้วได้

ด้วยเหตุนี้ หานเซินคนจนจึงมีชีวิตที่ยากลำบากกว่าคนจนคนไหนในก็อดแซงก์ทัวรี  

ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยคิดโทษฉินเซวียนเลย เพราะมองอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นความผิดของเขาทั้งหมด เด็กหนุ่มรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายด้วยซ้ำที่ไม่โกรธจนฆ่าเขาตายตั้งแต่ตอนนั้น 

แต่ในความโชคร้ายที่เกิดขึ้น หานเซินคิดว่าตัวเองยังโชคดีอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือในบรรดากลุ่มคนที่ถูกสุ่มให้มาอาศัยอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็กไม่มีใครที่เขารู้จักหรือรู้จักเขาเลย 

ดังนั้นอย่างน้อย ๆ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในดินแดนใหม่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครรู้ชื่อจริงของเขา

.

.

.