LNCrawler

ตอนที่ 29 นกเทพวายุ

สุดยอดยีนเทพเจ้า — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 29 นกเทพวายุ

“โห! ร่างกายนายนี่สุดยอดเลยแฮะ! จีโนพอยต์กลายพันธุ์ของนายคงเต็มแล้วใช่ไหม?...” หลินเป่ยเฟิงถามขณะพยายามโหนเถาวัลย์เพื่อไต่ขึ้นหน้าผา เขารู้สึกว่ากล้ามเนื้อแขนของตัวเองเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหวและเริ่มขยับต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ในขณะที่หานเซินยังคงปีนเถาวัลย์ขึ้นไปอย่างคล่องแคล่วเหมือนไม่รู้สึกเหนื่อยเลย “...ส่วนฉัน …หืด~เฮ้อ~... ตอนนี้จะตายอยู่แล้ว” 

“อดทนอีกนิดน่า ข้างบนมีชะง่อนหินยื่นออกมาให้เราพักได้” หานเซินก้มมองพลางพูดปลอบ

“ฉันปีนต่อไม่ไหวแล้วจริง ๆ ฉันว่าเรากลับลงไปกันเถอะ” หลินเป่ยเฟิงโอดครวญใบหน้าเหยเก 

“งั้นนายก็รออยู่นี่ ฉันจะปีนขึ้นไปบนนั้นแล้วใช้เถาวัลย์ดึงนายขึ้นไป” หานเซินบอกวิธีแก้ปัญหา ก่อนจะปีนต่อไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รอคำตอบ สีหน้าสบาย ๆ ของเขาดูไม่ต่างจากการเดินอยู่บนพื้นดิน ซึ่งนี่ทำให้หลินเป่ยเฟิงมองอย่างตกตะลึง

ไม่นานนัก เด็กหนุ่มก็ปีนขึ้นไปถึงชะง่อนผาที่หมายตาไว้ เขาให้หลินเป่ยเฟิงเอาเถาวัลย์พันรอบเอวแล้วดึงอีกฝ่ายขึ้นมา ทั้งสองนั่งเบียดกันบนก้อนหินที่ยื่นออกจากหน้าผาขนาดเท่ากับโต๊ะอาหาร เมื่อมองสำรวจไปรอบ ๆ ก็พบว่าแนวผาที่ล้อมอยู่รอบตัวชันเกินเก้าสิบองศาและเรียบจนแทบไม่มีอะไรให้ยึดเกาะ ไม่มีจุดให้หยุดพัก มีแต่เถาวัลย์ห้อยย้อยลงมาที่ยังไม่สามารถมองเห็นจุดกำเนิดของมันได้

“ทำไมเราไม่รออยู่ตรงนี้สักสองสามวัน ถ้าฝูงแมมมอทข้างล่างเห็นว่าทำยังไงก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้ มันอาจไปเองก็ได้ หน้าผานี่สูงมากแถมยังชันเกินไป ฉันไม่มีทักษะปีนเขา แล้วก็ไม่มีกำลังแขนขาโหด ๆ อย่างนาย ให้ปีนขึ้นไปอีกคงไม่ไหวหรอก” หลินเป่ยเฟิงพูดด้วยสีหน้าวิตกกังวล

“งั้นเอางี้ นายพักอยู่ที่นี่ก่อน ฉันจะขึ้นไปดูว่ามีทางออกไหม ถ้ามีจะกลับมาบอกนาย แต่ถ้าไม่มีเราก็ค่อยรอให้แมมมอทไปค่อยลงไปข้างล่าง” หานเซินพูดก่อนทำท่าเหมือนจะปีนผาต่อ

“เฮ้ย อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวสิ! …ขอร้องนะ! พี่หาน” หลินเป่ยเฟิงคว้าแขนเสื้อหานเซินไว้แน่น ก่อนมองด้วยสายตาอ้อนวอนเหมือนเด็กน้อยกลัวถูกทิ้ง

“ไม่ต้องห่วง นายยังติดหนี้ฉันอยู่ตั้งเยอะ ฉันจะทิ้งนายได้ยังไง?” หานเซินตบไหล่ลูกหนี้เงินหนา แล้วเริ่มปีนขึ้นผาอย่างคล่องแคล่วราวกับงูเลื้อย

การฝึกฝนวิชาภูตพรายพันธนาการมีข้อดีที่น่าสนใจอีกข้อคือทำให้เขาเชี่ยวชาญการปีนป่ายมากเป็นพิเศษ นั่นเพราะมือและเท้าต้องเหนียวหนึบเกาะแน่นกับพื้นผิวได้แทบทุกลักษณะ เมื่อบวกรวมกับสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก การปีนหน้าผาชัน ๆ จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเลย

แม้จะปีนขึ้นมาสูงหลายร้อยเมตรแล้ว แต่หานเซินพบว่าพื้นที่รอบตัวยังคงมีแต่ผาหินที่เรียบเหมือนกระจก เขายังไม่เจอหนทางออกอื่นนอกเหนือจากเถาวัลย์ที่ยาวต่อเนื่องขึ้นไป ในตอนนี้เขาเองก็เริ่มเหนื่อยและท้อ ทว่าในจังหวะที่กำลังลังเลว่าจะปีนต่อดีหรือไม่นั้น เด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมองเห็นชะง่อนผาอีกจุดสูงขึ้นไปอีกไม่ไกลนัก

‘ปีนไปให้ถึงหินก้อนนั้นก่อนละกัน ถ้าไม่เจออะไรค่อยกลับ ยังไงน้ำกับเสบียงก็ยังเหลือพออยู่ ถ้าวิกฤตจริง ๆ ก็เติมพลังแล้วฝ่าฝูงแมมมอทออกไป’ หานเซินตัดสินใจปีนต่ออย่างไม่ลังเล

เมื่อปีนขึ้นไปถึงชะง่อนผา หานเซินพบว่ามันใหญ่กว่าที่เขาคิด มันใหญ่กว่าชะง่อนหินที่ผ่านมาและมีขนาดเท่าครึ่งหนึ่งของสนามบาสเกตบอล เมื่อปีนขึ้นมายืนได้อย่างมั่นคง หานเซินก็ต้องตะลึงกับสิ่งที่เห็น

บนชะง่อนผานี้ มีรังขนาดใหญ่สร้างขึ้นจากเถาวัลย์และไม้ทั้งต้น ดูเหมือนรังนกขนาดยักษ์ที่ครอบครองพื้นที่ของชะง่อนผาไปเกือบหมด ในรังนั้นมีไข่ยักษ์ใบหนึ่งที่น่าจะมีความสูงไม่ต่ำกว่าหนึ่งเมตรวางอยู่อย่างสงบนิ่ง 

“ให้ตายเถอะ! แค่ไข่ยังใหญ่ขนาดนี้ แล้วตัวเต็มวัยจะใหญ่ขนาดไหนเนี่ย?” หานเซินขนลุกซู่ ตัวที่ออกไข่แบบนี้ในที่สูงขนาดนี้ได้คงไม่ใช่นกกระจอกเทศยักษ์ธรรมดา และถ้าพวกมันกลับรังมาเจอเข้า…เขาไม่อยากจะคิด!

จริงอยู่ ขนาดของสัตว์อสูรไม่สามารถบ่งชี้ระดับของพวกมันได้ อสูรที่มีขนาดใหญ่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอสูรระดับสูงเสมอไป ตัวอย่างเช่นพวกแมมมอทที่ขนาดตัวมหึมาก็ยังเป็นแค่สัตว์อสูรระดับโบราณเท่านั้น 

ทว่าในกรณีนี้ไม่เหมือนกัน เจ้าอสูรยักษ์ปริศนานี่ไม่ใช่แค่ใหญ่ แต่การที่สามารถขึ้นมาสร้างรังและออกไข่บนหน้าผาสูงระดับนี้ได้ หานเซินคิดว่าระดับของมันต้องสูงมาก หรืออาจเป็นถึงสัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์เลยก็ได้

ซึ่งถ้าไข่ใบนี้เป็นของอสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์จริงแล้วเขาปล่อยผ่านโดยไม่ทำอะไรเลย ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายแบบสุด ๆ หานเซินลังเลอยู่เพียงครู่เดียวก็กลั้นใจย่องเข้าไปใกล้ไข่ยักษ์ เขาใช้ปลายมีดค่อย ๆ เจาะรูเล็ก ๆ บนเปลือกไข่ จากนั้นก็สอดท่อพลาสติกเล็ก ๆ ที่พกติดตัวมาด้วยเข้าไป แล้วใช้ปากงับปลายท่อก่อนลองออกแรงดูดแรง ๆ หนึ่งที

ทันใดนั้น ของเหลวในไข่ก็ไหลเข้ามาในปาก หานเซินรู้สึกถึงกลิ่นหอมหวานแปลกประหลาดที่อบอวลไปทั่วช่องปาก


 

-- กินตัวอ่อนนกเทพวายุระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์, ไม่ได้รับจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ --


 

แม้จะไม่ได้รับจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ แต่แค่รู้ว่านี่คือไข่ของอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ก็ทำให้หานเซินทั้งตื่นเต้นและดีใจจนอดยิ้มไม่ได้

การไม่ได้จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ในการกินรอบแรกรอบนี้ของเขาถือเป็นเรื่องธรรมดา อย่างที่รู้กันว่าโดยปกติไม่ว่าเนื้ออสูรชนิดไหนก็จะให้จีโนพอยต์สูงสุดไม่เกินสิบเท่านั้น ซึ่งไข่ใบใหญ่มหึมาแบบนี้ การจะได้สักหนึ่งจีโนพอยต์จะต้องกินเข้าไปปริมาณมาก ๆ ก่อน อย่างน้อยก็ต้องสักครึ่งฟองถึงจะได้จีโนพอยต์

ยิ่งกว่านั้น ในเวลานี้ร่างกายของหานเซินมีจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์อยู่ส่วนหนึ่งแล้ว การมีอยู่แบบนี้จะทำให้ร่างกายของเขาเกิดความต้านทานต่ำ ๆ ต่อจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งมีจีโนพอยต์มากความต้านทานจะยิ่งสูงขึ้น แต่แน่นอน ความต้านทานนี้ไม่ได้ส่งผลให้ร่างกายต่อต้านการรับจีโนพอยต์ใหม่ เพียงแต่จะทำให้ได้รับจีโนพอยต์ใหม่ยากขึ้นเล็กน้อย นี่หมายความว่าโอกาสที่เขาจะได้จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์เต็มสิบหน่วยจากการกินไข่ยักษ์ทั้งใบก็จะน้อยลง ดูแล้วกินหมดก็คงได้สักหกหรือเจ็ดพอยต์ ถ้าโชคร้ายจริง ๆ อาจจะได้แค่สี่หรือห้าพอยต์

แต่ไม่ว่าอย่างไร จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ก็คือจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ แค่ได้เพิ่มอีกหนึ่งพอยต์ก็ถือว่าดีสุด ๆ แล้ว

หานเซินใช้ท่อพลาสติกดูดไข่กินอย่างขะมักเขม้นและตั้งใจ ปกติท่อพลาสติกยาว ๆ อันนี้เขาต่อมันเข้ากับถุงน้ำที่พกติดตัวมาแล้วต่อปลายไว้ใกล้ ๆ ปากเพื่อให้สะดวกตอนดื่มและไม่ต้องขยับตัวมาก ตอนนี้เขาถอดมันออกมาและใช้ดูดของเหลวจากไข่แทน

ไข่ใบนี้ใหญ่เกินไป หานเซินกินจนแน่น ท้องแทบแตกปริมาณก็ยังลดลงไม่เท่าไหร่ และในที่สุดเสียงปริศนาก็ประกาศว่า เขาได้รับจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์หนึ่งพอยต์จากการกินครั้งนี้จนได้ ซึ่งนี่ทำให้เขาพอใจมากแล้ว

เมื่อดูดกินไข่ต่อไปไม่ไหว หานเซินก็ดึงท่อออก แล้วใช้ดินผสมน้ำอุดรูบนเปลือกไข่ จากนั้นเก็บท่อพลาสติก ออกจากรังยักษ์ และไต่ลงจากชะง่อนผากลับไปหาหลินเป่ยเฟิงข้างล่าง

.

.

“พี่หานไปนานจัง ข้างบนมีทางออกหรือเปล่า?” หลินเป่ยเฟิงที่รอจนกระวนกระวายรีบถามทันทีเมื่อเห็นหานเซินกลับลงมา แต่เพราะกลัวว่าจะทำให้ฝูงแมมมอทข้างล่างรู้ตัว จึงพูดด้วยเสียงแผ่วเหมือนกระซิบ

“ไม่มี ข้างบนก็เป็นหน้าผาเรียบ ๆ ชัน ๆ ไม่มีทางไปไหนได้เลย  ฉันว่าทางเดียวที่จะขึ้นไปได้คงมีเพียงเถาวัลย์เส้นนี้” หานเซินส่ายหัวตอบ มือเขย่าเถาวัลย์เบา ๆ

“ถ้างั้นเราคงต้องรอให้ฝูงแมมมอทกลับไปเอง” หลินเป่ยเฟิงถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง

“ไม่ต้องรีบหรอก เสบียงยังพอมีอยู่ รอดูสถานการณ์ก่อนก็ได้” หานเซินพูดปลอบ ท่าทีไม่ทุกข์ร้อน ตอนนี้เขายังไม่อยากรีบไปไหนเพราะมีไข่ยักษ์ข้างบนนั่นอยู่ และคำนวณแล้วเขาน่าจะต้องใช้เวลาห้าวันหรือมากกว่านั้นเพื่อดูดของเหลวจากในไข่ให้หมด

ชายหนุ่มทั้งสองซุกตัวนอนพักกันอีกคืน วันรุ่งขึ้น หานเซินก็ไต่เถาวัลย์ขึ้นไปดูดน้ำจากไข่ยักษ์อีกหน เขาปีนผาอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้อสูรที่เป็นเจ้าของรังนั้นรู้ตัว เมื่อแน่ใจว่าทางสะดวกก็ใช้ท่อพลาสติกดูดน้ำไข่เหมือนเดิม

“นายปีนขึ้นไปทำอะไรอีกล่ะ?” หลินเป่ยเฟิงถามด้วยความสงสัยทันทีที่หานเซินกลับลงมา

“ข้างบนมีอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์อยู่ ฉันขึ้นไปชำแหละมัน นายอยากไปด้วยไหมล่ะ?” หานเซินยิ้มตอบ พร้อมบอกความจริงครึ่งหนึ่ง

“เหอะ! ไม่อ่า นายเก็บไว้กินเองเถอะ” หลินเป่ยเฟิงส่ายหน้าแววตาไม่เชื่อถือแถมยังดูถูกไม่ปิดบัง เขาไม่เชื่อสักนิดว่าจะมีอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์อยู่สูงขึ้นไปบนหน้าผาชัน ๆ นี่ และถึงจะมีจริง ๆ ก็คงเป็นหานเซินมากกว่าที่จะถูกกินเสียเอง

.

.

.