ตอนที่ 30 น้ำไข่อยู่ที่ไหน?
ตอนที่ 30 น้ำไข่อยู่ที่ไหน?
หานเซินปีนขึ้นไปดูดน้ำจากไข่กินทุกวัน แต่ไม่เคยเจออสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ตัวเต็มวัยกลับมาที่รังเลยสักครั้ง จนเขาเริ่มคิดว่าบางทีพ่อแม่ของไข่ยักษ์นี่อาจถูกล่าและฆ่าตายไปแล้วเลยไม่กลับมาอีกก็ได้
แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น เพื่อความปลอดภัย หลังดูดน้ำไข่เสร็จหานเซินก็รีบกลับลงไปหาหลินเป่ยเฟิงที่ชะง่อนหินด้านล่าง ไม่ได้อยู่ในรังยักษ์นานนัก
ฝั่งหลินเป่ยเฟิง เพราะเชื่อสนิทใจว่าหานเซินปีนขึ้นไปเพื่อหาทางออก จึงไม่นึกสงสัยอะไรสักนิดและยังคงอดทนรออยู่แบบนั้น กระทั่งสองสามวันผ่านไป ในช่วงเช้าหลังตื่นนอน เมื่อหลินเป่ยเฟิงมองลงไปข้างล่าง เขาก็เห็นว่าพื้นข้างล่างกลายเป็นทะเลหมอก กลุ่มหมอกหนาแน่นขาวโพลนไปหมดจนมองไม่เห็นว่าฝูงแมมมอทไปกันแล้วหรือยัง
“พวกเราลงไปดูหน่อยดีไหมว่าฝูงแมมมอทไปแล้วหรือยัง?” หลินเป่ยเฟิงออกความเห็น เขาเริ่มทนไม่ไหวกับสภาพความเป็นอยู่แสนโหดร้าย อากาศที่ร้อนจัดในตอนกลางวันและหนาวเหน็บในตอนกลางคืนบนพื้นที่แคบ ๆ ที่คนสองคนต้องเบียดกันอยู่และการรอคอยที่ไร้จุดหมายทำให้เขาทรมานอย่างมาก
“รออีกสักสองวันให้ชัวร์ไปเลยดีกว่า ถ้าลงไปดูตอนนี้ เกิดมีแมมมอทตัวไหนตาดีจมูกดีเจอเราเข้า ทั้งฝูงต้องคลั่งขึ้นมาอีกรอบแน่ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นแทนที่มันจะไปเร็ว ๆ นี้ มันคงโกรธแล้วเฝ้าเราต่ออีกเป็นอาทิตย์…ขืนต้องรออยู่บนนี้นานขนาดนั้นเสบียงเรามีไม่พอแน่นอน” หานเซินคัดค้าน
ศักยภาพของร่างกายหานเซินนั้นดีกว่าหลินเป่ยเฟิงมาก เพราะนอกจากจะได้รับการพัฒนาจากจีโนพอยต์ เขายังฝึกวิชากระดูกหยกผิวหิมะทำให้ประสาทสัมผัสทั้งห้าคมชัดกว่ามนุษย์ปกติหลายเท่า ที่จริงเขาได้ยินเสียงฝูงแมมมอทค่อย ๆ จากไปตั้งแต่เมื่อวาน จนวันนี้ก็ไม่มีเสียงอสูรตัวใหญ่เคลื่อนไหวอีก แต่เป็นเพราะยังกินน้ำไข่ยักษ์ไม่หมด เด็กหนุ่มจึงยังไม่อยากกลับลงไปตอนนี้
หลินเป่ยเฟิงฟังแล้วก็คิดว่าอีกฝ่ายพูดมีเหตุผลจึงได้แต่กัดฟันทนต่อไป
.
.
เวลาผ่านไปอีกสองวัน หลินเป่ยเฟิงก็ยังเห็นว่าหานเซินปีนขึ้นไปทุกวัน ทั้ง ๆ ที่บริเวณที่มีเถาวัลย์ห้อยลงมาก็เป็นแค่พื้นที่เล็ก ๆ ใช้เวลานานขนาดนี้ก็ควรจะสำรวจครบหมดแล้ว ในตอนนี้เองที่หลินเป่ยเฟิงเริ่มสงสัยว่ามีบางอย่างแปลก ๆ
“นายปีนขึ้นไปทำอะไรทุกวัน?” เมื่อทนไม่ไหวคนสงสัยก็ถามออกมา
“ก็บอกแล้วไง ข้างบนมีอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ ฉันขึ้นไปชำแหละมัน” หานเซินยืนยันคำตอบเดิม
“งั้นพาฉันไปด้วยสิ ฉันอยากขึ้นไปด้วย” หลินเป่ยเฟิงยังคงไม่เชื่อคำพูดของหานเซิน แต่เพราะอยากรู้ว่าอีกฝ่ายไปทำอะไรข้างบนนั้นกันแน่จึงแกล้งตามน้ำและถามหยั่งเชิง
“ได้สิ” หานเซินยิ้มแล้วเริ่มไต่ขึ้นไปตามเถาวัลย์
หลินเป่ยเฟิงก็ตามขึ้นไป แต่เพราะร่างกายของเขาไม่แข็งแรงพอ ปีนไปได้ครึ่งทางก็ไปต่อไม่ไหว จึงโอดครวญเสียงดัง “พี่หาน ฉันไม่ไหวแล้ว นายจะไปไหนกันแน่เนี่ย?”
“ใกล้ถึงแล้วน่า อดทนอีกหน่อยสิ เอางี้ เดี๋ยวฉันขึ้นไปก่อน แล้วใช้เถาวัลย์ดึงนายขึ้นไป” หานเซินหยิบยื่นความช่วยเหลือพร้อมกับไต่เถาวัลย์ปีนขึ้นผาต่ออย่างว่องไว เร็วไม่ต่างจากลิงขึ้นมะพร้าว ไม่นานนักเขาก็โยนเถาวัลย์ลงมาจากข้างบน หลินเป่ยเฟิงรีบจับไว้แล้วผูกเข้ากับตัวก่อนใช้แรงดึงของหานเซินช่วยให้ปีนขึ้นผาได้ง่าย
เมื่อหลินเป่ยเฟิงปีนขึ้นมาถึงชะง่อนผากว้าง ได้เห็นรังและไข่ยักษ์ เขาก็อ้าปากค้าง ตาเบิกกว้างทันที “โห! ไข่อะไรใหญ่ขนาดนี้ นี่เป็นไข่ของอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ เหรอ?"
“ใช่แล้ว มันคือไข่ของนกระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์” หานเซินตอบ
“โห! พี่หาน นายมันสุดยอดจริง ๆ” หลินเป่ยเฟิงร้องด้วยความตื่นเต้น เขารีบพุ่งตรงเข้าหาไข่ ใช้หมัดทุบเปลือกจนแตกเป็นรูกว้าง จากนั้นก็ยื่นปากเข้าไปตั้งใจจะดูดไข่เหลว ๆ ข้างใน
เขาพยายามดูดแต่ก็ไม่พบอะไร จึงแลบลิ้นยาวเพื่อตวัดหาของข้างใน ทว่าพยายามอยู่นานก็ได้แต่อากาศเข้าปาก มหาเศรษฐีมีเงินรู้สึกหงุดหงิดจึงทุบเปลือกไข่เพิ่มอีกจนรูกว้างขึ้นพอจะมองเห็นด้านในได้
“น้ำไข่ไปไหนหมด?” หลินเป่ยเฟิงมองเข้าไปในเปลือกไข่แต่ก็เห็นว่ามันว่างเปล่า ไม่อะไรเหลืออยู่เลย
“ฉันกินหมดแล้ว” หานเซินพูดพร้อมกับกะพริบตา
“กินหมด? …นายดูดน้ำไข่หมดแล้ว?” หลินเป่ยเฟิงมองหานเซินด้วยสายตางุนงงปนตกตะลึง
“ฉันก็บอกนายตั้งแต่หลายวันก่อนแล้วไง แถมชวนให้ขึ้นมาด้วยกัน แต่นายไม่มาเอง ตอนนั้นฉันยังคิดว่าพี่หลินเป็นคนใหญ่คนโตก็เลยไม่สนใจอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่เสียอีก…หรือไม่พี่หลินก็ไม่เชื่อคำพูดของฉัน” หานเซินแกล้งยักไหล่ ทำปากยื่นปากยาวพูดด้วยท่าทางไม่ยี่หระ
หลินเป่ยเฟิงรู้สึกอยากเอาหัวโขกหน้าผา รู้สึกเสียดายสุด ๆ เขาระงับความรู้สึกอยากทุบหัวตัวเองก่อนถอนหายใจยาว แล้วตอบหานเซินสีหน้าทุกข์ทรมาน “โธ่ พี่หาน ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าที่นายพูดเป็นเรื่องจริง ใครจะไปรู้ว่าบนหน้าผานี่จะมีไข่เลือดศักดิ์สิทธิ์ใบเบ้อเร่อแบบนี้ ถ้าฉันรู้นะ ต่อให้แขนขาหัก ฉันก็จะใช้ฟันปีนขึ้นมาจนได้!”
“เอาเถอะ ๆ อย่าเพิ่งเสียใจไป พี่หลิน ถ้านายอยากกินจริง ๆ ไว้คราวหน้าถ้าฉันเจอไข่เลือดศักดิ์สิทธิ์อีก ฉันจะชวนนายกินด้วย” หานเซินพูดพร้อมกับตบไหล่หลินเป่ยเฟิง
“จริงนะพี่หาน คราวหน้าถ้ามีโอกาสดี ๆ แบบนี้อีก ต้องนึกถึงฉันนะ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา อยากได้เท่าไหร่บอกมาได้เลย ฉันจะไม่ปฏิเสธสักคำ” หลินเป่ยเฟิงพยักหน้าหงึกหงักพลางขอคำมั่น คิ้วหนาขมวดแน่น เขายังหงุดหงิดในความโง่ของตัวเองไม่หาย
“ได้เลย ถ้ามีของดีอีก ฉันจะเรียกนายแน่นอน” หานเซินลำบากลำบนไม่น้อยกว่าจะพาหลินเป่ยเฟิงขึ้นมาถึงจุดนี้ได้…และจุดประสงค์แท้จริงของเขาก็เพื่อให้ได้ยินคำพูดแบบนี้จากอีกฝ่าย เพราะคนอย่างหลินเป่ยเฟิงนี่แหละคือ ‘ลูกค้าชั้นยอด’
หลินเป่ยเฟิงบ่นพึมพำกับตัวเองต่ออีกพักใหญ่เพราะความเสียดายขณะที่มือทุบเปลือกไข่ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วห่อด้วยผ้าเพื่อแบกกลับไป เขาบอกว่าจะลองเอากลับไปต้มซุปดู เผื่อว่าจะได้จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์บ้าง
‘จะต้มซุป? นายคิดว่านี่เป็นกระดูกหมูหรือไง? จะต้มกี่ร้อยปีก็ไม่ได้จีโนพอยต์หรอก’ หานเซินนึกขำอยู่ในใจ
หลังพวกเขาลงจากผาสูงมาได้ ฝูงแมมมอทก็หายไปหมดแล้ว หานเซินพาหลินเป่ยเฟิงกลับไปยังฐานพักพิงเกราะเหล็ก
เมื่อใกล้ถึงฐานพักพิง หานเซินหัวเราะแล้วหันไปบอกผู้ร่วมเดินทางคนใหม่ “พี่หลิน ฉันมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีในฐานพักพิง ขอไม่เดินเข้าไปพร้อมกับนายดีกว่า ไว้เจอกันใหม่คราวหน้านะ”
หลินเป่ยเฟิงรั้งไว้ เขาตบหน้าอกตัวเองพร้อมพูด “เฮ้ย! พี่หานคิดว่าฉันเป็นคนยังไง? เราเสี่ยงชีวิตมาด้วยกันแล้ว นับเป็นพี่น้องก็ยังได้ ใครไม่เคารพพี่หานก็เหมือนไม่เคารพฉัน ใครกล้ารังแกพี่หานฉันจะฆ่ามันทิ้งให้หมด!”
“เอาน่า ฉันยังมีธุระอย่างอื่นต้องทำอีก เสียเวลามากกว่านี้ไม่ได้ แล้วฉันก็ไม่อยากยุ่งยากด้วย เราแยกกันตรงนี้แหละดีแล้ว นายเดินเข้าไปเองเถอะ ไว้ค่อยเจอกัน” หานเซินรู้ดีว่าไม่ควรเชื่อคำพูดเกินจริงของหลินเป่ยเฟิง เขาโบกมือแล้วเดินห่างออกไป
.
.
ไข่นกเทพวายุช่วยเพิ่มจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ให้หานเซินอีกห้าพอยต์ ซึ่งน้อยกว่าที่เขาคาดไว้ แต่การได้จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ก็ทำให้หานเซินมีจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์รวมทั้งหมดสิบแปดพอยต์แล้ว อย่างไรก็ถือว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากอยู่ดี
มีเรื่องหนึ่งที่น่าเสียดายคือ ไข่นกเทพวายุไม่ได้ให้วิญญาณอสูรมาด้วย แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ ถึงจะล่าอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ได้สิบแปดตัวก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้วิญญาณอสูรเสมอไป หานเซินคิดว่าครั้งก่อน เป็นเพราะเขาโชคดีแบบสุด ๆ และคงไม่มีใครจะดวงเฮงได้ตลอดไป
หานเซินกลับมาที่ห้องพักในฐานพักพิงอย่างสบายอกสบายใจแล้วกลับออกจากก็อดแซงก์ทัวรี ทว่าเท้ายังไม่ทันก้าวพ้นประตูสถานีเทเลพอร์ต เขาก็เห็นสาวสวยหุ่นเซียะแบบนักกีฬา ยืนขวางทางอยู่ข้างหน้า
“แค่ก ๆ คุณหัวหน้าฉิน เจอกันอีกแล้วนะครับ” หานเซินสำลักอากาศ ในใจมีแต่คำว่า ‘ตายแน่’ ดังลั่น เขาอารมณ์ดีจนเผลอลืมเรื่องของฉินเซวียนไปเสียสนิท ฮือ…เขาหายไปตั้งนาน ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะยังผูกอาฆาตถึงกับมาดักรอเขาแบบนี้
“ตามฉันมา” ฉินเซวียนพูดเสียงเย็นชา แววตาเดาไม่ได้ พูดจบก็เดินนำเด็กหนุ่มไปที่ห้องต่อสู้ทันที เธอยังไม่พอใจกับการที่เคยพลาดท่าให้หานเซินครั้งก่อน และตั้งใจแน่วแน่ว่าคราวนี้จะสั่งสอนเขาให้สาสม ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่อาจปล่อยวางเรื่องนี้ได้
.
.
.