LNCrawler

ตอนที่ 4 บ้าน

สุดยอดยีนเทพเจ้า — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 4 บ้าน

[จ้าวย่าหลง–ประธานวายเอทีอีกรุป วิวัฒนาการครั้งที่ 3 สำเร็จ และกำลังเตรียมตัวเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีสเปซที่ 4 ซึ่งจะนับเป็นมนุษย์คนที่ 83 ในประวัติศาสตร์ที่ไปถึงสเปซที่ 4 ของก็อดแซงก์ทัวรี โดยขณะนี้ประธานจ้าวมีอายุขัย 500 ปี และได้รับสถานะ ‘กึ่งเทพ’ เป็นที่เรียบร้อย]

.

[เด็กหนุ่มอัจฉริยะแห่งกาแล็กซีเรคอต–เหลยเกอ ใช้จีโนพอยต์กลายพันธุ์ 100 พอยต์เพื่อวิวัฒนาการเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีสเปซที่ 3 ขณะนี้เขามีอายุขัย 300 ปี และได้รับสถานะ ‘ผู้วิวัฒนาการ’ แล้ว]

.

[สมาชิกวุฒิสภาเฮมิงเวย์นำกลุ่มสังหารสัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ในก็อดแซงก์ทัวรีสเปซที่ 4 ได้เช้าวานนี้ นับเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่โค่นล้มสัตว์อสูรที่อยู่ระดับสูงสุดได้ในขณะนี้]

.

.


 

หานเซินที่เพิ่งเทเลพอร์ตกลับออกมาจากฐานพักพิงเกราะเหล็กยืนอ่านข่าวเด่นประจำวันบนกระดานข่าวของสถานีเทเลพอร์ตแห่งหนึ่ง

.

[“จากการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ มนุษยชาติจะมีผู้ที่สามารถวิวัฒนาการครั้งที่สี่และก้าวเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีสเปซที่ 5 ได้เป็นคนแรกในอีกสิบปีข้างหน้า…”]

เสียงรายงานข่าวจากจอภาพขนาดใหญ่บนตึกแห่งหนึ่งในละแวกนั้นดังขึ้นในขณะที่หานเซินกำลังเดินออกจากสถานีเทเลพอร์ตเพื่อตรงกลับบ้าน

‘ผู้วิวัฒนาการ ผู้เป็นเลิศ กึ่งเทพ…  ขอแค่มีคริสตัลสีดำ เราก็ไปถึงระดับนั้นได้  ไม่สิ! เราต้องไปให้ได้ไกลยิ่งกว่านั้น ระดับสูงสุดที่เหนือกว่าใคร...จะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกแล้ว!’

เด็กหนุ่มครุ่นคิดพลางตั้งเป้าหมายกับตัวเองในระหว่างนั่งรถไฟฟ้า

.

ในตอนที่เดินมาถึงหน้าบ้าน ยังไม่ทันก้าวพ้นสวนเล็ก ๆ หานเซินก็ได้ยินเสียงทุ้ม ๆ ฟังดูตึงเครียดของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากด้านใน 

“ลั่วซูหลาน เธอจะฮุบสมบัติของตระกูลหานไปง่าย ๆ ไม่ได้!  บ้านหลังนี้เป็นของพ่อแม่ฉัน เป็นมรดกที่พวกท่านทิ้งเอาไว้ ยังไงพวกเราสามพี่น้องก็มีสิทธิ์ในบ้านเท่า ๆ กัน… ตอนนี้พี่ใหญ่ไม่อยู่แล้ว ฉันกับน้องก็ไม่ได้อยากรังแกพวกเธอ แต่ถ้าจะให้เธอยึดบ้านหลังนี้ไว้คนเดียว พวกเรายอมไม่ได้!”  

“ใช่แล้ว บ้านที่เป็นมรดกของพ่อแม่ ลูกทุกคนต้องมีสิทธิ์ครอบครองเท่ากัน คุณแค่คนที่แต่งเข้ามาจะยึดไว้เป็นของตัวเองมันไม่ถูกต้อง” เสียงของผู้ชายวัยกลางคนดังขึ้น 

“พี่รองพูดถูก พี่สะใภ้ใช้บ้านหลังนี้มายี่สิบกว่าปี ที่ผ่านมาถือว่าคุ้มค่ามาก ตอนนี้บ้านก็เก่าโทรมจนไม่น่าอยู่แล้ว น่าจะได้เวลาคืนมรดกให้พวกเราแล้วนะครับ” เสียงที่นุ่มนวลกว่าของผู้ชายอีกคนดังตามมา

“จริงค่ะ คุณอยู่ที่นี่มาเกินยี่สิบปีแล้ว และที่จริงคุณเองก็เป็นคนนอก ตั้งแต่สามีคุณเสียไป พี่รองกับสามีฉันก็ยังไม่เคยเก็บค่าเช่าเลยแม้แต่เหรียญเดียว ฉันว่าทำให้เรื่องมันจบในวันนี้เถอะนะคะ" เสียงผู้หญิงที่แหลมจนเสียดหูสำทับ

ผู้หญิงเสียงทุ้มคนเดิมพูดต่อ “เราปรึกษาทนายแล้ว บ้านหลังนี้มีราคาประเมินอยู่ที่สามล้านเหรียญ เธอต้องจ่ายพวกเรามาครอบครัวละล้าน ไม่งั้นเราจะขายบ้านหลังนี้แล้วเอาเงินมาแบ่งกัน”

“น้องรอง น้องสาม อย่าบีบฉันเลยนะ พวกเธอก็รู้ว่าฉันกำลังลำบาก ฉันจะไปหาเงินสองล้านมาจากไหน?” เสียงของผู้หญิงอีกคนตอบกลับอย่างสิ้นหวัง 

“ถ้างั้นก็ขายบ้าน!” ผู้หญิงเสียงทุ้มสวนทันควัน

“ถ้าขายบ้าน แล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหน? เซินเพิ่งเรียนจบ เหยียนยังเล็ก และอีกไม่นานก็ต้องเข้าโรงเรียน เห็นใจพวกเราเถอะ” ลั่วซูหลานวิงวอน

“คุณลั่วคะ! คุณก็พูดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว  ครอบครัวพวกเราก็ลำบากเหมือนกัน หานเซินยังดีที่ได้เข้าโรงเรียนรัฐบาล แถมตอนนี้ก็เรียนจบแล้ว ลูกฉันสิกำลังจะเข้าโรงเรียนเอกชน แค่เรื่องค่าเทอมก็ทำให้ฉันเครียดจนผมจะหงอกหมดหัวอยู่แล้ว”  ผู้หญิงเสียงแหลมโต้ ครั้งนี้เสียงเธอสูงขึ้นจนเหมือนหวีดร้อง

“พี่สะใภ้ ขายบ้านไปก็ดีเหมือนกันนะครับ นอกจากจะจบปัญหาได้ แล้วก็ยังได้เงินมาอีกตั้งล้านนึง พี่จะได้มีเงินให้เหยียนเหยียนเรียนด้วยไง” ผู้ชายที่ฟังดูอ่อนโยนกว่าคนอื่น ๆ เกลี้ยกล่อม

“เอาละ ๆ เธอรีบตัดสินใจได้แล้ว พวกเรามีเวลาไม่มาก เลือกมาว่าจะให้เงินเราหรือขายบ้าน!”  ผู้หญิงเสียงทุ้มเริ่มหมดความอดทน

หานเซินที่ยืนฟังอยู่นอกประตูโกรธจัด เขาเองก็ไม่ทนแล้วเช่นกัน เด็กหนุ่มกระชากประตูเปิดแล้วพุ่งเข้าไปในบ้าน 

ภาพแรกที่เห็นคือแม่กำลังกอดน้องสาววัยห้าขวบที่สะอื้นจนตัวโยกไว้ในอ้อมแขน หนูน้อยหานเหยียนขดตัวอยู่ในอ้อมอกมารดาน้ำตานองหน้า ดวงตาใส ๆ มีแต่ความหวาดหวั่นและตื่นกลัว  ถัดไปไม่ไกลมีผู้ชายสองคนกับผู้หญิงสองคนยืนจ้องพวกเขาอยู่  หานเซินรู้สึกว่าสีหน้าของคนเหล่านี้น่ารังเกียจสิ้นดี

“พวกคุณมีหน้ามาทวงบ้านหลังนี้กันอีกเหรอ?”

หานเซินชี้หน้าผู้หญิงร่างท้วมเจ้าของเสียงทุ้ม “ลืมไปแล้วเหรอ ตอนอาทำงานที่บริษัท หนี้สิบกว่าล้านของอาก้อนนั้นน่ะ ใครกันที่ร้องไห้มาหาพ่อผม? แล้วใครที่ให้เงินอาปลดหนี้จนหมด!”

“หานเซิน นี่แกพูดอะไร! ใครเป็นหนี้กัน อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ!” หญิงเสียงทุ้มลนลานปฏิเสธ

“อาก็ด้วย บริษัทใหม่ของอาล้มละลาย เป็นอาเองไม่ใช่เหรอที่มาคุกเข่าขอร้องให้พ่อผมช่วย?” หานเซินชี้หน้าผู้ชายที่ดูหนุ่มและท่าทางนุ่มนวลที่สุดพลางพูดอย่างโกรธจัด

“อาเขย คุณติดหนี้พนันก้อนโต ถูกบีบจนเกือบกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ใครเป็นคนช่วยคุณ? คุณเคยมีเรื่องชู้สาวจนถูกฟ้องเกือบหมดตัว ตอนนั้นใครเป็นคนช่วยออกเงินให้?” หานเซินชี้หน้าผู้ชายเจ้าเนื้ออีกคน

“ถ้าพ่อผมไม่เอาเงินมากมายไปช่วยพวกคุณ มีเหรอบ้านเราจะตกอับอย่างทุกวันนี้ นี่ผมยังไม่ได้พูดเรื่องสตาร์ยูนิเวิร์สกรุปที่อยากจะเทกโอเวอร์บริษัทเรานั่นอีกนะ  พวกคุณเห็นดีเห็นงามแต่ถูกพ่อผมคัดค้าน…พ่อถึงต้องตายปริศนาแบบนั้นใช่ไหมล่ะ?”

หานเซินกัดฟันมองคนทั้งสี่

“พวกคุณมันใจดำ ตอนพ่อผมตาย ไม่มีใครมางานศพเลยสักคน มีแต่รีบวิ่งไปหากลุ่มสตาร์ยูนิเวิร์สเพื่อขายบริษัทของตระกูล  พวกคุณมาทวงบ้านบอกว่ามีสิทธิ์ได้บ้าน ถ้างั้นพวกเราก็มีสิทธิ์ได้เงินที่พวกคุณขายบริษัทเหมือนกัน ไหนล่ะเงินนั่นน่ะ เคยคิดจะแบ่งเราบ้างรึเปล่า? 

ครอบครัวผมมีสิทธิ์อยู่ที่นี่โดยชอบธรรมเพราะพ่อผมเป็นคนดูแลบ้าน ดูแลคุณปู่คุณย่า ตอนที่คุณปู่คุณย่ายังอยู่ มีพวกคุณคนไหนมาดูดำดูดีพวกท่านบ้าง? พอมาตอนนี้กลับอ้างสิทธิ์มาทวงบ้าน ถามจริงเถอะ ไม่อายบ้างเหรอ?”

“หุบปากนะ! พ่อของแกทำในสิ่งที่พี่ชายคนโตควรจะทำอยู่แล้ว และบริษัทก็เป็นสมบัติที่พ่อแม่เราทิ้งเอาไว้ให้ ถึงเป็นพี่ชายคนโตก็ไม่มีสิทธิ์จะครอบครองมันคนเดียว เงินในบริษัทเป็นส่วนกลางพวกเราเป็นกรรมการบริหารจะเอาไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นแบบไหนก็ได้” หานอวี้เหมยพูดอย่างไม่อายใคร

“อารองพูดถูก จริงอยู่ที่พ่อของเธอเป็นประธานบริษัท แต่พวกอาเองก็มีสิทธิ์ในบริษัทเหมือนกัน พอพ่อเธอเสีย บริษัทไปต่อไม่ได้ อากับอารองก็ตัดสินใจขายก่อนที่ล้มละลายมากกว่านี้ พวกอาแค่เอาเงินส่วนที่เป็นของตัวเองกลับมาเท่านั้นเอง” หานเหลยพูด

“พอเถอะ! พูดกันต่อไปก็ไร้ประโยชน์ พวกแกจะคิดยังไงกับเราก็แล้วแต่ แต่ถ้าไม่ให้เงินเรามาก็รอเจอกันในศาลได้เลย ถึงตอนนั้นฉันรับรอง พวกแกไม่มีวันชนะคดีแน่!” หานอวี้เหมยข่มขู่

หานเซินโกรธจนตัวสั่น เขารู้สึกเจ็บใจแทนพ่อ ตอนพ่อของเขาเข้ามารับช่วงต่อดูแลกิจการ บริษัทนี้ยังเป็นแค่บริษัทเล็ก ๆ เท่านั้น และด้วยความพยายามของพ่อบริษัทก็เติบโตขึ้น หลายครั้งที่พ่อต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนในครอบครัวจนบริษัทเกือบล้มละลาย แต่ผลสุดท้ายพ่อกลับต้องตายอย่างเป็นปริศนา 

ในตอนยังมีชีวิตอยู่ พ่อมักพูดเสมอว่า ‘ทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน ยามลำบากต้องช่วยเหลือกัน ช่วยคนในครอบครัวไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อย’ พอมานึกดูตอนนี้ คำพูดที่ว่า…น่าตลกสิ้นดี

เพราะหลังพ่อจากไป เมียกับลูก ๆ ของพ่อกลับต้องเผชิญความลำบากและทุกข์ร้อนด้วยฝีมือของคนในครอบครัวที่พ่อเคยช่วยเหลือ

อันที่จริง ถ้าชีวิตคนเหล่านี้มีปัญหาหนัก จำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ หานเซินก็คงพอทำใจยอมเจรจาหาวิธีประนีประนอมได้ แต่จากที่เห็น คนโลภพวกนี้ตั้งใจมาเพื่อขูดรีดของแท้  

ดูแค่รถส่วนตัวที่พวกเขาใช้ก็รู้แล้ว แต่ละคันราคาหลายล้านเหรียญ… ห่างไกลจากคำว่ายากลำบากไปมากโข

.

.

.