LNCrawler

ตอนที่ 6 ชุดเกราะคือทุกสิ่ง

สุดยอดยีนเทพเจ้า — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 6 ชุดเกราะคือทุกสิ่ง

ขณะนี้หานเซินกำลังจ้องมองจุดจุดหนึ่งอย่างระมัดระวัง ดูเหมือนเขาจะสังเกตเห็นบางอย่างสีเขียว ๆ ในพุ่มหญ้าด้านหน้า หากไม่ตั้งใจมองให้ดีอาจคิดว่ามันเป็นแค่ใบหญ้าใบหนึ่ง ใครที่ไม่ระวังคงไม่ทันคิดว่ามันคือสัตว์อสูรอันตรายที่สามารถตัดคอคนขาดได้ในเสี้ยววินาที

…ตั๊กแตนสลาตัน!…

ขาคู่หน้าคล้ายใบเลื่อยที่เห็นอยู่มีขนาดใหญ่มาก ความยาวของขาแค่สองปล้องแรกรวมกันก็มากกว่าความยาวลำตัวทั้งหมดแล้ว ที่สำคัญขาใบเลื่อยดูแข็งไม่ต่างจากเหล็ก หนามมากมายตรงปลายขาเป็นเงาวาววับดูคมกริบ ทำเอาหานเซินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ถึงส่วนลำตัวจะดูบอบบางมาก แต่ขนาดขาบวกกับความว่องไวระดับปีศาจ การจะโจมตีให้โดนตัวมันคงไม่ใช่เรื่องง่าย

โชคดีที่หานเซินเป็นฝ่ายเห็นเจ้าตั๊กแตนก่อน เด็กหนุ่มในชุดเกราะทองค่อย ๆ ย่องเข้าไปช้า ๆ ในหัวคำนวณหาระยะปลอดภัยที่น่าจะเข้าใกล้ได้มากที่สุดโดยไม่ทำให้มันรู้ตัว

เมื่ออยู่ห่างจากเป้าหมายราวสองเมตรหานเซินก็หยุด เขาไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้กว่านี้เพราะกลัวจะทำให้มันรู้ตัวจนพลาดโอกาสในการจู่โจมตรงจุดที่เล็งไว้

เด็กหนุ่มตั้งสมาธิ เขากระชับมีดในมือแล้วกระโจนออกจากกอหญ้า!

หานเซินฟันไปที่เอวของตั๊กแตนสลาตันอย่างรวดเร็ว

แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินความเร็วและปฏิกิริยาตอบสนองของคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป ตั๊กแตนสลาตันรู้ตัวทันทีที่ผู้บุกรุกโผล่จากที่ซ่อน มันกระพือปีกบินขึ้นเพื่อหลบหลีกการโจมตีก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมกลับในชั่วพริบตา 

*เคร้ง!* เสียงปะทะกันของโลหะดังขึ้น 

ตั๊กแตนสลาตันรวดเร็วสมคำร่ำลือ หานเซินยังไม่ทันรู้ตัวขาหน้าคู่นั้นก็ฟันถูกหัวของเขาแล้ว  เขาไม่สามารถตอบสนองการโจมตีของแมลงตัวเขียวได้เลย… ไม่แม้แต่จะมองตามทันด้วยซ้ำ!

ทว่าเด็กหนุ่มในชุดเกราะทองกลับไร้รอยขีดข่วน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแค่เหมือนมีลมหอบใหญ่พัดมาปะทะวูบหนึ่งพร้อมกับแรงกระแทกเบา ๆ คล้ายมีใครเอาก้อนหินเล็ก ๆ มาปาใส่หัวเขาเท่านั้น 

การโจมตีของตั๊กแตนสลาตันเรียกได้ว่าไร้ผลโดยสิ้นเชิง ขาหน้าทรงพลังของมันไม่สามารถทิ้งรอยใด ๆ ไว้บนพื้นผิวของชุดเกราะเลือดศักดิ์สิทธิ์ได้เลยสักนิด

หานเซินตั้งสติได้ในทันที เขาระงับความยินดีเอาไว้และใช้โอกาสที่เจ้าตั๊กแตนยักษ์กำลังงุนงงตวัดมีดในมือเข้าใส่ลำตัวช่วงท้องของมันสุดแรง 

*ชัวะ*

ร่างของตั๊กแตนสลาตันขาดออกเป็นสองท่อน ของเหลวสีเขียวที่น่าจะเป็นเลือดสาดกระจายไปทั่ว

ทว่าตอนนี้หานเซินกลับไม่สนใจเลือดแมลงเหนอะ ๆ ที่เปรอะไปทั่วทั้งตัวแม้แต่น้อย เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการมีชุดเกราะบวกรวมกับเสียงแจ้งเตือนในหัวกำลังทำให้ใจเขาลิงโลด 


 

-- สังหารตั๊กแตนสลาตันระดับโบราณ, ไม่ได้รับวิญญาณอสูร, หากกินเนื้อตั๊กแตนสลาตันระดับโบราณ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า… มีเกราะเลือดศักดิ์สิทธิ์ ก็เหมือนมีโลกอยู่ในกำมือ! ขอแค่มีเกราะชุดนี้ ใครหน้าไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้ เอ้า! ดาหน้าเข้ามาเจ้าตั๊กแตนทั้งหลาย…  หรือจะเป็นอสูรกลายพันธุ์ก็ไม่กลัว ฉันคนนี้จะเป็นผู้ล่าเพียงหนึ่งเดียว ฮ่าฮ่าฮ่า” 

หานเซินกำลังฮึกเหิมอย่างหนัก ความกล้าและบ้าบิ่นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนระเบิดอยู่ในอก ความกลัวก่อนหน้านี้หายไปไม่มีเหลือ เขาไม่คิดจะรอจังหวะแล้วค่อย ๆ ล่าอีกต่อไป  เด็กหนุ่มวิ่งลึกเข้าไปในหุบเขา เริ่มไล่ล่าตั๊กแตนสลาตันอย่างบ้าคลั่ง 

เขาลากฝูงตั๊กแตนมารวมกันจำนวนมากก่อนลงมือผ่าครึ่งทีละตัว

*ชัวะ ๆ ชัวะ ๆ ชัวะ ชัวะ ชัวะ*


 

-- สังหารตั๊กแตนสลาตันระดับโบราณ, ไม่ได้รับวิญญาณอสูร, หากกินเนื้อตั๊กแตนสลาตันระดับโบราณ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --

-- สังหารตั๊กแตนสลาตันระดับโบราณ, ไม่ได้รับวิญญาณอสูร, หากกินเนื้อตั๊กแตนสลาตันระดับโบราณ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --

-- … --

หานเซินวิ่งตะลุยเข้าไปในหุบเขากว้าง เสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นรัว ๆ ในหัวทำให้เด็กหนุ่มเลือดเดือดพล่าน ตอนนี้เขาฆ่าแมลงเขียวขาเลื่อยไปยี่สิบกว่าตัวแล้ว โดยทั้งหมดใช้เวลาไปไม่กี่นาทีเท่านั้น


 

++++++++++


 

ถัดออกไปไม่ไกล เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินทางผ่านมายังหุบเขาสลาตัน 

ซูเสี่ยวเฉียวก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเบื่อหน่าย ปากก็บ่นกระปอดกระแปดตัดพ้อถึงความโชคร้ายของตัวเองมาตลอดทาง

พ่อแม่ของซูเสี่ยวเฉียวเป็นถึงเจ้าของบริษัทระหว่างดวงดาว* อีกทั้งทั้งสองยังมี ‘บรรดาศักดิ์’ เป็น ‘ผู้มีเกียรติ’ และ ‘ผู้ทรงเกียรติ’ แต่ตัวเขาที่เป็นถึงทายาทกลับถูกส่งมาติดแหง็กอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็กซังกะบ๊วย …ที่นี่เขาไม่รู้จักใครเลย ไม่มีทั้งวิญญาณอสูรหรือผู้ช่วยดี ๆ ไม่เหมือนลูกหลานของมหาเศรษฐีบ้านอื่นที่จะได้รับเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่ว่ามานั่นทันทีที่ก้าวเข้ามายังโลกใหม่

(*บริษัทระหว่างดวงดาว หมายถึง บริษัทที่ประกอบธุรกิจอยู่ในระดับที่เหนือกว่าบริษัทข้ามชาติ บริษัทเหล่านี้จะประกอบธุรกิจข้ามดวงดาว ธุรกิจของพวกเขาจะเข้าถึงคนในดวงดาวอื่น ๆ หรือบางบริษัทที่มีขนาดใหญ่ก็อาจไปไกลถึงกาแล็กซีอื่นด้วย)

และเพื่อให้ได้รับบรรดาศักดิ์เหมือนพ่อแม่ ซูเสี่ยวเฉียวจึงตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มล่าอสูรกับฉินเซวียน ด้วยความหวังว่าสักวันเขาจะเก็บจีโนพอยต์กลายพันธุ์ได้ครบหนึ่งร้อย และใช้มันเพื่อวิวัฒนาการ

‘บรรดาศักดิ์’ ของสหพันธ์ดวงดาวก็เปรียบเสมือนยศขุนนางในสมัยโบราณ ซึ่งบรรดาศักดิ์ที่ว่านี้จะมีอยู่ด้วยกันสองตำแหน่ง 

ตำแหน่งแรกเรียกว่า ‘ผู้มีเกียรติ’ ขอเพียงวิวัฒนาการครั้งที่สองและเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีสเปซที่สามได้ ไม่ว่าใครก็สามารถยื่นเรื่องไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหพันธ์ดวงดาวเพื่อทำเรื่องขอตำแหน่งนี้ได้ทันที

ตำแหน่งที่สองเรียกว่า ‘ผู้ทรงเกียรติ’ การจะได้รับตำแหน่งนี้ ผู้ยื่นคำขอจะต้องเป็นคนที่มีวิวัฒนาการครั้งแรกโดยใช้จีโนพอยต์ระดับกลายพันธุ์ขึ้นไปเท่านั้น 

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้มีเกียรติหรือผู้ทรงเกียรติ ทุกคนที่มีสถานะเหล่านี้ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์จากสหพันธ์ดวงดาวมากมาย  แต่เหนือสิทธิประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวง การมี ‘บรรดาศักดิ์’ ยังถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึง ‘สถานะอันสูงส่งในสังคม’  ยิ่งเป็นยุคสมัยที่การแบ่งแยกชนชั้นในสหพันธ์เข้มข้น บวกกับการแข่งขันทางสังคมอันดุเดือดด้วยแล้ว  ในยุคนี้ถ้าคุณไร้บรรดาศักดิ์ ไม่มีตำแหน่งใด ๆ ก็มักจะถูกเพิกเฉย ถูกตัดขาด หรือไม่ก็ถูกดูแคลน  ถ้าเป็นในแวดวงไฮโซ คนส่วนใหญ่จะเมินหน้าไม่อยากสนทนาด้วย หรือถ้าเป็นแวดวงธุรกิจก็จะไม่มีใครอยากเข้ามาร่วมทุน หรือแม้แต่ติดต่อธุรกิจ

พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ การมีบรรดาศักดิ์ก็เหมือนมีใบเบิกทางให้ชีวิตก้าว[ไปข้าง]หน้าในสังคม[จอมปลอมแต่จำเป็น]ได้ง่ายขึ้น

ซูเสี่ยวเฉียวไม่กล้าหวังสถานะสูง ๆ อย่าง ‘ผู้ทรงเกียรติเลือดศักดิ์สิทธิ์’ เขาขอเพียงสะสมจีโนพอยต์กลายพันธุ์ได้ครบ เกิดวิวัฒนาการ แล้วยื่นขอสถานะผู้ทรงเกียรติธรรมดาได้ก็พอใจแล้ว ซึ่งนั่นคือทั้งหมดที่พ่อกับแม่คาดหวังในตัวเขา

อย่างไรก็ตาม การจะสะสมจีโนพอยต์กลายพันธุ์ให้ครบหนึ่งร้อยพอยต์ด้วยการล่าอสูรตัวคนเดียวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และการมีเงินอย่างเดียวก็ไม่อาจช่วยให้วิวัฒนาการไปสู่ระดับสูงได้เสมอไปเช่นกัน  ก็ขนาดซูเสี่ยวเฉียวที่เป็นทายาทเศรษฐี มีเงินเหลือเฟือก็ยังมีปัญญาหาซื้อได้แค่เนื้อสัตว์อสูรระดับสามัญและโบราณเท่านั้น  เนื้อระดับกลายพันธุ์ไม่ใช่สิ่งที่จะมีคนเอาออกมาขายง่าย ๆ หรือถึงจะยื่นข้อเสนอขอซื้อในราคาสูงมาก ๆ ก็ไม่แน่ว่าจะมีใครยอมขายด้วยซ้ำ

ในฐานพักพิงเกราะเหล็กมีเพียงการเข้าร่วมกลุ่มล่าอสูรของฉินเซวียนที่ตั้งเป้าหมายจะวิวัฒนาการด้วยจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นถึงจะมีโอกาสที่เนื้อระดับกลายพันธุ์จะตกมาถึงมือเขาบ้าง  ทว่าการจะได้รับเนื้อระดับกลายพันธุ์จากกลุ่มของฉินเซวียนไม่เกี่ยวข้องกับเงินทองหรือฝีมือในการต่อสู้  โอกาสที่ว่านั่นจะมาหาก็ต่อเมื่อทำงานให้เธอตามที่ได้รับมอบหมาย

ซูเสี่ยวเฉียวเป็นเพียงหนึ่งในผู้ที่ทำงานให้ฉินเซวียน เขามีหน้าที่เดินทางไปสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนเข้าไปเพื่อค้นหาร่องรอยของสัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ก่อนส่งข่าวไปให้ผู้นำกลุ่มรับทราบ  ถ้าฉินเซวียนเจอเป้าหมายที่ต้องการ เธอก็จะจ่ายค่าตอบแทนเป็นส่วนแบ่งเนื้อสัตว์อสูรระดับกลายพันธุ์ที่เก็บไว้ในสต๊อกให้ผู้แจ้งเบาะแสอย่างเขา

ซูเสี่ยวเฉียวร่อนเร่ไปในที่ต่าง ๆ มามากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว แต่กลับยังไม่เจอร่องรอยของสัตว์อสูรระดับสูงเลยสักตัว อย่าว่าแต่สัตว์อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่รอยเท้าของสัตว์อสูรระดับกลายพันธุ์ก็ยังไม่เห็น ยิ่งตอนนี้เสบียงที่พกติดตัวมาก็ใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว เด็กหนุ่มลูกเศรษฐีได้แต่ทอดถอนใจ…‘ดูท่าครั้งนี้เขาคงต้องกลับฐานพักพิงมือเปล่า เฮ้อ~ กลับไปรอบนี้อย่างน้อยก็ถือซะว่าได้เติมเสบียงก่อนออกเดินทางอีกครั้งแล้วกัน’

ทว่าระหว่างทางกลับ ซูเสี่ยวเฉียวเดินผ่านหุบเขาสลาตันที่ว่ากันว่าอันตรายไม่น่าเข้าใกล้ 

‘ที่นี่ไม่ค่อยมีคนอยากเข้าไป…ไม่ค่อยมีใครรบกวน…ไม่แน่อาจจะมีสัตว์อสูรระดับโหด ๆ ซ่อนอยู่ก็ได้’  

คิดอย่างนั้น เขาจึงตัดสินใจเข้าไปสำรวจสักหน่อย เผื่อหุบเขาเงียบ ๆ แห่งนี้จะมีสิ่งที่เขากำลังตามหา

ซูเสี่ยวเฉียวย่องเข้ามาภายในหุบเขาสลาตันอย่างระมัดระวัง นอกจากหญ้ารก ๆ สูง ๆ กับต้นไม้ใหญ่มาก ๆ ที่นี่ก็เหมือนจะไม่มีอะไรอีก… ‘ไม่มีอะไรเลยงั้นเหรอ?’ 

ไม่นานเด็กหนุ่มก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะตั้งแต่ที่เขาเข้ามา เขายังไม่เห็นตั๊กแตนสลาตันที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความน่ากลัวนั่นเลยแม้แต่ตัวเดียว และหลังจากเดินลึกเข้าไปในหุบเขาอีกห้าร้อยเมตร เขาก็พบ…ร่องรอยการต่อสู้เต็มไปหมด!

‘หรือว่าจะมีคนยกทัพมากวาดล้างตั๊กแตนในหุบเขาสลาตัน? แต่ใครล่ะจะทำแบบนี้ได้ แก๊งพี่หมัดเหล็กหรือกลุ่มโอรสสวรรค์? ไม่สิ! ถึงร่องรอยพวกนี้จะดูเยอะก็เถอะ แต่ถ้าขนคนมามากขนาดนั้นก็ไม่น่าจะมีรอยอยู่แค่นี้  อย่างน้อย ๆ ป่าหญ้ารอบ ๆ นี่ก็ต้องราบไปหมดแล้วสิ’

ซูเสี่ยวเฉียวขมวดคิ้วสงสัย เขาเดินตามรอยเลือดสีเขียวของตั๊กแตนสลาตันไป หลังจากเลี้ยวผ่านผาหินสูงใหญ่ด้านหน้า ภาพที่ปรากฏต่อสายตาก็ทำให้เด็กหนุ่มอึ้งไปทันที

ที่เขาเห็นก็คือ กองของซากตั๊กแตนสลาตันขนาดเท่าภูเขาลูกย่อม ๆ ข้าง ๆ กันนั้นมีบุคคลปริศนาในชุดเกราะสีทองอร่าม เกราะสีทองเด่นสะดุดตาที่แม้จะเปื้อนเลือดเหนียว ๆ เขียวข้นทั้งตัวแต่ก็ยังสะท้อนแสงตะวันจนเปล่งประกายวาววับ!

‘โหววววว~ เท่จริง ๆ!’

.

.

.