ตอนที่ 8 วิญญาณอสูรโบราณ
ตอนที่ 8 วิญญาณอสูรโบราณ
หลังออกมาจากหุบเขาสลาตัน หานเซินยังไม่กลับไปที่ฐานพักพิงเกราะเหล็กทันที วันนี้เป็นเพราะเขาตื่นเต้นมากเกินไป จึงเผลอฆ่าตั๊กแตนสลาตันที่เจอจนหมด ไม่เหลือตัวเป็น ๆ กลับมาใช้กับคริสตัลสีดำอย่างที่ตั้งใจไว้
‘ช่างเถอะ เดี๋ยวไปล่าเขี้ยวทองแดงแทนก็ได้ แหล่งอาศัยของเจ้าพวกนั้นอยู่ใกล้ ๆ ฐานพักพิง แถมจำนวนก็มีเยอะมาก ตอนนี้มีเกราะแล้วจะล่ามาสักตัวคงไม่ยากเท่าไหร่…
…อีกอย่าง พวกมันมีเยอะขนาดนั้นก็น่าจะพอมีตัวที่วิวัฒนาการเป็นอสูรกลายพันธุ์ตามธรรมชาติอยู่บ้าง ถ้าเราจับตัวธรรมดากลับไปแล้วใช้คริสตัลสีดำทำให้มันเปลี่ยนระดับเป็นอสูรกลายพันธุ์ก็คงไม่น่าสงสัยเท่าไหร่’
หานเซินคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเดินทางไปใกล้ ๆ จุดที่ฝูงเขี้ยวทองแดงมักจะรวมกลุ่มกัน เพื่อให้ง่ายและรวดเร็ว เขาตั้งใจไว้ว่าจะล่าตัวที่หลงฝูงกลับไปสักตัว
หลังจากไปถึง หานเซินกลับไม่พบเขี้ยวทองแดงที่หลงฝูงออกมาตามที่คิดไว้ แต่เขาเจอเขี้ยวทองแดงกลุ่มเล็ก ๆ ที่อยู่รวมกันสี่ห้าตัว เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือกอื่น เด็กหนุ่มจึงพุ่งเข้าไปสังหารพวกมันทั้งหมดยกเว้นตัวที่เขาต้องการจะจับเป็น แน่นอนว่าครั้งนี้เพราะมีพลังของชุดเกราะ เขาจึงเอาชนะพวกมันได้โดยไม่เจ็บปางตายเหมือนครั้งก่อน
-- สังหารเขี้ยวทองแดงระดับโบราณ, ไม่ได้รับวิญญาณอสูร, หากกินเนื้อเขี้ยวทองแดงระดับโบราณ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
-- สังหารเขี้ยวทองแดงระดับโบราณ, ได้รับวิญญาณอสูรเขี้ยวทองแดง, หากกินเนื้อเขี้ยวทองแดงระดับโบราณ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
เสียงแจ้งเตือนล่าสุดทำเอาหานเซินเบิกตากว้างอย่างแปลกใจ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเขาฆ่าตั๊กแตนสลาตันไปสี่สิบสามตัว ก่อนหน้านี้เขาก็ฆ่าสัตว์อสูรระดับสามัญไปหลายร้อยตัว ที่ผ่านมาถ้าไม่นับด้วงทมิฬสีทองนั่น เขาไม่เคยได้รับวิญญาณอสูรเลยสักครั้ง ทว่าตอนนี้เพิ่งฆ่าเขี้ยวทองแดงเป็นตัวที่สอง เขาก็ได้รับวิญญาณอสูรแล้ว!
‘วิญญาณอสูรนี่เป็นเรื่องของดวงล้วน ๆ เลยจริง ๆ แฮะ’
หานเซินสรุปกับตัวเองในขณะกำลังตื่นเต้นยินดีกับสิ่งที่ได้รับ ถึงจะเป็นวิญญาณอสูรที่หาง่าย พบได้ทั่วไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดี
แม้เขี้ยวทองแดงจะเป็นหนึ่งในสัตว์อสูรที่อ่อนแอที่สุดในหมู่สัตว์อสูรระดับโบราณ แต่วิญญาณอสูรของมันค่อนข้างได้รับความนิยมในหมู่นักล่า
หานเซินเรียกวิญญาณอสูรดวงใหม่ออกมาดูทันที เงาของเขี้ยวทองแดงปรากฏตรงหน้าเด็กหนุ่ม ก่อนจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นง้าวที่มีความยาวกว่าสองเมตร ด้ามยาวไม่หนักไม่เบาแต่มั่นคงมาก ใบมีดคมปลาบสีทองแดงมีส่วนปลายโค้งเหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก ทั้งรูปลักษณ์และขนาดใหญ่โตน่าเกรงขามของมันแค่ได้เห็นก็ทำให้ศัตรูรู้สึกขนลุกได้
-- ประเภทของวิญญาณอสูร ‘เขี้ยวทองแดงโบราณ’: อาวุธ --
เด็กหนุ่มทดลองกวัดแกว่งง้าวในมือสองสามครั้ง ท่าทางที่ใช้ดูคล่องแคล่วและชำนาญพอสมควร หานเซินเคยเรียนทักษะการใช้อาวุธประเภทหอก ง้าว หรือทวนขั้นพื้นฐานมาจากโรงเรียน ในสมัยเรียนเขาสนใจการใช้อาวุธเป็นพิเศษ ทำให้เขาใช้อาวุธเป็นแทบทุกชนิด
หลังจากลองเล่นอาวุธใหม่จนพอใจ เด็กหนุ่มก็เก็บง้าวโบราณกับเกราะเลือดศักดิ์สิทธิ์กลับไปก่อนจะแบกร่างเขี้ยวทองแดงที่มัดไว้อย่างดีขึ้นหลังเตรียมกลับห้องพัก เขาไม่อยากใส่ชุดเกราะสีทองโดดเด่นพร้อมถือง้าวใหญ่เบ้อเร่อเดินกลับเข้าไปในฐานพักพิงให้ใครเห็น จึงเลือกถอดวิญญาณอสูรทั้งหมดเก็บไว้ ส่วนเจ้าอสูรเป็น ๆ ที่นอนแน่นิ่งตัวนี้เขาทำอะไรไม่ได้ มีแต่ต้องแบกเดินเข้าฐานไปตรง ๆ เท่านั้น
ตอนที่ไปถึงทางเข้าฐานพักพิงเกราะเหล็ก หานเซินมองเห็นคนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันอยู่หน้าประตูด้านใน ในกลุ่มนี้มีสมาชิกสิบกว่าคน ทุกคนล้วนมี ‘สัตว์ขี่วิญญาณอสูร’ ที่ดูสูงส่งและองอาจเป็นของตัวเอง
ผู้นำของกลุ่มนั่งหลังตรงโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าสุด เขาสวมชุดเกราะเหล็กกล้า สะพายดาบสีแดงไว้บนหลัง สัตว์ขี่วิญญาณอสูรที่เขานั่งมีหน้าตาคล้ายเจ้าสามเขาไทรเซราท็อปส์–ไดโนเสาร์ตัวเขื่องแห่งยุคครีเทเชียส ความบึกบึนและทรงพลังของมันช่วยเพิ่มออราให้เจ้านาย ใครต่อใครต่างมองผู้ชายคนนี้ด้วยสายตาเคารพยำเกรงปนอิจฉา
ต้องรู้ก่อนว่าในฐานพักพิงเกราะเหล็กมีคนเก่งความสามารถสูงที่ถูกผู้คนขนานนามว่า ‘3 ผู้ยิ่งใหญ่’ ซึ่งก็ตามนามที่ขนาน คนเก่งที่ว่ามีทั้งหมดสามคน แต่ละคนมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่คือพยายามวิวัฒนาการด้วยการใช้จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนว่าพวกเขามีศักยภาพมากพอที่จะทำตามเป้าหมายได้จริงไม่ใช่แค่เพ้อฝัน ดังนั้นจึงมีผู้ติดตามจำนวนมากจนสามารถตั้งทีมล่าอสูรเป็นของตัวเอง และมีอำนาจบารมีเป็นของตัวเองด้วยเช่นกัน
ผู้ชายดูดีที่ขี่ไดโนเสาร์สามเขาอยู่เป็นหนึ่งใน ‘3 ผู้ยิ่งใหญ่’ ที่ว่า ทุกคนเรียกเขาว่า —— โอรสสวรรค์ ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของเขา แต่เขาคือหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในฐานพักพิงเกราะเหล็ก
หานเซินแบกร่างสลบไสลของเขี้ยวทองแดงผ่านเข้าประตูไป โดยพยายามเดินเลี่ยงให้ห่างจากคนกลุ่มนั้นมากที่สุด ทว่าเจ้าโอรสสวรรค์นั่นกลับควบไดโนเสาร์ตัวใหญ่เข้ามาหาและขวางหน้าไว้
*เพียะ*
โอรสสวรรค์จ้องมองหานเซิน ทันทีที่เขาส่งสัญญาณมือ แส้เส้นหนึ่งก็พุ่งเข้าฟาดไหล่และหลังของเด็กหนุ่มอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่เขี้ยวทองแดงหลุดจากมือ แต่เสื้อผ้าตรงแผ่นหลังก็ขาดวิ่น รอยแผลเนื้อแตกเลือดซิบปรากฏให้เห็นเป็นทางยาว
“ใครมันกล้าขายอสูรโบราณนี่ให้แกฮะ!?” คนบนหลังไดโนเสาร์มองลงมาที่หานเซินพร้อมถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ทุกคนในฐานพักพิงเกราะเหล็กต่างรู้ดีว่า โอรสสวรรค์มีใจให้ฉินเซวียน หญิงสาวหนึ่งเดียวใน ‘3 ผู้ยิ่งใหญ่’ ใครก็ตามที่ทำให้เธอต้องเดือดร้อนถือเป็นศัตรูของเขาด้วย แน่นอนว่าคนที่ทำให้ฉินเซวียนกลายเป็นตัวตลกอย่างหานเซินไม่มีทางรอด… อันที่จริงชะตากรรมรันทดอดสูที่หานเซินต้องประสบพบเจอตั้งแต่เข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรี เกือบทั้งหมดก็ล้วนมาจากคนคนนี้
“ฉันล่ามันมาเอง”
หานเซินตอบกลับ น้ำเสียงเย็นชาไม่แพ้กัน แม้จะยืนนิ่งไม่ขยับ แต่มือของเด็กหนุ่มกำหมัดแน่น
โอรสสวรรค์ไม่ใช่แค่มีฝีมือการต่อสู้เป็นเลิศหรือมีจีโนพอยต์จำนวนมากเท่านั้น แต่ยังมีวิญญาณอสูรที่น่าเกรงขามหลายดวงและหลากหลายรูปแบบ ทั้ง อาวุธ ชุดเกราะ สัตว์ขี่ นี่ยังไม่นับรวมพรรคพวกที่แข็งแกร่งที่พร้อมยื่นมือเข้าช่วยเสมอ ต่อให้หานเซินใช้ชุดเกราะเลือดศักดิ์สิทธิ์ต่อสู้แบบเสี่ยงชีวิตก็คงไม่สามารถทำอะไรคนคนนี้แม้แต่ปลายเส้นขน เพราะก่อนจะบุกถึงตัวอีกฝ่ายก็คงถูกผู้ติดตามทั้งหลายรุมจัดการจนหมอบก่อน
โลกประหลาดที่เรียกว่าก็อดแซงก์ทัวรีทั้งแตกต่างและถูกแบ่งแยกออกจากโลกแห่งความจริงอย่างสหพันธ์ดวงดาวอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ไม่มีกฎหมายบังคับใช้ ไร้ซึ่งกติกาสังคม…ทุกอย่างต้องตัดสินกันที่ความแข็งแกร่งเท่านั้น ดูจากสิ่งที่มี โอรสสวรรค์คงเป็นทายาทของผู้ทรงอิทธิพลที่ไหนสักแห่งในโลกข้างนอก ซึ่งต่อให้คนคนนี้ฆ่าหานเซินในสหพันธ์ดวงดาวก็ยังไม่แน่ว่ากฎหมายจะเอาผิดเขาได้เต็มร้อย ยิ่งพอเป็นที่นี่ ในโลกไร้กฎหมายแบบนี้ ถ้าอีกฝ่ายอยากให้ตาย หานเซินก็คงตายแบบไม่มีใครช่วยฝัง
ที่จริงหานเซินไม่เคยกลัวตาย ความตายเป็นปลายทางที่สักวันไม่ว่าใครในจักรวาลก็ต้องพบเจอ แต่ปัญหาคือเขายังตายตอนนี้ไม่ได้ ถ้าเขาตายตอนนี้ แม่กับน้องจะต้องเผชิญปัญหาคาราคาซังเรื่องมรดกของพ่อตามลำพัง พวกเธออาจถูกคนพวกนั้นหรือใครคนอื่นรังแก แค่คิดเขาก็เจ็บปวด หานเซินยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้แน่!
“อย่าให้รู้นะว่าใครเป็นคนขายของให้ไอ้หมอนี่ ถ้าฉันรู้รับรองมันไม่ตายดีแน่!” โอรสสวรรค์กวาดสายตาเย็นชามองผู้คนที่อยู่บริเวณนั้น จากนั้นเขาก็ควบไทรเซราท็อปส์นำขบวนออกไปโดยไม่หันมามองหานเซินอีก
“ไอ้โง่ทะลวงก้น! เจียมตัวไว้บ้างเถอะแก อย่าแส่หาเรื่องให้มาก ไม่งั้นครั้งหน้าแกเจอหนักกว่านี้แน่… ยังมองหน้าอีก เดี๋ยวปั๊ดด!!”
หลัวเทียนหยางข่มขู่หานเซินก่อนจะควบสัตว์ขี่ของตนตามโอรสสวรรค์ไป
หลัวเทียนหยางคนนี้คือคนที่ใช้แส้ฟาดหานเซินเมื่อครู่ เขาเป็นคนสนิทของโอรสสวรรค์ ทั้งคู่รู้จักกันในสหพันธ์ดวงดาวตั้งแต่ก่อนเข้ามาในก็อดแซงก์ทัวรีแล้ว
หานเซินจ้องมองแผ่นหลังของคนกลุ่มนั้น แววเย็นชาปรากฏในดวงตาเด็กหนุ่ม เขาคว้าเขี้ยวทองแดงขึ้นมาจากพื้น ก่อนจะเดินกลับยังที่พักท่ามกลางสายตาสมเพชปนดูถูกของคนที่อยู่รอบ ๆ
‘พลัง…เราต้องมีพลังมากกว่านี้’
ไฟแห่งความแค้นคุกรุ่นอยู่ในใจคนถูกเหยียดหยาม หานเซินรู้ตัวดีว่าตัวเองยังไม่แข็งแกร่งพอจะเอาชนะคนกลุ่มนี้ได้ในตอนนี้
แต่ ณ เวลานี้เขามีคริสตัลสีดำอยู่กับตัว ขอแค่มีเวลาให้ได้เก็บเกี่ยวและใช้ประโยชน์จากมัน ทุกความต้องการของเขาจะต้องบรรลุเป้าหมาย
‘รอเวลา…เหลือแค่รอเวลาเท่านั้น’
.
.
“ฉันว่านายฆ่าไอ้งั่งนั่นทิ้งไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ ปล่อยมันไว้ให้รกลูกตาทำไม”
หลัวเทียนหยางถาม
โอรสสวรรค์ตอบด้วยรอยยิ้ม
“ฉินเซวียนเป็นคนหยิ่ง ไม่ชอบให้ใครมายุ่งวุ่นวายกับเรื่องของตัวเอง ในเมื่อฉินเซวียนไม่ฆ่าก็แสดงว่าไม่ได้อยากให้มันตาย ถ้าจู่ ๆ ฉันแส่ไปฆ่ามันทิ้งเพราะเรื่องของเธอ เธอคงได้โกรธฉันแทนไอ้โง่นั่นแน่”
“ฉินเซวียนก็จริง ๆ เล้ย มีผู้ชายโพรไฟล์ดีอย่างลูกพี่มาตามจีบกลับไม่สนใจ เจอกันทีไรทำหน้าบูดใส่ตลอด นี่ถ้าไม่ใช่เพราะลูกพี่ชอบ ผมคงพาคนไปสั่งสอนแม่นั่นตั้งนานแล้ว” ผู้ชายที่สะพายดาบใหญ่ขี่วิญญาณอสูรอยู่ใกล้ ๆ โอรสสวรรค์อีกคนพูดขึ้น
“หุบปากเน่า ๆ ของแกซะถ้าไม่อยากตาย! ผู้หญิงอย่างฉินเซวียนไม่ใช่คนที่ใครจะหยามได้ ขอแค่ฉันได้เธอมาครอบครอง จะในก็อดแซงก์ทัวรีหรือในสหพันธ์ดวงดาวก็ไม่มีใครเทียบฉันได้อีก” ชายหนุ่มที่ใช้ชื่อโอรสสวรรค์ตวาดลั่นพร้อมจ้องมองคนพูดไม่เข้าหูด้วยสายตาเย็นชา
“เอาเถอะ เรื่องนี้ช่างมันก่อน รีบไปที่เขาอาทิตย์อัสดงดีกว่า อย่าให้กลุ่มของหมัดเหล็กไปถึงก่อน อสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นต้องเป็นของเรา!”
.
.
.