LNCrawler

ตอนที่ 9 เขาซ่อนมันไว้ไม่มิดหรอก

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 9 เขาซ่อนมันไว้ไม่มิดหรอก

         ภายในห้องรับรองตกอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนานถึงห้าหกวินาที ก่อนที่ฟู่เฉิงจะหลุดเสียงเยาะหยันออกมาจากจมูก

       “จี้ทิงน่ะเหรอ เฮอะ!”

       ในสายตาของเขา นอกจากใบหน้าที่พอจะดูได้แล้ว จี้ทิงก็มีคำว่า ‘มีดีแค่หน้าตา’ สลักไว้ตั้งแต่หัวจรดเท้า จะมาบอกว่าเป็นอัจฉริยะเหนือมนุษย์อะไรนั่น มันเป็นเรื่องตลกสิ้นดี

       น้ำเสียงเย้ยหยันนั้นชัดเจนเสียจนหมอโจวอดสงสัยไม่ได้ “ท่านประธานฟู่ นี่คุณ...?”

       “ผมไม่ได้ว่าคุณหรอก ผมแค่...” ฟู่เฉิงคล้ายจะนึกอะไรบางอย่างออกจึงหัวเราะเบาๆ “คุณเคยได้ยินเรื่อง ‘โศกนาฏกรรมของฟางจ้งหย่ง [1] ’ ไหมครับ?”

       ฟางจ้งหย่งงั้นหรือ? หมอโจวฉุกคิดเพียงครู่ก็เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย แต่เขากลับส่ายหน้า “ด้วยระดับของจี้ทิงแล้ว เขาไม่มีทางเป็นฟางจ้งหย่งเด็ดขาด”

       “งั้นเหรอ แต่เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เลยนะ”

       คำพูดของฟู่เฉิงราวกับหมัดฮุกที่ซัดเข้ากลางเป้า หมอโจวถึงกับชะงักงันด้วยความตระหนก “ไม่... เป็นไปไม่ได้มั้งครับ?”

       ฟู่เฉิงแค่นยิ้มในใจ ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ

       ปีที่แล้วหลังจากจี้ทิงสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จ พอกลับถึงบ้านก็คุยโวว่ามหาวิทยาลัยชื่อดังทั่วประเทศมีให้เขาเลือกตามใจชอบ เรื่องที่เขาขี้โม้น่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ไม่นึกเลยว่าคนในตระกูลจี้จะเชื่อเป็นตุเป็นตะด้วย

       วันที่ประกาศคะแนน พ่อของจี้ทิงถึงกับจัดงานเลี้ยงส่วนตัวระดับยักษ์ เชิญทั้งญาติมิตรและเหล่าคนดังในแวดวงสังคมมากันพร้อมหน้า

       จัดฉากไว้เสียใหญ่โต แต่ผลลัพธ์ล่ะ? พอถึงเวลาตรวจสอบคะแนน กลับพบว่าเขาทำได้แค่สองร้อยกว่าคะแนนเท่านั้น

       ตอนนั้นสีหน้าของแขกเหรื่อในงานมันช่างน่าขันสิ้นดี ฟู่เฉิงยังรู้สึกอับอายแทนคนตระกูลจี้ ราวกับไปแก้ผ้าลากโม่หิน ให้คนเขาดูจนขายหน้าไปทั่ว

       พอได้ฟังเรื่องนี้ หมอโจวก็ถึงกับใบ้กินไปพักใหญ่ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

       ฟู่เฉิงตบไหล่เขาอย่างเข้าใจพลางเอ่ย “วันนี้ลำบากคุณแล้วที่ต้องมาด้วยตัวเอง วางใจเถอะ เรื่องของคุณผมจะจำไว้แน่นอน”

       “ประธานฟู่เกรงใจเกินไปแล้วครับ”

       เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนยังมีธุระต้องคุยกันต่อ หมอโจวก็ขอตัวลาอย่างรู้ความ ก่อนจะเดินออกไป เขาเหลือบมองจี้เยี่ยนจื๋อที่นั่งนิ่งเงียบมาโดยตลอด

       แม้จะไม่รู้ว่าพี่น้องคู่นี้มีเรื่องผิดใจอะไรกันแน่ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขามั่นใจว่าตนเองมองไม่ผิด

       คำว่า ‘สมองถ้าไม่ใช้ก็ขึ้นสนิม’ แม้จะเป็นคำเปรียบเปรย แต่มันก็พอมีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับอยู่บ้าง ต่อให้สภาพสมองโดยกำเนิดจะดีเพียงใด แต่ถ้าภายหลังไม่ได้รับการเรียนรู้เพื่อรักษาการเชื่อมต่อของระบบประสาทไว้ เขาก็อาจจะกลายเป็นคนธรรมดาเหมือนฟางจ้งหย่งได้จริงๆ

       ทว่าด้วยสภาวะของจี้ทิงในตอนนี้ ถ้าเจ้าตัวไม่ได้รักษาระดับการใช้ตรรกะและการคำนวณขั้นสูงมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับสิบปี วงจรประสาทไม่มีทางที่จะมีการตอบสนองที่ทรงประสิทธิภาพขนาดนี้ได้เลย

       ช่างเถอะ... หมอโจวคิดในใจ อย่างไรเสียเขาก็พูดสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่นั้นก็ไม่ใช่ธุระของเขา

       ฟู่เฉิงเดินไปส่งแขก เมื่อปิดประตูลงสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

       เขาเหมือนกำลังชั่งใจบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก “เยี่ยนจื๋อ เมื่อกี้นายเอาแต่เงียบ จริงๆ นายเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันใช่ไหม”

       จี้เยี่ยนจื๋อเงยดวงตาคมลึกขึ้นสบประสาน ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองกัน แววตาของทั้งสองต่างก็แฝงไปด้วยความเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่า พวกเขาต่างก็เคยตั้งข้อสงสัยว่าหลายปีมานี้จี้ทิงจงใจ ‘ซ่อนคม’ ไว้หรือไม่

       จี้เยี่ยนจื๋อละสายตากลับมา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เขาไม่มีจิตใจที่หนักแน่นพอจะทำเรื่องแบบนั้นหรอก”

       “เขาไม่มีงั้นเหรอ?” น้ำเสียงของฟู่เฉิงเต็มไปด้วยการประชดประชัน “นายอย่าลืมสิว่าเขาเป็นลูกชายของ ‘ผู้หญิงคนนั้น’”

       พอพูดถึง ‘ผู้หญิงคนนั้น’ สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อก็เย็นเยียบลงถนัดตา เขาถึงกับส่งสายตาคมกริบมองฟู่เฉิงอย่างดุดัน

       “ต่อให้นายจะถลึงตาใส่ฉัน ฉันก็ต้องพูด” ฟู่เฉิงเองก็ไม่อยากจะสะกิดแผลใจของเพื่อนรัก แต่บางเรื่องมันต้องเปิดโปงออกมา

       “ลองคิดดูสิ ตอนเด็กๆ นายน่ะเรียกเธอว่า ‘น้าหลิน’ อย่างนั้น น้าหลินอย่างนี้ เธอเองก็ทำท่าเอ็นดูนายเหมือนลูกในไส้ แต่ใครจะไปคิดว่าพอแม่นายเสียไปไม่ทันไร เธอก็อุ้มท้องโย้เดินเข้าบ้านตระกูลจี้หน้าตาเฉย”

       “ส่วนพ่อนาย...” ฟู่เฉิงนึกแล้วก็ระอาใจจนไม่อยากจะเอ่ยถึง “ฉันแค่ต้องการเตือนนายว่า ลูกไม้มักหล่นไม่ไกลต้น นายมันพวกใจอ่อน หลายปีมานี้ไม่เคยลงมือกับเขาหนักๆ เลยสักครั้ง แต่ถ้าเกิดจี้ทิงเป็นเหมือนแมลงพิษที่แอบซ่อนตัวอยู่ แล้ววันดีคืนดีลุกขึ้นมาแว้งกัดนายล่ะ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ฟู่เฉิงนึกว่าเขากำลังระงับพายุอารมณ์อยู่ แต่คนตรงหน้ากลับเอ่ยขึ้นว่า “เขาจะแกล้งโง่หรือเปล่า ฉันลองถามดู เดี๋ยวก็รู้แล้ว”

       ฟู่เฉิงหลุดหัวเราะออกมาอย่างเหลือเชื่อ “นายคิดอะไรอยู่เนี่ย อย่างจี้ทิงที่พูดโกหกเป็นไฟแบบนั้น นายถามแล้วเขาจะยอมคายความจริงออกมางั้นเหรอ?”

       เมื่อก่อนอาจจะไม่แน่ แต่ตอนนี้...

       มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อปรากฎรอยยิ้มจางๆ ที่แทบมองไม่เห็น “ปากจะโกหกก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะยังไงเขาก็ซ่อนมันไว้ไม่มิดอยู่ดี”

       ...

       ลู่เหยียนชูใช้เวลาถึงสองวันเต็มในการตรวจร่างกายอย่างละเอียดไปกว่าสิบรายการ ทว่าค่าทุกอย่างกลับปกติดี ไม่พบความผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อย

       ผู้จัดการส่วนตัวร้อนใจจนปากพองไปหมด แต่ทุกครั้งที่ถามว่าเป็นอะไรกันแน่ ลู่เหยียนชูกลับปิดปากเงียบ

       ในเมื่อหาความผิดปกติในตัวไม่เจอ ลู่เหยียนชูจึงครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมา และตัดสินใจที่จะตามหา ‘เจ้าของเสียง’ ที่มาพูดอยู่ข้างหูเขาในวันนั้นผ่านเบาะแสที่เขาได้ยินมา

       “เสี่ยวลู่ เพื่อนฉันส่งข้อความกลับมาแล้ว”

       ผู้จัดการเดินพรวดพราดเข้ามา ขณะที่ลู่เหยียนชูซึ่งนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์กำลังประชุมกับทีมทำสเปเชียลเอฟเฟกต์ เขาจึงยกมือเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายรอสักครู่

       สิบกว่านาทีต่อมา ลู่เหยียนชูก็สิ้นสุดการประชุมทางวิดีโอ

       “ทางนั้นว่ายังไงบ้างครับ?”

       “เพื่อนฉันกว่าจะสืบเรื่องนี้มาได้แทบรากเลือด ถามพวกหมอก็ไม่ได้ความเลยสักนิด สุดท้ายต้องอ้อมโลกไปตั้งหลายตลบกว่าจะง้างปากพนักงานต้อนรับมาได้”

       พูดถึงตรงนี้ ผู้จัดการก็เดินไปปิดประตูก่อนจะเดินกลับมากระซิบเสียงเบา “นายว่ามันบังเอิญไหมล่ะ วันที่นายไปรุ่ยเหอ มีคนไข้ระดับ VIP ไปตรวจโครโมโซมที่นั่นจริงๆ ด้วย”

       ลู่เหยียนชูนิ่งไปชั่วขณะ แววตาซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ลึกๆ “ใครครับ?”

       ผู้จัดการเลียริมฝีปากพลางทำท่าลับลมคมใน “คนคนนี้ฐานะไม่ธรรมดาเลย เขาเป็นคุณชายรองของกลุ่มบริษัทซื่อลี่...”

       “จี้ทิงเหรอครับ?” ลู่เหยียนชูโพล่งถามออกมาทันควัน เสียงที่เขาได้ยินมาจากจี้ทิงงั้นเหรอ...

       ผู้จัดการถึงกับอึ้ง “นะ... นายรู้จักเขาด้วยเหรอ?”

       ลู่เหยียนชูส่ายหน้าเบาๆ “ไม่รู้จักครับ แต่เคยได้ยินคนพูดถึงเขามาบ้าง”

       “ใครล่ะ?”

       ลู่เหยียนชูไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ แต่กลับถามต่อ “จี้ทิงเขาป่วยเหรอครับ?”

       “ที่ฉันรู้คือวันนั้นเขาไปตรวจสมอง แถมตรวจตั้งหลายอย่าง แต่จะเป็นโรคอะไรกันแน่นั้น...” ผู้จัดการเบ้ปากพลางแบมือ “นายก็รู้ว่ารุ่ยเหอเข้มงวดเรื่องข้อมูลลูกค้าแค่ไหน แค่ข่าวนี้ฉันก็บากหน้าไปสืบมาให้จนสุดความสามารถแล้วจริงๆ”

       ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ลู่เหยียนชูก็ระบายยิ้มอย่างอ่อนใจ “ตกลงครับ ผมยอมพักเพิ่มอีกครึ่งเดือนก็ได้ พอใจหรือยังครับผู้จัดการ?”

       เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ผู้จัดการก็ไม่ยอมอ้อมค้อมอีกต่อไป “ถึงทางนั้นจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ที่แน่ๆ คือ จี้ทิงน่าจะมีปัญหาด้านสติปัญญา”

       “สติปัญญา?” ลู่เหยียนชูรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย

       “อืม เห็นว่าเป็นความผิดปกติของสมองรูปแบบใหม่ที่ชื่อโรคซับซ้อนมากจนทำให้สมองเสื่อมถอย ตอนนั้นหมอแผนกอายุรกรรมประสาทไปกันหมดทั้งแผนก เดินออกมายังส่ายหน้าถอนหายใจกันระนาว” พูดถึงตรงนี้เขายังเน้นย้ำอีกว่า “นี่พนักงานต้อนรับคนนั้นเห็นมากับตาเลยนะ รับรองว่าเป็นเรื่องจริงแน่นอน”

       ลู่เหยียนชูหลุบตาลง สีหน้าดูครุ่นคิด ถ้าเป็นแบบนี้จริง บางเรื่องก็พอจะฟังขึ้นแล้ว

       จากข้อมูลอันน้อยนิดที่เขารู้เกี่ยวกับจี้ทิง ต่อให้วันนั้นจะถูกหลิงซีปฏิเสธไป วันรุ่งขึ้นเขาก็ควรจะตามตื้อไม่เลิกจนกว่าจะพาคนกลับเมืองจิงได้

       แต่จี้ทิงกลับไม่ตามตื๊อ แถมยังส่งที่อยู่ให้เสี่ยวหลิวจัดการต่อแทน คิดว่าตอนนั้นเขาคงรู้ตัวแล้วว่าตัวเองกำลังป่วย เลยจำต้องฝากฝังให้คนอื่นช่วยดูแลหลิงซีแทน

       ผู้จัดการเห็นเขาเงียบไปนานก็นึกสงสัย “เรื่องที่อยากรู้ก็ได้ความแล้วนี่ ทำไมยังทำหน้ากลุ้มอีกล่ะ?”

       ลู่เหยียนชูยิ้มบางๆ “ไม่ได้กลุ้มครับ แค่กำลังคิดเรื่องอื่นอยู่”

       เขากำลังคิดว่า คงถึงเวลาที่เขาต้องหาโอกาสไปพบจี้ทิงคนนี้สักหน่อยแล้ว…

        

       เชิงอรรถ

        [1] โศกนาฏกรรมของฟางจ้งหย่ง (伤仲永) คือเรื่องราวอุทาหรณ์สอนใจที่เตือนให้เห็นว่า พรสวรรค์ต้องควบคู่ไปกับการหมั่นเพียรศึกษา ถ้าหยุดพัฒนา ความสามารถพิเศษที่มีมาแต่กำเนิดก็อาจสูญหายไปในที่สุด


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^