LNCrawler

ตอนที่ 99 มีเรื่องจะขอร้องฉันล่ะ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 99 มีเรื่องจะขอร้องฉันล่ะ

        ณ คฤหาสน์เก่าแก่ของตระกูลจี้

       หลังจากจัดการเก็บสายเชื่อมต่อเคสคอมพิวเตอร์เส้นสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย สวีเหรินที่เหนื่อยล้าเต็มทีก็นั่งลงบนเก้าอี้พลางใช้มือพัดวีคลายร้อนให้ตัวเอง

       จี้ทิงรินน้ำผลไม้มาสองแก้วแล้วยื่นให้เขาแก้วหนึ่ง

       สวีเหรินรับมาดื่มรวดเดียวจนหมด เมื่อเห็นจี้ทิงวางแก้วลง เขาก็หยิบไอแพดขึ้นมาพิมพ์ถาม [เอาอีกไหม?]

       สวีเหรินส่ายหน้า แววตาเป็นประกายขณะเอ่ยถาม “อาจารย์จี้ ครั้งนี้ที่คุณกลับมาบ้าน ประธานจี้ทำดีกับคุณมากขึ้นหรือเปล่าครับ?”

       จี้ทิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย

       “แบบนั้นก็ดีแล้วครับ” สวีเหรินพลอยดีใจไปกับเขาด้วย “อันที่จริงผมว่าประธานจี้ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรเลยนะครับ แต่อาจจะเป็นเพราะเขาเข้าสังคมไม่ค่อยเก่ง คำพูดคำจาเลย... เลยไม่ทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจเหมือนคุณลู่เหยียนชู”

       จี้ทิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังสงสัย

       “อ้อ จริงด้วย!” พอพูดถึงลู่เหยียนชู สวีเหรินก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “วันก่อนคุณลู่เหยียนชูโทรหาผมครับ เขาบอกว่าติดต่อคุณไม่ได้เลยถามผมว่าพอจะนัดคุณออกมาให้ได้ไหม”

       ลู่เหยียนชูติดต่อเขาไม่ได้งั้นเหรอ?

       จี้ทิงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดดู ถึงได้พบว่าในรายชื่อผู้ติดต่อและวีแชตไม่มีเบอร์ของลู่เหยียนชูอยู่แล้ว แต่เขาก็จำไม่ได้ว่าตัวเองเคยลบข้อมูลการติดต่อของอีกฝ่ายทิ้งไปตอนไหน

       จี้ทิงมองไปทางสวีเหริน [เขาได้บอกไหมว่ามีธุระอะไรกับผม?]

       “เปล่าครับ เขาแค่บอกว่ามีเรื่องอยากจะคุยกับคุณ” สวีเหรินเม้มปากครุ่นคิด “ผมว่าเขาคงอยากจะขอบคุณคุณนั่นแหละครับ ถ้าไม่มีคุณ ป่านนี้เขาคงตกหลุมพรางของสายลับไปแล้ว”

        [รบกวนคุณช่วยบอกเขาให้ที ว่าไม่ต้องมาขอบคุณต่อหน้าหรอก เรื่องที่ผมตามหาตัวสายลับนั่นก็ไม่ได้ทำเพื่อเขา]

       เมื่อสวีเหรินเห็นข้อความนี้ก็พึมพำออกมา “ผมว่าถ้าคุณลู่เหยียนชูเห็นประโยคนี้ คงต้องเสียใจมากแน่ๆ”

       จี้ทิงกะพริบตาด้วยความสงสัย [ทำไมล่ะ?]

       สวีเหรินเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน “อืม... ผมแค่รู้สึกว่าทุกครั้งที่เขาเจอคุณ เขาดูมีความสุขมากเลยครับ ดูแล้วไม่เหมือนศัตรูหัวใจกันเลย เหมือนเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานมากกว่า”

       สิ่งที่เขาพูดมานั้นจี้ทิงไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยเลย เขาเพียงแต่คิดว่าในเมื่อเรื่องราวคลี่คลายลงแล้ว จากนี้ไปทั้งสองคนก็ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกันอีก

       สวีเหรินเห็นเขาเงียบไปจึงไม่ได้ชวนคุยเรื่องเดิมต่อ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า “อาจารย์จี้ งั้นวันนี้ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ เดี๋ยวช่วงวันสองวันนี้ผมจะมาใหม่ เราจะได้รีบประกอบคอมพิวเตอร์ให้เสร็จไวๆ”

       จี้ทิงส่งสัญญาณมือบอกให้เขารอก่อน จากนั้นก็เดินออกไปครู่หนึ่ง พอกลับมาเขาก็ยื่นพวงกุญแจให้

       “อาจารย์จี้ นี่คือ...”

       จี้ทิงยัดกุญแจใส่มือเขาแล้วหยิบไอแพดขึ้นมาพิมพ์ [นี่คือกุญแจหมู่บ้านซินซินครับ คุณเคยบอกว่าจะรับคุณตามาอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ ก็ไปพักที่นั่นก่อนสิ]

       สวีเหรินชะงัก รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ครับๆ นั่นมันบ้านของคุณ ผม... ผมจะไปอยู่ฟรีๆ ได้ยังไง”

        [ตอนนี้ผมย้ายกลับมาอยู่ที่นี่แล้ว ปล่อยบ้านว่างไว้เฉยๆ ก็เสียเปล่า หรือถ้าคุณลำบากใจ จะจ่ายค่าเช่าให้ผมเดือนละ 1000 หยวนก็ได้นะ]

       ห้องชุดขนาดสามห้องนอนสองห้องนั่งเล่น เฟอร์นิเจอร์ครบครัน แถมยังเดินทางสะดวก ห้องแบบนี้ในปักกิ่งอย่างน้อยเดือนหนึ่งต้องมีค่าเช่าหกถึงเจ็ดพันหยวน

       “ไม่ได้ครับ แบบนี้ผมก็ยังเอาเปรียบคุณอยู่ดี”

       เมื่อเห็นท่าทีปฏิเสธของสวีเหริน ไม่รู้ทำไมจี้ทิงถึงนึกไปถึงจี้เยี่ยนจื๋อขึ้นมา

       เขาจึงทำสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย และพยายามทำตัวเลียนแบบแทสเมเนียน [ถ้าคุณไม่ไปอยู่ ก็ไม่ต้องมาช่วยผมประกอบคอมพิวเตอร์แล้ว]

       สวีเหรินตกใจรีบกำกุญแจในมือแน่น “อยู่ครับๆ พรุ่งนี้จะย้ายเข้าไปเลย” พูดจบเขาก็เบะปาก ทำหน้าเศร้าสร้อย “อาจารย์จี้...”

       จี้ทิงคลี่ยิ้มบางเบา [เมื่อกี้ผมล้อเล่นน่ะ อย่าเก็บไปใส่ใจเลย]

       ใบหน้าของสวีเหรินถึงได้เปลี่ยนจากเหี่ยวเฉาราวกับฝนตกเป็นแดดออก เขาสูดน้ำมูกพลางเอ่ยว่า “แหม ตกใจหมดเลยครับ นึกว่าต่อไปจะไม่ได้ติดตามคุณแล้ว”

       จี้ทิงปลอบโยนเขาเล็กน้อยก่อนจะเดินไปส่งสวีเหรินจนถึงประตูใหญ่

       หลังจากจี้ทิงกลับเข้ามาในบ้านเขาก็ตรงดิ่งไปยังห้องครัวทันที เขาเดินเข้าไปดูในตู้เย็นแล้วหยิบผักสองสามอย่างออกมาจากชั้นวาง

       มะเขือเทศผัดไข่ ผัดกระเจี๊ยบหน่อไม้ฝรั่ง แล้วก็กุ้งผัดกระเทียม กับข้าวสามอย่างซุปอีกหนึ่งถ้วย เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับสองคนแล้ว

       เมื่อคำนึงถึงนิสัยรักความสะอาดของจี้เยี่ยนจื๋อ จี้ทิงจึงล้างมืออย่างพิถีพิถันถึงสองรอบ เขาล้างไปจนถึงข้อศอกราวกับศัลยแพทย์เตรียมตัวเข้าห้องผ่าตัด

       เขาจัดเตรียมวัตถุดิบเสร็จตอนเกือบหนึ่งทุ่ม จากนั้นก็กะเวลาเริ่มตั้งเตา เพื่อให้จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาถึงบ้านแล้วได้กินข้าวพอดี

       ทว่าเขากลับคิดไม่ถึงว่า เขาเพิ่งจะตักมะเขือเทศผัดไข่ เมนูแรกขึ้นมาจากกระทะ จี้เยี่ยนจื๋อก็กลับมาถึงเสียแล้ว

       “จี้ทิง จี้ทิง!!”

       จี้ทิงได้ยินเสียงแว่วๆ จึงชะโงกหน้าออกมาจากครัว [หืม? ทำไมวันนี้จี้เยี่ยนจื๋อกลับบ้านเร็วจัง]

       เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อได้ยินเสียงในใจก็หันมองจนเจอตัว เขาเดินจ้ำอ้าวเข้ามาด้วยท่าทางฮึดฮัดทันที “นายพูดไม่ได้แล้วหูยังหนวกด้วยหรือไง ฉันเรียกตั้งนานไม่ได้ยินเหรอ?”

       โทรไปก็ไม่รับ ส่งวีแชตไปก็ไม่ตอบ เล่นเอาเขาต้องเดินหาทั่วบ้านทั้งชั้นบนชั้นล่างจนวุ่นวาย เกือบจะนึกว่าคนหายไปแล้วเสียอีก

       จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ พลางชูตะหลิวขึ้น เป็นเชิงบอกว่าเมื่อกี้กำลังผัดกับข้าวอยู่เลยไม่ได้ยิน

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้ว “นายจะผัดอะไร แล้วพ่อครัวไปไหนหมด?”

       ดวงตาของจี้ทิงเป็นประกายวูบหนึ่ง จากนั้นเขาก็เดินกลับไปหยิบไอแพดมาพิมพ์ [วันนี้ผมอยากอยู่เงียบๆ เลยให้พวกเขาพักผ่อนน่ะครับ]

       ริมฝีปากบางของจี้เยี่ยนจื๋อเม้มเข้าหากัน เขาคิดในใจว่าตัวเองคงโดนความโมโหครอบงำจนสติกระเจิงไปแล้วแน่ๆ ถึงได้พลาดท่าลืมเรื่องนี้ไปได้

       เขาแสร้งกระแอมไอแก้เก้อ “นายทำอาหารเป็นด้วยเหรอ อย่ามั่วซั่วทำมานะ เดี๋ยวรสชาติห่วยแตกจะกินไม่ได้เอา”

        [แทสเมเนียนกลัวตัวเองจะกินเข้าไปแล้วท้องเสียต้องเข้าโรงพยาบาลอีกรอบงั้นเหรอ?]

       พอได้ยินเสียงในใจจี้จุดอ่อนเข้า จี้เยี่ยนจื๋อก็ถึงกับจุกอยู่ที่อก “นาย...”

       จี้ทิงเดินกลับเข้าครัวไปยกจานมะเขือเทศผัดไข่ที่เพิ่งเสร็จออกมาโชว์ให้จี้เยี่ยนจื๋อดู

        [ดูสิครับ]

       จี้เยี่ยนจื๋อหลุบตามองครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียงเฮอะในลำคอ “ก็พอดูได้”

       จี้ทิงยัดจานใส่มือเขา จี้เยี่ยนจื๋อรับไปอย่างว่าง่ายทั้งที่ปากยังไม่สิ้นฤทธิ์ “ทำอะไรของนาย?”

        [พี่เอาไปวางที่โต๊ะอาหารก่อนนะครับ อีกสองอย่างที่เหลือใกล้เสร็จแล้ว]

       จี้เยี่ยนจื๋อหน้าตึงขึ้นมาทันควัน “นายเห็นฉันเป็นพนัก...”

       จี้ทิงไม่สนใจเขา หมุนตัวกลับเข้าครัวไปทันที

       กับข้าวอย่างที่สองเพิ่งจะลงกระทะ จี้เยี่ยนจื๋อก็เดินกลับมาอีก

       สถานที่ที่มีคราบน้ำมันและกลิ่นควันคลุ้งอย่างห้องครัว เขาแทบจะไม่เคยย่างกรายเข้ามาเลยเพราะทนกลิ่นติดตัวไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงเลือกยืนอยู่แค่ตรงหน้าประตูครัว

       “จี้ทิง นายไปหัดทำอาหารมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

       จี้ทิงผัดต้นหอม ขิง และกระเทียมอย่างรวดเร็วพลางหรี่ไฟลง แล้วชูไอแพดขึ้น [ถ้าพี่ว่างนัก ก็ไปตักข้าวสิครับ]

       “ฉัน...”

       จี้ทิงไม่สนใจเขาอีก จัดการเอากุ้งลงกระทะจนเกิดเสียงน้ำมันปะทะความร้อนดังฉ่า

       จี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันกรอด เดินหน้าทมิฬตรงไปที่หม้อหุงข้าว ทันทีที่เปิดฝาออก ไอความร้อนก็พลุ่งพล่านขึ้นมา

       เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทัพพีตักข้าวคืออันไหน เลยคว้าเอาช้อนซุปมาขุดข้าวใส่ถ้วยให้ทั้งสองคน โดยเฉพาะถ้วยของจี้ทิงนั้นเขากดข้าวจนแน่นขนัด ถ้วยเดียวแต่ปริมาณเท่ากับสองถ้วยรวมกัน

       สิบกว่านาทีต่อมา กับข้าวควันฉุยสามอย่างก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ

       จี้ทิงไม่ได้ทำอาหารมานานแล้วจึงไม่ค่อยมั่นใจในรสชาตินัก เขาเลยส่งสัญญาณให้จี้เยี่ยนจื๋อลองชิมดูก่อน

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็นขณะหยิบตะเกียบขึ้นมา “เอาใจกันขนาดนี้ คงไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรจะขอร้องฉันหรอกนะ?”

       เดิมทีเขาแค่พูดกระเซ้าไปตามความเคยชิน ทว่าเมื่อจี้ทิงได้ยินแบบนั้น กลับค่อยๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อย

        [ถ้าจี้เยี่ยนจื๋อบอกว่าอร่อย คืนนี้เขาจะยอมนอนกับฉันไหมนะ?]

       “พรวดด!”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^