LNCrawler

ตอนที่ 100 นายชอบเขาขนาดนั้นเลยเหรอ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 100 นายชอบเขาขนาดนั้นเลยเหรอ

        กุ้งตัวหนึ่งพุ่งกระเด็นออกจากปากของจี้เยี่ยนจื๋อ โชคยังดีที่มันตกลงบนจานพอดี ไม่อย่างนั้นมื้อค่ำนี้คงต้องทำใหม่หมด

       จี้ทิงเงยหน้าขึ้น พลางชูไอแพดถามด้วยความไม่เข้าใจ [พี่เป็นอะไรไปครับ?]

       “นาย... แค่ก! นายทำกับข้าวยังไงเนี่ย ร้อนจะตายอยู่แล้ว!”

       จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง [กับข้าวเพิ่งยกออกจากกระทะก็ต้องร้อนสิ หรือว่าจะให้กินตอนมันเย็นชืดกันล่ะ?]

       เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าจี้เยี่ยนจื๋อโตขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงยังกินข้าวไม่เป็นอีก [ถ้าอย่างนั้นพี่ก็เป่าก่อนค่อยเอาเข้าปากสิครับ]

       จี้เยี่ยนจื๋อสวนกลับอย่างอารมณ์ไม่ดี “เรื่องนี้ต้องให้นายสอนฉันด้วยหรือไง กินข้าวของนายไปเถอะ”

       จี้ทิงหยิบตะเกียบขึ้นมา เขาคีบข้าวสวยเข้าปากคำแรกแล้วก็พบความผิดปกติ ทำไมข้าวสวยนี่ถึงถูกกดมาจนแน่นขนัดขนาดนี้กัน...

       เขานึกขึ้นได้ว่าข้าวถ้วยนี้จี้เยี่ยนจื๋อเป็นคนตักให้ จึงเหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง [จี้เยี่ยนจื๋อตั้งใจแกล้งหรือเปล่า ทำไมถึงตักให้ฉันเยอะขนาดนี้?]

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นเสียงเฮอะในใจ พอพูดไม่ได้แล้วคนก็ซื่อบื้อลงด้วยหรือไง ในสมองน่ะ...

       ความคิดในใจหยุดกะทันหัน เหมือนมีหนามแหลมทิ่มแทงเข้ามาจนเขาต้องขมวดคิ้ว หลังจากผู้อำนวยการเจิ้งกลับไป เขาก็ยืนนิ่งอยู่หน้าจอเพียงลำพังเนิ่นนาน ก่อนจะต่อสายหาจิตแพทย์คนนั้น

       จี้เยี่ยนจื๋ออยากรู้ว่าต้องทำอย่างไรจี้ทิงถึงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่จิตแพทย์กลับบอกว่าโรคทางจิตเวชไม่มีคำตอบที่ตายตัว ยาเป็นเพียงส่วนเสริมเท่านั้น

       “การที่จี้ทิงสามารถหลับข้างกายคุณได้ แสดงว่าเขาไว้ใจคุณ อย่างน้อยในจิตใต้สำนึก เขาก็รู้สึกว่าพื้นที่รอบตัวคุณคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด”

       “หรือบางทีตอนที่เขาอยู่กับคุณ เขาอาจจะลืมความทรงจำที่เลวร้ายไปได้ชั่วขณะ จิตใจผ่อนคลายลง จึงสามารถหลับได้อย่างสงบ”

       “ส่วนภาวะสูญเสียการสื่อความของเขา ผมรับรองเรื่องระยะเวลาฟื้นตัวไม่ได้ แต่คุณสามารถสื่อสารกับเขาให้บ่อยขึ้น พูดง่ายๆ คือต้องค่อยๆ ให้เขาสะสมความต้องการที่จะพูด กระบวนการสนทนาก็คือการกระตุ้นเชิงบวกต่อศูนย์ควบคุมภาษาอย่างหนึ่ง”

       หลังจากฟังจบ จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปนาน “แล้วยังมีอะไรที่ผมพอจะช่วยเขาได้อีกไหมครับ”

       “คุณเคยอยู่กับเขาแบบไหน ตอนนี้ก็ทำแบบเดิม ไม่ต้องประคบประหงมหรือให้ความสำคัญมากจนเกินไป แต่คุณสามารถทำกิจกรรมที่เขาชอบร่วมกันกับเขาได้ ถ้าอารมณ์ดี สุขภาพด้านไหนก็ดีขึ้นทั้งนั้นครับ”

       ...

       เมื่อมื้ออาหารสิ้นสุดลง จี้ทิงก็ยังคิดไม่ออกว่าจะใช้เงื่อนไขอะไรมาแลกเปลี่ยนกับจี้เยี่ยนจื๋อดี ในใจจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่เล็กน้อย

       อันที่จริงเขาไม่ได้ต้องการจะนอนร่วมเตียงกับอีกฝ่าย เขาขอแค่ปูฟูกนอนที่พื้นข้างเตียง หรือนอนบนโซฟาในห้องก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็คิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อคงไม่มีวันตกลง

       ในจังหวะนั้นเอง เขาเหลือบเห็นจี้เยี่ยนจื๋อวางตะเกียบลงแล้ว จึงชูไอแพดที่อยู่ข้างมือขึ้น [อาหารอร่อยไหมครับ?]

       “ไม่อร่อย” จี้เยี่ยนจื๋อวิจารณ์อาหารทั้งสามอย่างทีละจานด้วยสีหน้าจับผิด “ไข่ผัดมะเขือเทศรสอ่อนไป กุ้งก็ผัดจนสุกเกิน ส่วนกระเจี๊ยบเขียวก็หั่นรูปทรงดูไม่ได้เลย”

       จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดมุ่น [แต่เมื่อกี้พี่ก็กินไปตั้งเยอะนะครับ]

       “แล้วมันทำไมล่ะ จะให้ฉันกินทิ้งกินขว้างหรือไง?”

       จี้ทิงก้มหน้าลงอย่างผิดหวัง [ตอนแรกฉันคิดว่าถ้าจี้เยี่ยนจื๋อว่าอร่อย จะได้ลองพูดเรื่องนั้นดูเสียหน่อย]

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะในใจ ข้าวแค่มื้อเดียวคิดจะแลกกับการให้เขาไปนอนเป็นเพื่อนงั้นเหรอ กับข้าวพวกนี้ก็ไม่ใช่เพชรใช่พลอยสักหน่อย ฝันหวานไปหรือเปล่า

       จี้ทิงลุกขึ้นจากเก้าอี้เงียบๆ เตรียมจะเดินออกไปด้านนอก

       จี้เยี่ยนจื๋อใจหายวูบ “นายจะไปไหน?”

       เงื่อนไขนี้ไม่ได้ก็เปลี่ยนเป็นเงื่อนไขอื่นสิ เป็นคนทำไมถึงไม่รู้จักพลิกแพลงเลย สุภาษิตคำว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น นายไม่เคยเรียนหรือไง?

       จี้ทิงไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้น เขาจึงชี้นิ้วออกไปข้างนอก [ผมกินข้าวเยอะไปหน่อย เลยจะออกไปเดินเล่นครับ]

       จี้เยี่ยนจื๋ออึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนี “ห้ามไปไกลล่ะ เดินอยู่แค่หน้าสวนก็พอ”

        [ทำไมล่ะครับ?]

       “นายจะมีคำว่าทำไมเยอะแยะไปเพื่ออะไร ค่าจ้างคนสวนฉันเป็นคนจ่าย สวนนี้ฉันเป็นคนคุม”

       จี้เยี่ยนจื๋อยังไม่รู้ว่าระยะทำการของการได้ยินเสียงในใจนั้นไกลแค่ไหน สวนของบ้านเก่ากว้างขวางตั้งยี่สิบสามสิบหมู่ เกิดหมอนี่เดินอ้อมไปทางโน้นแล้วเขาไม่ได้ยินขึ้นมาจะทำยังไง

       จี้ทิงเม้มปากเล็กน้อย ไม่ได้โต้ตอบอะไร เขาวางไอแพดลงแล้วเดินออกไป

       เขาสวมเสื้อโค้ทเดินออกจากตึกหลัก และทำตามที่สัญญากับจี้เยี่ยนจื๋อไว้คือไม่เดินไปไหนไกล เพียงแค่เดินทอดน่องอยู่หน้าม้านั่งยาวของเมื่อวาน

       จี้ทิงครุ่นคิดอย่างจริงจัง มนุษย์ทุกคนย่อมมีความต้องการ จี้เยี่ยนจื๋อก็คงไม่เว้น

        [แต่ปัญหาคือ จี้เยี่ยนจื๋อชอบอะไรล่ะ?]

       พอกำลังตั้งคำถามในใจ คำตอบก็ผุดขึ้นมาทันที [ชอบดุคน ชอบพูดจาถากถาง ชอบ...]

       ขนตาของจี้ทิงสั่นไหวเบาๆ ในใจเอ่ยคำสองคำออกมา [หลิงซี]

       เมื่อได้ยินคำตอบนั้น จี้เยี่ยนจื๋อที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างก็ขมวดคิ้วเคร่งเครียด

       ไหนว่าจะนอนกับเขาไง ทำไมถึงวกไปหาคนอื่นอีกแล้ว เอะอะอะไรก็นึกถึงแต่หลิงซี เจ้าหูน้อยจี้ชอบหมอนั่นขนาดนั้นเลยหรือไง?

       จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่อกอย่างไร้สาเหตุ มันไม่ได้เจ็บปวดแต่มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน เขาปรายตามองจี้ทิงผ่านหน้าต่างด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไป

       จี้ทิงเดินอยู่ข้างนอกครึ่งชั่วโมงจนมือเท้าเริ่มเย็นเฉียบ แต่ก็ยังคิดคำตอบไม่ออก

       ถึงแม้จี้เยี่ยนจื๋อจะชอบหลิงซี แต่หลิงซีก็คือคนที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตจิตใจ ไม่มีใครมีสิทธิ์ไปก้าวก่ายเจตจำนงหรืออิสระของเขา และยิ่งไม่สามารถนำมาเป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนระหว่างเขากับจี้เยี่ยนจื๋อได้

       จี้ทิงคิดไปคิดมาก็ยังไม่มีคำตอบ เขาจึงเดินกลับเข้าไป

       เมื่อกลับมาถึงตึกหลัก เขามองหาจี้เยี่ยนจื๋อไม่เจอ จึงลองกดวิดีโอคอลไปหา

       ติ๊ด... อีกฝ่ายกดตัดสาย

       จี้ทิงอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจว่านี่มันเรื่องอะไรกันอีก และในตอนที่เขากำลังยืนจ้องหน้าจออย่างเหม่อลอย โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมาหนึ่งครั้ง [ห้องทำงาน]

       ก๊อกๆๆ!

       “เข้ามา”

       จี้ทิงผลักประตูห้องทำงานเข้าไป ตั้งแต่ก้าวเข้ามาจนกระทั่งนั่งลง สายตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็ยังคงจดจ้องอยู่แต่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่มองเขาและไม่พูดไม่จา

       จี้ทิงก็นั่งลงอย่างสงบ พลางหยิบไอแพดขึ้นมาอ่านข้อมูล

       ทั้งคู่ตกอยู่ในสภาวะสงครามเย็นที่เหมือนการชักเย่อเงียบๆ เริ่มต้นขึ้นโดยจี้เยี่ยนจื๋อฝ่ายเดียว และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของเขาฝ่ายเดียวเช่นกัน

       “เข้ามาหาฉันแล้วไม่ยอมพูดอะไร มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

       จี้ทิงเงยหน้าขึ้น แววตามีความสงสัยเล็กน้อย [ก็พี่กำลังจัดการงานอยู่นี่ครับ?]

       จี้เยี่ยนจื๋อปั้นหน้าตาย “ฉันทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ มีอะไรก็พูดมา”

       จี้ทิงเม้มปากอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะลุกเดินไปที่หน้าโต๊ะทำงานของเขา [พี่ชอบแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งไหมครับ?]

       จี้เยี่ยนจื๋ออ่านจบก็เลิกคิ้วมองอย่างเย็นชา “นายคิดจะทำอะไร?”

        [ช่วงนี้สวีเหรินกำลังเตรียมการสร้างหมายเลขสองอยู่ครับ เป็นเวอร์ชันที่พัฒนาต่อยอดจากแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งอย่างสมบูรณ์ ถ้าพี่ชอบ ผมจะให้เขาขายสิทธิบัตรให้กับกลุ่มบริษัทซื่อลี่]

       ฮึ... เรียกใช้ตัวตายตัวแทนอย่างสวีเหรินได้คล่องเชียวนะ

       จี้เยี่ยนจื๋อหันกลับไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตามเดิม “ไม่จำเป็น เวอร์ชันสมบูรณ์แบบนั้นกลุ่มบริษัทซื่อลี่ก็ทำเองได้”

       จี้ทิงหลุบตาลง แต่ก็รีบเงยขึ้นอีกครั้ง [แล้วถ้าเป็นอัลกอริทึมชิป L3 ล่ะครับ?]

       จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะฮึๆ อย่างไร้อารมณ์ “สวีเหรินมีความสามารถขนาดนั้นเลยเหรอ เขาจบโทด้านทัศนศาสตร์ไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงหยิบจับเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติได้ง่ายดายเหมือนเสกเอาแบบนั้นล่ะ”

       ริมฝีปากของจี้ทิงขยับเล็กน้อย แต่กลับไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้

       จังหวะนั้น จี้เยี่ยนจื๋อโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย มองเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่เหมือนรอยยิ้ม “ที่นายพูดมาตั้งเยอะเนี่ย เพราะอยากได้อะไรจากฉันใช่ไหม?”

       จี้ทิงส่ายหน้าโดยสัญชาตญาณ แต่ก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้ายอมรับ

       มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกยิ้มอย่างสังเกตเห็นได้ยาก เขาพิงพนักเก้าอี้โดยไม่ถามเสียด้วยซ้ำว่าจี้ทิงต้องการอะไร

       “ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องพิจารณาดูให้ดีหน่อย เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจ นายเล่าเรื่องตลกให้ฉันฟังเรื่องหนึ่งสิ”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^