LNCrawler

ตอนที่ 101 มานอนกับฉัน

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 101 มานอนกับฉัน

        จี้ทิงขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาสั่นไหวด้วยความไม่เข้าใจ ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงพิมพ์ถามว่า [พี่ไม่ได้เกลียดมุกตลกที่ผมเล่าเหรอครับ?]

       “มีเรื่องแบบนั้นด้วยเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อพูดหน้าตาเฉย สีหน้าไม่เปลี่ยนแถมยังย้อนกลับอย่างหน้าไม่อาย “ทำไมฉันจำไม่ได้เลยล่ะ”

       จี้ทิงชูไอแพดขึ้นด้วยท่าทางจริงจัง ราวกับกำลังชูป้ายประท้วง [วันที่ 5 ธันวาคมปีที่แล้ว หลังอาหารค่ำ พี่พูดว่า จี้ทิง ตอนนี้ในหัวนายก็ท่องมุกตลกบ้าๆ นั่นไป แล้วเดินออกไปจากบ้านซะ เดินไปจนถึงหน้าประตูใหญ่ จนกว่าฉันจะสั่งให้หยุด]

       คล้ายกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะมองข้ามประเด็นสำคัญ จี้ทิงยังเน้นตัวอักษรคำว่า ‘มุกตลกบ้าๆ’ เป็นสีแดงด้วยตัวเองอีกด้วย

       จี้เยี่ยนจื๋อนึกไม่ถึงเลยว่าจี้ทิงจะเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนี้ แถมยังจำวันที่ได้แม่นยำ กระทั่งบทสนทนาก็ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว

       “เรื่องแค่นี้ นายถึงกับต้องจดไดอารี่ไว้เลยเหรอ?” เขากัดฟันถาม

       จี้ทิงส่ายหน้า ก่อนจะใช้นิ้วชี้ไปที่ขมับของตนเอง สื่อความหมายว่า [จำไว้ในสมอง]

       เมื่อได้ยินเสียงในใจนั้น ความหงุดหงิดที่อัดอั้นอยู่ในอกของจี้เยี่ยนจื๋อก็พลันสลายหายไปทันที

       เรื่องที่ผ่านมานานขนาดนั้นยังจำได้แม่นยำ แล้วความทรงจำในห้องขังเดี่ยวครั้งนั้น เจ้าหูน้อยจี้จะจดจำไปอีกนานแค่ไหนกันนะ...

       “ที่จริง...” เขาพ่นลมหายใจออกมาลึกๆ พลางปรับน้ำเสียงให้ดูผ่อนคลาย “ที่จริงฉันว่ามุกตลกของนายก็ตลกดีนะ แต่คราวก่อนฉันพยายามกลั้นขำไว้ พอมันเริ่มจะกลั้นไม่อยู่ก็เลยต้องไล่นายออกไปน่ะ”

       จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างจะค่อยๆ ทอประกายแห่งความหวังขึ้นมาทีละนิด [จริงเหรอครับ?]

       จี้เยี่ยนจื๋อพยักหน้า “จริงสิ”

       จี้ทิงลบเขาออกจากบัญชีดำในใจทันที นัยน์ตาเป็นประกายสดใส [งั้นผมจะเล่าเรื่องที่ตลกกว่านี้ให้ฟัง]

       เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยอมยกโทษให้ง่ายๆ ในใจของจี้เยี่ยนจื๋อกลับรู้สึกไม่ค่อยสบายนัก แม้แต่ลมหายใจยังเจือไปด้วยความรู้สึกขมปร่า “ได้สิ”

       จี้ทิงเริ่มพิมพ์ลงบนไอแพด ทว่าพิมพ์ไปได้ไม่กี่ประโยคก็ลบแล้วพิมพ์ใหม่

       ท่าทางตั้งใจนั้นเหมือนคนกำลังเลือกช็อกโกแลตรสที่ชอบที่สุดจากช็อคโกแลตกองโต เพื่อที่จะแบ่งปันให้กับจี้เยี่ยนจื๋ออย่างใจกว้าง

       ผ่านไปหลายนาที เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วถือไอแพดเดินมาที่โต๊ะ

       [คำถาม : สัตว์ในป่าจัดปาร์ตี้กัน แต่มีสัตว์ตัวหนึ่งไม่ยอมมา พวกมันเลยดื่มเหล้าไม่ได้ สัตว์ตัวนั้นคือใคร?]

       จี้เยี่ยนจื๋ออ่านโจทย์แล้วครุ่นคิดอย่างจริงจัง “สัตว์ที่ดื่มเหล้า... กวางมูสเหรอ?”

       จี้ทิงส่ายหน้า

       “ลิงล่ะ?”

       จี้ทิงส่ายหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเฉลยคำตอบ [คำตอบคือ นกยูงครับ]

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจคำเฉลยนี้เลยแม้แต่นิด “ทำไมล่ะ?”

       [เพราะมีแค่นกยูงที่รำแพน (เปิดขวด) [1] ได้น่ะครับ]

       “ฮึ” คราวนี้จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้โกรธ แต่รู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเสียมากกว่า ทว่าเพื่อไม่ให้เป็นการทำลายกำลังใจของจี้ทิง เขาจึงต้องแสร้งหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆ ... ฮ่าๆๆๆๆ ...”

       มีสมองอัจฉริยะไว้จำมุกตลกปัญญาอ่อนแบบนี้เนี่ยนะ ใครกันที่ไปหลอกเจ้าหูน้อยจี้ว่าเขาเล่ามุกตลกได้ตลกกัน?!

       จี้ทิงเพิ่งเคยเห็นเขาหัวเราะแบบนี้เป็นครั้งแรก ในใจพลันรู้สึกเบาสบายเหมือนมีขนนกปัดผ่าน [ผมเล่าให้ฟังอีกเรื่องนะ]

       มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อแข็งค้างทันที เขายังไม่ทันจะได้เอ่ยปากห้าม มุกตลกฝืดเรื่องที่สองของจี้ทิงก็มาถึง [การลงทุนกับการเก็งกำไรต่างกันยังไง?]

       คำถามนี้เข้าทางสายงานของจี้เยี่ยนจื๋อพอดี เขาจึงตอบว่า “ทั้งสองอย่างดูเผินๆ เป็นเรื่องความเสี่ยง และความต่างของเวลาระหว่างระยะสั้นกับระยะยาว แต่จริงๆ แล้วมันคือการเน้นผลประโยชน์ที่...”

       เขายังอธิบายแนวคิดไม่ทันจบ จี้ทิงก็ส่ายหน้าอีกครั้ง [ลงทุนคือภาษากลาง ส่วนเก็งกำไรคือภาษากวางตุ้งครับ [2] ]

       “เฮอะ ฮ่าๆ ฮ่าๆๆ ...”

       คราวนี้จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะออกมาเพราะความระอาแกมตลกจริงๆ เมื่อกี้เขาอุตส่าห์ร่ายยาวเสียละเอียด กลายเป็นว่าเขาทำตัวเหมือนคนบ้าที่กำลังเถียงอยู่กับคนซื่อบื้อไม่มีผิด

       เมื่อเห็นจี้ทิงดึงไอแพดกลับไปเตรียมจะพิมพ์ต่อ จี้เยี่ยนจื๋อก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที แล้วคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่าย “นายบอกสิ่งที่นายต้องการออกมาได้แล้ว”

       แววตาของจี้ทิงฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะพูดง่ายขนาดนี้

       [ดูเหมือนมุกตลกจะประสบความสำเร็จแฮะ]

       จี้เยี่ยนจื๋อถอนหายใจยาวเหยียดออกมาจากก้นบึ้งของทรวงอก ถ้าไม่กลัวว่าจะต้องหงุดหงิดจนเป็นโรคปอดอุดกั้น เขาคงไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ แบบนี้แน่

       จี้ทิงใช้นิ้วชี้ไปที่มือของเขา จี้เยี่ยนจื๋อจึงยอมปล่อยมือ อีกฝ่ายก็เริ่มพิมพ์ลงบนไอแพดอีกครั้ง

       เขาประดิษฐ์ถ้อยคำสลับไปมาอยู่หลายรอบ ก่อนจะหันหน้าจอไอแพดมาให้ดู [จี้เยี่ยนจื๋อ คืนนี้ผมขอไปนอนกับพี่ได้ไหมครับ?]

       ประโยคนี้หากไปเข้าหูใครเข้าคงหนีไม่พ้นต้องคิดลึก แต่จี้ทิงกลับใช้ท่าทางการเชิญชวนอย่างเป็นทางการเสียจนกลายเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่ว่า ถ้าใครเกิดคิดลึกขึ้นมา คนคนนั้นนั่นแหละที่ไม่สุภาพเอง

       ทั้งที่จี้เยี่ยนจื๋อรู้เหตุผลดีอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังอยากจะเล่นแง่ดูสักหน่อย “นอนกับฉัน ทำไมล่ะ?”

       จี้ทิงมองท่าทางของเขาแล้วรู้สึกแปลกใจ [แทสเมเนียนไม่โกรธงั้นเหรอ?]

       จี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันกรอดในใจ ‘ฉันไม่ได้โกรธแล้วนายจะมาเรียกฉันว่าแทสเมเนียนทำไมกัน’

       [ผมรู้สึกว่าบ้านหลังนี้มีผี พี่เป็นคนอารมณ์ร้อนแถมยังมีพลังหยาง ผีต้องกลัวพี่แน่ๆ] จี้ทิงยื่นประโยคนี้ให้เขาดู แต่ตัวเองกลับก้มหน้าลงเล็กน้อย

       แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่าเหตุผลนี้มันไร้สาระสิ้นดี แต่เขาไม่ถนัดการโกหก จึงคิดออกเพียงแค่นี้

       เหมือนอย่างที่สวีเหรินบอกไว้ จี้เยี่ยนจื๋อก็แค่เป็นคนปากร้าย แต่ความจริงไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ถ้าเขาบอกเหตุผลจริงๆ ไป อีกฝ่ายต่อให้ไม่เต็มใจอย่างไรก็คงตอบตกลง แต่จี้ทิงไม่ชอบให้ใครมาเวทนาเขา

       ทุกครั้งที่เห็นคนอื่นมองมาด้วยสายตาสงสารแกมเสียดาย เมื่อก่อนจี้ทิงอาจจะไม่เข้าใจ แต่ภายหลังเขาก็ค่อยๆ รับรู้ถึงความหมายของสายตาเหล่านั้นได้เอง

       สายตาพวกนั้นราวกับจะบอกว่า ‘น่าเสียดายจัง ถ้าเธอเป็นคนปกติก็คงจะดี’

       จี้ทิงคิดว่า ให้อีกฝ่ายจะโมโหใส่เขายังดีเสียกว่า เขาไม่อยากเห็นจี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยสายตาแบบนั้น

       “ฉันอารมณ์ร้อนงั้นเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อเน้นเสียงหนักทุกคำพร้อมกับขึ้นเสียงสูงในตอนท้าย “จี้ทิง นายยังไม่เจียมตัวอีกเหรอว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร?”

       จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ [อะไรนะครับ?]

       “ตอนนี้เป็นนายที่มาอ้อนวอนขอตื้อจะนอนกับฉันเองนะ แล้วท่าทีของคนมาขอร้องคือการมาว่าฉันอารมณ์ร้อนเนี่ยนะ?”

       จี้ทิงเริ่มสับสน ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงค่อยๆ ชูไอแพดขึ้นมา [งั้นหมายความว่าพี่ไม่ตกลงเหรอครับ?]

       “นายนี่มัน...”

       จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกจุกอยู่ในอก เขาถึงกับระแวงว่าจี้ทิงตั้งใจจะกวนประสาทเขาเพื่อย้อนเกล็ดในตอนที่ไม่อยากพูดคำหวานๆ ออกมาหรือเปล่า

       เขาถลึงตาใส่จี้ทิงทีหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกจากห้องทำงานไปทันที

       จี้ทิงเองก็ไม่รู้ว่าแบบนี้คือตกลงหรือไม่ตกลงกันแน่ จึงเดินตามหลังเขาไปเพื่อจะถามให้แน่ใจอีกครั้ง

       นึกไม่ถึงว่าพอเดินตามไปได้เพียงไม่กี่ก้าว จี้เยี่ยนจื๋อก็หันมาดุเสียงเขียว “ตามฉันมาทำไม ยังไม่รีบกลับไปอาบน้ำอีก?”

       จี้เยี่ยนจื๋อทิ้งประโยคนั้นไว้ แล้วเขาก็เดินเข้าลิฟต์ไปเพียงลำพัง ปล่อยให้จี้ทิงยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น

       ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงในใจจึงดังขึ้นอย่างลังเล [จี้เยี่ยนจื๋อ... แบบนี้คือตกลงแล้วใช่ไหมนะ?]

       จี้เยี่ยนจื๋อคิดในใจอย่างนึกระอา ทำไมหมอนี้ถึงได้ซื่อบื้อขนาดนี้นะ

       หลังจากนั้นต่างคนต่างกลับห้องไปอาบน้ำ จี้เยี่ยนจื๋อกลับไปก่อนจี้ทิง แต่พอเขาออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นจี้ทิงกำลังปูที่นอนอยู่ข้างเตียงของเขาแล้ว

       “นายเอาผ้าห่มมาวางบนพื้นทำไม สกปรกจะตาย!”

       จี้ทิงกำลังคุกเข่าอยู่ พอได้ยินดังนั้นก็ยืดตัวขึ้นมองเขา [แต่ถ้าจะให้นอนบนพื้นโดยตรง ร่างกายจะเย็นเกินไปนะครับ]

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้ว “ใครบอกให้นายนอนบนพื้น?”

       จี้ทิงชะงักไป [งั้นผมควร... นอนตรงไหนครับ?]

 

 

       เชิงอรรถ

       [1] คำว่า รำแพน (开屏) พ้องเสียงกับคำว่า เปิดขวด (开瓶)

       [2] ในภาษาจีนกวางตุ้ง คำว่าลงทุน (投资) จะออกเสียงคล้ายกับโถวจี ซึ่งไปพ้องเสียงกับคำว่า เก็งกำไร/ฉวยโอกาส (投机) ในภาษาจีนกลางนั่นเอง


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^