LNCrawler

ตอนที่ 103 แอบรักอย่างลึกซึ้ง

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 103 แอบรักอย่างลึกซึ้ง

        วันต่อมา เวลา 07.00 น. พ่อครัวเหล่าหลิวเดินหิ้ววัตถุดิบเข้ามาในครัวตามปกติ ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าไป เขาก็ต้องสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ

       “คุณชายรอง คุณ... ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ครับ?”

       จี้ทิงหยิบไอแพดขึ้นมาพิมพ์ข้อความ [ทำมื้อเช้าให้พี่จี้เยี่ยนจื๋อครับ]

       “หา?” เหล่าหลิวทำหน้าเหลอหลาด้วยความงุนงง “แต่มื้อเช้าของคุณชายใหญ่ ผมเป็นคนทำมาตลอดนะครับ”

       จี้ทิงพยักหน้ารับ แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายความจำเป็นอย่างไรในเวลาสั้นๆ จึงถามไปเพียงว่า [พ่อครัวหลิว ช่วยสอนผมทำวอฟเฟิลอัลมอนด์กับไข่อบให้หน่อยได้ไหมครับ?]

       ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง จี้เยี่ยนจื๋อก็เดินลงมาจากชั้นบน

       “จี้ทิงล่ะ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อตื่นมาก็ไม่เห็นคนเสียแล้ว เขาจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที นี่จี้ทิงเห็นเขาเป็นแค่ยานอนหลับหรือยังไงกัน

       พ่อบ้านรีบแจ้นเข้ามา และแจ้งเรื่องทั้งหมดทันที “คุณชายรองตื่นแต่เช้าเลยครับ หลังจากทำมื้อเช้าให้คุณชายใหญ่เสร็จ เขาก็ไปเล่นเกมแล้วครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปครู่หนึ่ง พลางนึกถึงเรื่องก่อนจะนอนเมื่อคืน แล้วเขาก็ขมวดคิ้วมุ่น เจ้าเด็กหัวรั้นนี่ จะทำกับข้าวก็ทำไปสิ จะรีบตื่นเช้าขนาดนั้นไปทำไมกัน

       จี้เยี่ยนจื๋อเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารด้วยสีหน้าเย็นชา พอหยิบส้อมขึ้นมาถึงได้เอ่ยถามคำหนึ่ง “เขากินข้าวเช้าแล้วหรือยัง?”

       “ทานแล้วครับ” พ่อบ้านตอบพร้อมรอยยิ้ม “ผมได้ยินเหล่าหลิวบอกว่า คุณชายรองลองทำวอฟเฟิลตั้งหลายชิ้น ชิ้นที่พังๆ เขาเป็นคนกินเองหมดเลยครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อหลุบตามองวอฟเฟิลในจาน ผิวด้านนอกสีเข้มไปนิด แต่รูปร่างหน้าตาก็พอดูได้ พอถูไถได้อยู่ เขาจะฝืนกินหน่อยแล้วกัน

       ...

       หลังจากจัดการมื้อเช้าเสร็จ จี้เยี่ยนจื๋อก็เตรียมตัวไปบริษัท ก่อนไปเขาไม่ลืมกำชับพ่อบ้านว่า ในเมื่อจี้ทิงอยากเล่นเกมก็ปล่อยให้เขาเล่นไป อย่าให้ใครเข้าไปรบกวนเด็ดขาด

       คล้อยหลังเขาไปไม่นาน สวีเหรินก็เข้ามาในบ้าน

       ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องเล่นเกม เขาก็เห็นจี้ทิงกำลังยกเคสคอมพิวเตอร์อยู่ จึงรีบวางกระเป๋าเป้แล้วถลาเข้าไปหา “อาจารย์จี้ครับ ผมบอกแล้วไงว่างานพวกนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง”

       จี้ทิงส่ายหน้า ส่งสัญญาณให้ช่วยกันยก จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มลงมือประกอบซูเปอร์คอมพิวเตอร์กันต่อ

       “อาจารย์จี้ครับ เมื่อวานทนายหลิวโทรหาผมด้วย” สวีเหรินจดจ่อสายตาอยู่ที่เคส พลางเอ่ยขณะเสียบสายไฟ “เขาบอกว่าทางอัยการได้ยื่นฟ้องหวังเจี้ยนหมิงอย่างเป็นทางการแล้วครับ”

       เดิมทีการที่หวังเจี้ยนหมิงขโมยผลงานวิจัยของเขาถือเป็นความประพฤติมิชอบทางวิชาการ ซึ่งนับเป็นเพียงการละเมิดทางแพ่งเท่านั้น แต่เพราะจี้เยี่ยนจื๋อระบุว่าข้อมูลในคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเกี่ยวข้องกับโครงการวิจัยของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ หวังเจี้ยนหมิงจึงมีความผิดฐานละเมิดความลับทางการค้าด้วย ด้วยเหตุนี้ คดีจึงกลายเป็นคดีอาญาไปโดยปริยาย

       จี้ทิงได้ยินดังนั้นก็วางของในมือลง [คดีนี้อาจจะต้องสู้กันนานหน่อย แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ จี้เยี่ยนจื๋อบอกว่าฝ่ายกฎหมายของกลุ่มบริษัทซื่อลี่เก่งมาก]

       สวีเหรินยิ้มกว้างออกมา “ผมวางใจอยู่แล้วครับ ความจริงวันนี้กะจะมาขอบคุณประธานจี้ด้วยตัวเอง แต่คุณอาพ่อบ้านบอกว่าเขาออกไปแล้ว”

       [เดี๋ยวผมบอกต่อให้เอง]

       “ขอบคุณครับ”

       ทั้งสองคนยุ่งกันอยู่ค่อนวัน จนกระทั่งช่วงพักกลางวัน สวีเหรินบังเอิญเหลือบไปเห็นจี้ทิงกำลังดูแบบแปลนจรวดบางอย่างในไอแพด

       เขาตกใจจนหัวใจแทบกระโจนออกมานอกอก ดวงตาเบิกโพลง “อา...อาจารย์จี้ครับ คุณคงไม่ได้...คงไม่ได้กำลังจะสร้างจรวดใช่ไหมครับ?”

       จี้ทิงปรายตามองเขา ก่อนจะพิมพ์ข้อความลงบนไอแพด [นี่ไม่ใช่จรวดครับ แต่มันคือขีปนาวุธพื้นสู่อากาศรุ่นใหม่]

       สร้างขีปนาวุธก็น่ากลัวพอๆ กันนั่นแหละ สวีเหรินอึกอัก “งั้น...งั้นคุณ...”

       จี้ทิงเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิด จึงพิมพ์ตอบไปว่า [ผมสร้างมันขึ้นมาคนเดียวไม่ได้หรอกครับ ผมแค่ลองดูว่า...พอจะมีช่องว่างให้ผมทำผิดพลาดได้ตรงไหนบ้าง]

       “หา?” ใบหน้าของสวีเหรินเต็มไปด้วยความสับสน เขารู้จักทุกตัวอักษรแต่พอรวมกันแล้วเขากลับไม่เข้าใจความหมายเลยสักนิด “ผิดพลาด... ทำไมต้องตั้งใจทำให้ผิดพลาดด้วยล่ะครับ?”

       แม้จี้ทิงจะเชื่อใจเขา แต่ในเรื่องนี้เขาไม่อยากให้สวีเหรินล่วงรู้มากเกินไป

       เขาตั้งใจเบี่ยงประเด็น จึงเอ่ยถามสวีเหรินว่า [คุณรู้ไหมว่าประเทศของเรามีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่เป็นหนึ่งเดียวในโลก?]

       คำถามนี้กว้างเกินไปจนสวีเหรินต้องขบคิดอย่างจริงจัง “อืม... การบรรทุกอุปกรณ์ทางอวกาศหรือเปล่าครับ?”

       จี้ทิงยิ้มบางๆ ไม่ได้ปฏิเสธคำตอบของเขา [ประเทศของเราเป็นประเทศเดียวในโลกที่ครอบครองระบบวิจัยและพัฒนาสามอย่างหลักไปพร้อมกัน ทั้งเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินขับไล่ล่องหน ระบบระบุตำแหน่งผ่านดาวเทียม สถานีอวกาศ และยานสำรวจดาวอังคาร]

       สวีเหรินรู้สึกร้อนผ่าวที่หน้าอกประหนึ่งมีเลือดรักชาติสูบฉีดขึ้นมา “มี... มีแค่ประเทศเราประเทศเดียวเหรอครับ?”

       จี้ทิงพยักหน้า ทว่าสวีเหรินนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงขมวดคิ้ว “พวกเราเก่งขนาดนี้แล้ว ทำไมก่อนหน้านี้ในเน็ตยังมีคนพูดกันว่า ประเทศเราไม่มีแม้กระทั่งเครื่องลิโทกราฟี [1] ฝั่งตะวันตกอยากจะคว่ำบาตรพวกเราเมื่อไหร่ก็แค่ปิดกั้นเทคโนโลยีก็พอ”

       [นั่นเพราะพวกเขาตื้นเขินเกินไป] แววตาของจี้ทิงฉายแววจริงจัง [ประเทศเรามีเครื่องลิโทกราฟีครับ ที่กลุ่มบริษัทซื่อลี่เองก็มี ถึงตอนนี้อาจจะยังมีความต่างในเรื่องของความละเอียด ความแม่นยำซ้ำซ้อน หรือความสม่ำเสมอของสนามไฟฟ้าอยู่บ้าง แต่พวกเรากำลังก้าวตามไปอย่างก้าวกระโดด วันหนึ่งเราจะก้าวข้ามพวกเขาได้อย่างแน่นอน]

       “มันจะเป็นไปได้จริงๆ เหรอครับ?”

       จี้ทิงจ้องมองเขา นัยน์ตาคู่สวยคู่นั้นเป็นประกาย [ไม่ใช่แค่เป็นไปได้ แต่เป็นไปได้อย่างแน่นอนครับ]

       แม้ที่นี่จะไม่ใช่โลกใบเดิมของเขา แต่จี้ทิงเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ไม่ว่าจะอยู่ในมิติเวลาใด ประเทศจีนจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และยืนหยัดอยู่บนยอดไม้แห่งเทคโนโลยีของโลกอย่างสง่างามและรุ่งโรจน์ตลอดไป

       ด้วยแรงผลักดันจากความฮึกเหิมที่เกิดขึ้นกะทันหัน ทำให้สวีเหรินมีไฟทำงานไปตลอดทั้งบ่าย เขาสามารถประกอบตู้เซิร์ฟเวอร์ได้ถึงสองตู้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าสองครั้งแรกมากนัก

       ทั้งคู่ยุ่งกันจนฟ้ามืด สวีเหรินกำลังคุกเข่าจัดอุปกรณ์อยู่บนพื้น จี้ทิงก็กวักมือเรียกเขา

       เมื่อสวีเหรินเดินเข้าไปหา จี้ทิงก็บุ้ยปากให้เขาดูที่หน้าจอโน้ตบุ๊ก

       “เทคโนโลยีตรวจจับการฉ้อโกงผ่านวิดีโอด้วยเอดจ์ AI [2] ...” สวีเหรินอ่านพาดหัวข้อความจบก็หันไปมองจี้ทิง “อาจารย์จี้ครับ นี่คือโปรแกรมที่สามารถแยกแยะการปลอมแปลงใบหน้าด้วย AI ใช่ไหมครับ?”

       จี้ทิงพยักหน้า พลางพิมพ์เครื่องหมายถูกลงบนหน้าจอ

       วันนี้เขาใช้เวลาคิดมาทั้งวัน แม้เขาจะแลกเปลี่ยนเงื่อนไขกับจี้เยี่ยนจื๋อแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอาการนอนไม่หลับนี้จะหายเมื่อไหร่ เป็นไปได้สูงว่าเขาอาจจะต้องนอนกับจี้เยี่ยนจื๋อไปอีกนานแสนนาน

       ในเมื่อเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม ทั้งสองฝ่ายก็ควรจะรักษาความเป็นธรรมขั้นพื้นฐานเอาไว้ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ สมดุลนี้ย่อมถูกทำลายได้โดยง่าย

       [ผมจะมอบเทคโนโลยีนี้ให้คุณก่อนที่กลุ่มบริษัทซื่อลี่จะเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ รบกวนคุณช่วยส่งต่อให้จี้เยี่ยนจื๋อด้วยนะครับ]

       แม้จะไม่ใช่เทคโนโลยีขั้นสูงระดับสุดยอด แต่ถ้าโทรศัพท์ของกลุ่มบริษัทซื่อลี่มีฟังก์ชันนี้เพิ่มเข้าไป ก็นับเป็นการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบได้ในระดับหนึ่ง

       ตอนนี้สวีเหรินเริ่มชินกับการสวมรอยเป็นตัวแทนแล้ว เขาพยักหน้าพลางถามว่า “แล้วค่าลิขสิทธิ์เทคโนโลยีครั้งนี้ คุณตั้งใจจะเก็บเท่าไหร่ครับ?”

       จี้ทิงส่ายหน้า [ไม่เอาเงินครับ คุณแค่บอกให้เขาตอบตกลงเงื่อนไขของผมอย่างหนึ่งก็พอ]

       สวีเหรินถามออกไปตามสัญชาตญาณ “เงื่อนไขอะไรเหรอครับ?”

       จี้ทิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ประโยคหนึ่งลงบนหน้าจอ [ขอโทษนะ เรื่องนี้บอกคุณไม่ได้ครับ]

       “อ๋อๆ ไม่เป็นไรครับ งั้นถึงตอนนั้นผมจะบอกประธานจี้ให้ไปถามคุณเองแล้วกัน”

       พอเขาพูดแบบนี้ จี้ทิงก็นึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมาได้ [สวีเหริน ถ้าจี้เยี่ยนจื๋อถามคุณว่าคุณชอบผมหรือเปล่า ให้คุณบอกว่าไม่ชอบ พวกเราเป็นแค่เพื่อนกัน]

       สวีเหรินอึ้งไปพักใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ เขาตกใจจนพูดติดอ่าง “ปะ...ประธานจี้คงไม่ได้คิดว่า ความรู้สึกที่ผมมีต่อคุณคือความรัก...ความรักแบบหนุ่มสาวหรอกนะครับ?”

       จี้ทิงไม่แน่ใจว่าตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อยังคิดแบบนั้นอยู่ไหม จึงตอบเลี่ยงๆ ไปว่า [เขาเคยคิดแบบนั้นครับ]

       สวีเหรินทั้งกระอักกระอ่วนและลำบากใจ จนถึงขั้นรู้สึกโกรธจี้เยี่ยนจื๋อขึ้นมานิดๆ “เขาคิดแบบนั้นได้ยังไงกัน คุณคืออาจารย์ของผมนะ ถ้าผมมีความคิดอกุศลแบบนั้นกับคุณ ผมจะกลายเป็นคนยังไงล่ะครับ”

       นิ้วเรียวยาวของจี้ทิงหยุดนิ่งอยู่เหนือแป้นพิมพ์ ไม่อาจตอบคำถามนี้ได้ เพราะบ่อยครั้งเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเจ้าแทสเมเนียนถึงได้มีความคิดที่ฉาบฉวยมากมายขนาดนั้น

       ตอนที่ทั้งคู่เดินออกจากห้องเล่นเกมมาด้วยกัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความอายหรือความโกรธ ใบหน้าและลำคอของสวีเหรินยังคงแดงก่ำไปหมด

       ขณะที่รถของจี้เยี่ยนจื๋อแล่นเข้ามาใกล้ประตูบ้านพอดี เขาเห็นจี้ทิงกำลังเดินออกมาส่งคน ส่วนสวีเหรินก็เอี้ยวตัวโบกมือหยอยๆ “อาจารย์จี้ พรุ่งนี้เจอกันครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อเห็นจี้ทิงพยักหน้าตอบรับเรียบๆ ก่อนที่สวีเหรินจะหันหน้ากลับมาด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับคู่กับใบหน้าที่แดงซ่านจนผิดสังเกต

 

 

       เชิงอรรถ

       [1] เครื่องลิโธกราฟี (Lithography Machine) หรือ เครื่องพิมพ์หิน ในบริบทของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ คือเครื่องมือที่ใช้ ฉายแสง (ส่วนใหญ่เป็นแสงอัลตราไวโอเลต - UV) ผ่านหน้ากากลวดลายวงจร ลงบนแผ่นเวเฟอร์ซิลิคอนที่เคลือบสารไวแสงไว้ เพื่อสร้างโครงสร้างวงจรขนาดจิ๋วระดับนาโนเมตร

       [2] เอดจ์เอไอ (Edge AI) หมายถึงการรันโมเดล AI บนอุปกรณ์ปลายทาง (เช่น มือถือหรือคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้) โดยตรง ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยให้ตรวจจับการปลอมแปลงได้แบบเรียลไทม์


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^