LNCrawler

ตอนที่ 104 ความลับในจดหมาย

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 104 ความลับในจดหมาย

        สวีเหรินมัวแต่สนใจกับการโบกมือลาจี้ทิง พอหันหลังกลับไปจึงเพิ่งสังเกตเห็นรถของจี้เยี่ยนจื๋อ

       รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาพลันเลือนหายไปในทันตา แทนที่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังขึ้นมาทันที

       การเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าเหล่านั้นล้วนตกอยู่ในสายตาของจี้เยี่ยนจื๋อทั้งหมด เขาแค่นยิ้มเย็นชา ก่อนจะเลื่อนกระจกรถลง “สวีเหริน คุณมานี่หน่อย”

       สวีเหรินเดินฮึดฮัดเข้าไปหา ทันทีที่ถึงตัว จี้เยี่ยนจื๋อยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เขาก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า “ประธานจี้ครับ ความรู้สึกของคนเรามีตั้งมากมายหลายรูปแบบ คุณจะเอาแต่มองปัญหาด้วยมุมมองที่ตื้นเขินแบบนี้ไม่ได้นะ”

       “ตื้นเขิน?” จี้เยี่ยนจื๋อกวาดสายตามองเขา แววตาแฝงไว้ด้วยร่องรอยเย้ยหยัน “ขนาดอาจารย์จี้ของคุณยังไม่กล้าพูดกับผมแบบนี้เลย คุณดูจะใจกล้ากว่าเขาเสียอีกนะ”

       สวีเหรินโพล่งออกมาโดยไม่ต้องคิด “ใครบอกล่ะครับ อาจารย์จี้ต่างหากที่กล้าพูด!”

       นัยน์ตาคมลึกของจี้เยี่ยนจื๋อหรี่ลงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น “งั้นคุณลองบอกผมมาสิ ว่าเขาลับหลังเขาพูดถึงผมว่ายังไงบ้าง”

       “เขาบอกว่าคุณ...”

       สวีเหรินชะงักกึก ก่อนจะทำหน้ายู่ “คุณหลอกถามผมอีกแล้วนะ!”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะทีหนึ่ง แล้วเลื่อนกระจกรถขึ้นปิดทันที

       ในโรงจอดขณะลงจากรถ เลี่ยวข่ายก็พูดหยั่งเชิงขึ้นว่า “ประธานจี้ครับ คุณครูสวีคนนั้นเขาชอบคุณชายรองหรือเปล่าครับ?”

       เขารู้สึกมาตลอดว่าทุกคำพูดของสวีเหรินล้วนปกป้องจี้ทิงเป็นพิเศษ ไหนจะอาการหน้าแดงก่ำเมื่อครู่อีก นี่มันปกติที่ไหนกัน แค่บอกลากันทำไมต้องเขินจนหน้าแดงขนาดนั้นด้วย

       จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “งั้นนายคงยังไม่เคยเห็นสภาพของหวังเหมี่ยนเวลาเจอจี้ทิงละมั้ง”

       รายนั้นน่ะอาการหนักกว่าสวีเหรินเสียอีก ดูคล้ายกับผู้นับถือผู้ศรัทธาแรงกล้าที่สวดอ้อนวอนมาครึ่งค่อนชีวิต และในที่สุดก็ได้เห็นเทพเซียนลงมาจุติบนโลกมนุษย์

       เลี่ยวข่ายไม่ค่อยเข้าใจความหมายนัก แต่จี้เยี่ยนจื๋อก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ จากนั้นทั้งคู่ก็เดินตรงเข้าสู่ตึกหลักทันที

       จี้เยี่ยนจื๋อยังคงขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าบนชั้นบนก่อนเช่นเคย หลังจากออกมาจากห้องน้ำ เขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาส่งข้อความยาวเหยียดไปหาฝ่ายกฎหมาย

       เขาสั่งให้อีกฝ่ายร่างข้อสัญญาเก็บรักษาความลับฉบับพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้สวีเหรินลงนามในวันที่เริ่มงาน

       แม้สวีเหรินจะเป็นคนที่มีศีลธรรมใช้ได้ แต่ทว่าหัวอ่อนและขี้ขลาด เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เขาจึงต้องหาวิธีปิดปากสวีเหรินไว้ล่วงหน้า

       ตอนที่เขาลงมาด้านล่าง จี้ทิงก็นั่งรออยู่ที่ห้องอาหารแล้ว

       จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันได้ยินจากสวีเหรินว่า นายชอบเอาฉันไปพูดจาเสียหายลับหลังงั้นเหรอ?”

       จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ [สวีเหรินเป็นคนพูดเหรอ?]

       อันที่จริงจี้เยี่ยนจื๋อก็ไม่ได้ติดใจอะไรนัก เพราะในอดีตความสัมพันธ์ของเขากับจี้ทิงก็ไม่ได้ดีไปกว่าศัตรูเท่าไหร่ ที่เขาถามออกไปแบบนั้นเพียงเพราะอยากเห็นจี้ทิงแสดงอาการลนลานหรือรู้สึกผิดออกมาบ้าง

       ทว่าจี้ทิงกลับมีความสับสนเพียงครู่สั้นๆ เท่านั้น ก่อนจะหยิบไอแพดขึ้นมาเขียน [เคยพูดจริงครับ แต่ไม่ได้พูดบ่อย]

       จี้เยี่ยนจื๋อแทบจะหลุดขำออกมาด้วยความโมโห “ก็นับว่ายอมรับอย่างตรงไปตรงมาดี”

       เขากำลังพูดประชดประชัน แต่จี้ทิงกลับใช้การกระทำบอกให้เขารู้ว่าคำว่า ‘ตรงไปตรงมา’ ที่แท้จริงคืออะไร [วันที่ 3 มกราคม ผมบอกว่าพี่มันบ้า เดี๋ยวก็โกรธไม่มีปี่มีขลุ่ย อยู่ๆ ก็โมโหฟาดงวงฟาดงา]

       จี้เยี่ยนจื๋อกวาดสายตามองข้อความยาวเหยียดบนหน้าจอ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก “เจ้าหูน้อยจี้ นายรู้ไหมว่าคำว่า ‘พูดลับหลัง’ มันแปลว่าอะไร?”

       จี้ทิงครุ่นคิดทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง ก่อนจะตอบว่า [การทำแบบนี้มันไม่ถูกจริงๆ ด้วย ขอโทษครับ คราวหน้าผมจะพูดต่อหน้าพี่แทน]

       “เก็บไอแพดเฮงซวยของนายไปเลย!”

       ...

       มื้อค่ำวันนั้นจี้เยี่ยนจื๋อกินข้าวไปได้เพียงครึ่งชามเพราะความหงุดหงิด พออิ่มแล้วก็ตรงดิ่งไปยังห้องทำงานทันที

       ส่วนจี้ทิงมุ่งหน้าไปที่ห้องเล่นเกม เขาตั้งใจจะทำเมดูซ่าให้เสร็จก่อนจะถึงวันปิดรับผลงานการแข่งขันการเรนเดอร์ระดับโลก

       เขาได้ลองใช้แพลตฟอร์มแอนิเมชัน 3D ที่สามารถสร้างฉากซับซ้อนที่มีอยู่ในปัจจุบันดูแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นการจำลองภาพผลลัพธ์หรือการขึ้นโมเดล ก็ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการในใจของเขาได้

       จี้ทิงจึงตั้งค่าพื้นฐานใหม่ เพิ่มเอฟเฟกต์การสร้างโมเดลสเปกสูงที่ผสมผสานกับทัศนียภาพจริง เสริมด้วยระบบฟิสิกส์การกระทบวัตถุ ทำให้ภาพที่ออกมาให้ความรู้สึกเหมือนการถ่ายทำจากสถานที่จริงมากขึ้น และเข้าใกล้ระดับภาพ 3D ตาเปล่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

       เขาอ่านบันทึกเกี่ยวกับเมดูซ่าในเทพปกรณัมกรีกอย่างละเอียด และในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกฉากจุดจบของเมดูซ่า ซึ่งเป็นตอนที่เพอร์ซิอุสบั่นศีรษะของนางท่ามกลางทะเลคลั่งสุดขอบฟ้า

       จี้ทิงมีความบกพร่องในการรับรู้ทางอารมณ์ ดังนั้นเขาจึงเลือกฉากการต่อสู้ที่ดุเดือดนี้ เพื่อให้เกิดแรงปะทะทางสายตาที่รุนแรงแทน ซึ่งถือเป็นการใช้จุดเด่นมากลบจุดด้อยของตนเอง

       เวลาล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงคืน สัญญาณเตือนที่มุมขวาล่างแจ้งเตือนขึ้น จี้ทิงเหลือบมองก่อนจะกดบันทึกฉากการออกแบบที่ทำค้างไว้

       ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงจะฝืนทำให้เสร็จรวดเดียวจบ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ เขาต้องเข้านอนให้ตรงตามกิจวัตรของจี้เยี่ยนจื๋อ

       เขาจึงเดินจากตึกทิศตะวันตกกลับมายังตึกหลัก แต่เมื่อถึงห้องกลับพบว่าจี้เยี่ยนจื๋อยังไม่กลับมา

       จี้ทิงคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับเข้าห้องตัวเองเพื่ออาบน้ำ

       ไม่นานนัก จี้เยี่ยนจื๋อก็เดินออกมาจากลิฟต์ ในมือของเขาถือจดหมายฉับหนึ่ง ทว่าในตอนที่กำลังจะก้าวเข้าห้อง เท้าก็ชะงักกึก ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังห้องนอนรับแขกที่อยู่ติดกัน

       จดหมายของลู่เหยียนชูฉบับนี้เคยวางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน เดิมทีจี้เยี่ยนจื๋อลืมมันไปแล้ว แต่มาวันนี้ตอนหาเอกสารเขากลับเห็นมันอีกครั้ง

       ตอนแรกเขาตั้งใจจะเอาจดหมายนี้ไปให้จี้ทิงโดยตรง แต่พอมาถึงหน้าประตู กลับรู้สึกว่าลู่เหยียนชูมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว สู้เขาเปิดดูเสียก่อนจะดีกว่า หากเนื้อความมีแต่คำหวานหลอกลวง จี้ทิงจะได้ไม่ต้องเสียเวลาอ่านมัน

       ทันทีที่ปิดประตู จี้เยี่ยนจื๋อก็ฉีกซองจดหมายออก ด้านในนอกจากกระดาษจดหมายแล้ว ยังมีนามบัตรใบหนึ่งที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด

       “คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ แผนกอายุรกรรมประสาท ศาสตราจารย์เบนสัน เคนท์”

       หลังจากอ่านจบ จี้เยี่ยนจื๋อก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ลู่เหยียนชูส่งนามบัตรของหมอต่างชาติให้จี้ทิงทำไมกัน

       เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บนามบัตรลงซองตามเดิม แล้วหยิบกระดาษจดหมายแผ่นนั้นออกมา

       สายตาคมกริบกวาดผ่านคำทักทายตอนต้นอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อถึงย่อหน้าที่สอง เขาก็เผลอยกกระดาษขึ้นสูงโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นหัวคิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ แววตาที่ฉายแววเย็นเยียบแทบจะกลั่นตัวเป็นไอสังหาร

       ยังไม่ทันอ่านจบ เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดหมายเลขสองตัวแล้วยกขึ้นแนบหู

       “ฮัลโหล ฟู่เฉิง”

       ฟู่เฉิงสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ผิดปกติ และการที่โทรมาดึกดื่นเช่นนี้ย่อมต้องมีเรื่องเกิดขึ้นแน่

       “ผลการตรวจร่างกายของจี้ทิงที่รุ่ยเหอครั้งก่อน ที่นายให้ฉันดู... นั่นคือทั้งหมดแล้วใช่ไหม?”

       ฟู่เฉิงอึ้งไปเล็กน้อย พยายามเค้นความจำ “เอ่อ... ก็น่าจะนะ ฉันจำได้ว่าวันนั้นเขาตรวจแค่สมองไม่กี่รายการ ไม่ได้ตรวจทั้งตัว...”

       จี้เยี่ยนจื๋อพูดตัดบททันที “ตอนนี้นายช่วยไปเช็กให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย หามาให้หมดอย่าให้ตกหล่นแม้แต่อย่างเดียว แล้วส่งมาให้ฉันทั้งหมด”

       “ฮะ? ดึกดื่นป่านนี้เนี่ยนะ ให้ฉันไปรื้อไฟล์ใหม่เหรอ?”

       “เรื่องนี้สำคัญกับฉันมาก ขอร้องล่ะ”

       เมื่อได้ยินจี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยปากขอร้องเช่นนั้น ฟู่เฉิงจึงยอมตอบตกลง “เออๆ งั้นนายรอแป๊บหนึ่ง”

       ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ไฟล์ PDF ก็ถูกส่งเข้าโทรศัพท์ของจี้เยี่ยนจื๋อ

       จี้เยี่ยนจื๋ออ่านทุกตัวอักษรอย่างละเอียด ผลการตรวจทั้งหมดสิบสี่หน้า เขาใช้เวลาอ่านเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็ม

       กระทั่งเห็นคำว่า [ปกติ] ในรายการสุดท้าย เขาก็พ่นลมหายใจออกมาแล้วพิงหลังกับพนักเก้าอี้

       เขาพักเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเปิดไฟล์ผลการตรวจร่างกายอีกฉบับขึ้นมา แล้วเริ่มนำข้อมูลจากทั้งสองฉบับมาเทียบกัน

       ทว่าเพียงแค่เห็นหน้าแรก มือที่กุมเมาส์ของจี้เยี่ยนจื๋อก็พลันแข็งทื่อ เขาเพ่งมองสลับไปมาถึงสามรอบ แววตาคมลึกหรี่ลงด้วยความเคลือบแคลงสงสัย

       ทำไมในรายงานของรุ่ยเหอถึงระบุว่าจี้ทิงมีกรุ๊ปเลือด AB แต่ในรายงานของหมอเจิ้ง กรุ๊ปเลือดกลับกลายเป็น A ไปได้ล่ะ?


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^