LNCrawler

ตอนที่ 108 ผมลำเอียงงั้นเหรอ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 108 ผมลำเอียงงั้นเหรอ

        เวลาสองทุ่มกว่าๆ จี้เยี่ยนจื๋อที่เพิ่งเสร็จจากการร่วมงานเลี้ยงในช่วงเช้าและบ่ายจึงเดินทางกลับถึงโรงแรม

       เมื่อก้าวเข้าประตูมาแล้วเห็นเลี่ยวข่ายนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น โดยไม่ทันที่จี้เยี่ยนจื๋อจะต้องเอ่ยปาก เลี่ยวข่ายก็ลุกขึ้นรายงานทันที “คุณชายรองรับประทานอาหารค่ำเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้กำลังเล่นโน้ตบุ๊กอยู่ในห้อง”

       จี้เยี่ยนจื๋อส่งเสียงตอบรับในลำคออย่างเย็นชา ก่อนจะเรียกเลี่ยวข่ายให้ตามเข้าไปในห้องนอนอีกห้องหนึ่ง

       “วันนี้จี้ทิงเป็นยังไงบ้าง?”

       คำถามนี้ทำเอาเลี่ยวข่ายต้องชะงักไปครู่หนึ่งเพื่อเรียบเรียงคำพูด “คุณชายรองน่าจะไม่ค่อยสนใจสิ่งของในงานนิทรรศการเท่าไหร่นักครับ เลยเดินดูแค่ครู่เดียวก็กลับแล้ว”

       ไม่สนใจ... เดินดูแค่ครู่เดียว?

       มือที่กำลังปลดกระดุมข้อมือของจี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปเล็กน้อย เขากวาดสายตามองเลี่ยวข่าย “ฉันสั่งให้นายพาเขาไปที่บูธของซื่อลี่ไม่ใช่เหรอ ใครอนุญาตให้เขาเดินเที่ยวสะเปะสะปะกัน?”

       “คุณชายรองไปที่นั่นครับ แต่พอนั่งอยู่บนรถได้แปปเดียวก็กลับแล้ว”

       นัยน์ตาของจี้เยี่ยนจื๋อพลันเย็นเยียบลงในทันที “ดูแค่รถงั้นเหรอ วังปินไม่ได้แนะนำแพลตฟอร์มโมเดลขนาดใหญ่จวี้ฉิงให้เขาฟังหรือไง?”

       สีหน้าของเลี่ยวข่ายฉายแววกระอักกระอ่วนขึ้นมา น้ำเสียงก็เบาลงตามไปด้วย “วันนี้หัวหน้าวังไม่ได้อยู่ต้อนรับครับ เขาบอกว่าต้องไปจัดการธุระอย่างอื่น เพราะงั้น...”

       “เพราะงั้นเขาก็เลยไม่ได้เจอจี้ทิงเลยสินะ?”

       เลี่ยวข่ายเงียบงันไม่ตอบคำถาม ซึ่งคำตอบนั้นชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว

       จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ “ไม่ว่าตอนนี้วังปินจะอยู่ที่ไหน สั่งให้เขามาพบฉันที่โรงแรมเดี๋ยวนี้”

       “ครับ”

       หลังจากเลี่ยวข่ายออกไป จี้เยี่ยนจื๋อก็เข้าไปในห้องน้ำ เมื่อออกมาและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสรรพ เขาก็มุ่งหน้าไปยังห้องของจี้ทิงทันที

       ทันทีที่เห็นเขาเดินเข้ามา จี้ทิงก็กดเมาส์หนึ่งครั้งก่อนจะพับหน้าจอโน้ตบุ๊กปิดลง

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็นในใจ ยังจะซ่อนอีกเหรอ... ความลับรั่วไหลจนไม่เหลือชิ้นดีแล้วยังไม่รู้ตัวอีก

       [พี่มีธุระกับผมเหรอ?]

       จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยอย่างหงุดหงิด “ถ้าไม่มีธุระ ฉันก็มาหานายไม่ได้หรือไง?”

       จี้ทิงสัมผัสได้ถึงกระแสอารมณ์ขุ่นมัวของอีกฝ่าย จึงวางไอแพดลงบนโต๊ะเพื่อเลี่ยงการปะทะฝีปาก

       จี้เยี่ยนจื๋อลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ เขา “วันนี้ไปที่งานนิทรรศการมา ได้ดูอะไรบ้าง?”

       จี้ทิงหวนนึกทบทวน [รถของซื่อลี่ หุ่นยนต์ทำงานบ้านของป้ายเฟิง แล้วก็ระบบขับเคลื่อนด้วยภาพอัจฉริยะของไว่ผู่ครับ]

       “แล้วมีอะไรที่ทำให้นายรู้สึกแปลกใหม่บ้างไหม?”

       [ไม่มี]

       นั่นคือสิ่งที่จี้ทิงคิดอยู่ในใจ ทว่าเขากลับพิมพ์ตอบไปด้วยประโยคที่กำกวมว่า [ในงานมีแต่เทคโนโลยีล่าสุดของยุคนี้ทั้งนั้นเลยครับ]

       มีแต่ของใหม่ล่าสุด แต่กลับไม่มีสิ่งไหนที่ทำให้เขาสนใจได้เลยสักอย่าง...

       จี้เยี่ยนจื๋อต้องประเมินจี้ทิงใหม่อีกครั้ง ตอนนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเทคโนโลยีในหัวของจี้ทิงนั้นพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว และเขายิ่งไม่รู้ว่าเนื้อหาเหล่านั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

       จี้เยี่ยนจื๋อจ้องมองเขา นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ “เดินเที่ยวมาทั้งวัน คงจะเหนื่อยแล้วล่ะสิ?”

       จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาได้รวดเร็วขนาดนี้ [ไม่เหนื่อยครับ]

       “ไม่ขัดคอฉันสักเรื่อง นายจะขาดใจตายใช่ไหม?” จี้เยี่ยนจื๋อถลึงตาใส่เขาทีหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ที่โรงแรมมีสปาไทย นายไปนวดตัวที่นั่นซะ”

       จี้ทิงอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่จี้เยี่ยนจื๋อก็เรียกเลขาเริ่นเข้ามาแล้ว “พาเขาไปที”

       จี้ทิงถูกพาตัวไปนวดอย่างงงๆ จี้เยี่ยนจื๋อนั่งรออยู่ในห้องเพียงลำพังราวครึ่งชั่วโมง เลี่ยวข่ายก็กลับมา

       “ประธานจี้ หัวหน้าวังมาถึงแล้วครับ”

       “ให้เขาเข้ามา”

       วังปินเตรียมใจเรื่องการลาออกไว้ตั้งแต่ระหว่างทางแล้ว แม้เขาจะไม่คิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะเป็นคนเผด็จการไร้เหตุผล แต่ต่อให้อีกฝ่ายยอมฟังคำอธิบายเกี่ยวกับการกระทำของเขาในวันนี้ เขาก็ไม่มีอะไรจะพูดอยู่ดี

       เมื่อวังปินก้าวเข้ามาในห้องแล้วยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็ปรายตามองไปที่โซฟา “นั่งลงสิ”

       หลังจากทั้งสองทรุดตัวลงนั่ง ก็ไม่มีใครเป็นฝ่ายเริ่มเปิดบทสนทนาก่อน

       จี้เยี่ยนจื๋อชินชากับท่าทางหน้าด้านหน้าทนของหวังเหมี่ยนมามากพอแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เห็นวังปินแสดงท่าทีปั้นปึ่งใส่เขา จึงรู้สึกว่ามันก็น่าสนใจดีเหมือนกัน

       “วังปิน คุณคิดว่าทำไมผมถึงเรียกคุณมาที่นี่กลางดึกขนาดนี้?”

       วังปินทำหน้าตึง เอ่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา “เพราะวันนี้ผมไม่ได้พาจี้ทิงเดินชมงานครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เดาอารมณ์ไม่ถูก “แล้วคุณรู้ไหมว่าทำไมผมถึงย้ำนักย้ำหนาว่าต้องให้คุณจัดการต้อนรับเขาด้วยตัวเอง?”

       ถ้าไม่ถามก็คงจะดีกว่านี้ เพราะพอถามออกมา ใบหน้าของวังปินก็มืดมนลงทันที “ประธานจี้ ผมไม่ได้คิดว่าตำแหน่งหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของผมมันวิเศษวิโสมาจากไหน และผมก็ไม่ได้มีความเห็นส่วนตัวอะไรกับจี้ทิงด้วย”

       จี้เยี่ยนจื๋อเอนหลังพิงโซฟาอย่างเชื่องช้า พลางจ้องมองเขา “ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะเป็นความเห็นที่มีต่อผมสินะ?”

       วังปินเงียบไป เขากำหมัดแน่นก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นจากโซฟา “กลับไปผมจะเขียนใบลาออกทันที คุณวางใจได้ ก่อนผมจะไป ผมจะส่งมอบโครงการในมือให้เรียบร้อย...”

       “ไม่ต้องเขียนหรอก แค่คุณลาออกด้วยปากเปล่า ผมก็อนุมัติแล้ว” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยขัดจังหวะดื้อๆ ก่อนจะพูดต่อ “ส่วนเรื่องส่งมอบโครงการ คุณส่งต่อให้หวังเหมี่ยนก็พอ โทรหาเขาเดี๋ยวนี้เลย”

       สมองของวังปินอื้ออึงไปหมด ลมหายใจติดขัดคล้ายกับว่าอากาศถูกกระชากออกไปด้วยความโกรธแค้น

       เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยความอึดอัดใจ จี้เยี่ยนจื๋อก็หัวเราะในใจพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ไม่อยากโทรสินะ งั้นผมโทรเอง”

       เขาต่อสายหาหวังเหมี่ยนแล้วเปิดลำโพง เสียงรอสายดังอยู่สองสามครั้งก่อนที่เสียงของหวังเหมี่ยนจะดังขึ้น

       “คุณบล็อกเบอร์ผมไปแล้วไม่ใช่เหรอ จะโทรมาหาผมทำไมอีก?”

       จี้เยี่ยนจื๋อถึงกับพูดไม่ออก สองคนนี้ความสามารถเก่งกาจระดับแนวหน้าทั้งคู่ แต่กลับพากันมาสะบัดสะบิ้งใส่เขาไม่หยุด

       “คุณอยากรู้ไหมว่าระบบขับเคลื่อนด้วยเอไอในตัว [1] ของคุณ จี้ทิงให้คะแนนว่ายังไง?”

       สิ้นคำนั้น สีหน้าของวังปินก็พลันแข็งค้าง ความเย็นเยียบที่น่าตกใจเริ่มชอนไชไปตามแผ่นหลัง

       “หา?” หวังเหมี่ยนที่อยู่ปลายสายถึงกับดีใจจนเนื้อเต้น เขาละล่ำละลักถาม “ผมว่าแล้วเชียว! ผมว่าแล้ว! เขาหาจุดบกพร่องเจอใช่ไหม เป็นที่การออกแบบสถาปัตยกรรมหรือชั้นพลังประมวลผล เดี๋ยวๆ หรือว่าจะเป็นที่เลเยอร์ข้อมูล...”

       หวังเหมี่ยนมีเพียงปากเดียวแท้ๆ แต่ความเจี๊ยวจ๊าวกลับดังราวกับฝูงไก่ในฟาร์ม

       จี้เยี่ยนจื๋อหมดความอดทนจนต้องเอ่ยตัดบท “จี้ทิงบอกว่า... ก็พอใช้ได้”

       ปลายสายเงียบกริบไปในทันที แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็เริ่มซักไซ้ต่อว่า ‘พอใช้ได้’ มันหมายความว่ายังไง

       “เรื่องทางเทคนิคเนี่ย ถ้าได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ แล้วคำว่า ‘พอใช้ได้’ นี่สรุปมันได้หรือไม่ได้กันแน่ครับ?”

       เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังมีแก่ใจจะมาพูดเล่นลิ้น จี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณไปต่อคิวซะ รอให้วังปิงเจอจี้ทิงเสร็จก่อน แล้วคุณค่อยมาถามคำถามของคุณ”

       หวังเหมี่ยนได้ยินดังนั้น นัยน์ตาก็เบิกโพลงทันที “ผมขอเจอจี้ทิง คุณกลับไม่ให้เจอ แต่วังปินกลับเจอได้งั้นเหรอ?! จี้เยี่ยนจื๋อ คุณมันคนลำเอียง ผมเกลียด...”

       ตื้ด! จี้เยี่ยนจื๋อกดตัดสายทิ้งทันที

       ตอนเขาโทรศัพท์ วังปินอยู่ในท่าไหน ตอนนี้เขาก็ยังคงอยู่ในท่านั้น ราวกับทั้งร่างถูกแช่แข็งไว้กับพื้น

       หัวใจของวังปินเต้นระรัว ทั้งเหลือเชื่อและดีใจจนแทบคลั่ง เขาพยายามจะอ้าปากพูดอยู่หลายครั้ง แต่ในหัวกลับสับสนจนเรียบเรียงคำพูดไม่ได้

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้รีบร้อน เขาหยิบแก้วน้ำข้างกายขึ้นมาจิบอย่างไม่รีบร้อน

       “โปรแกรมดักฟังที่ผมให้คุณทดสอบคราวก่อน จี้ทิงเป็นคนทำ” เขาเอ่ยออกมาทีละประโยค ราวกับกำลังเหวี่ยงค้อนปอนด์ทุบลงกลางใจอีกฝ่าย “ซูเปอร์โน้ตบุ๊กที่สมรรถนะเหนือกว่าเซินหราน ซึ่งตั้งอยู่ในห้องโถงดนตรีที่ตึกทิศตะวันตกบ้านของผม จี้ทิงก็เป็นคนประกอบเองกับมือ”

       มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อยกขึ้นเล็กน้อย “ตอนนี้ คุณยังตัดสินใจจะลาออกอยู่อีกไหม หัวหน้าวัง?”

 

 

       เชิงอรรถ

       [1] ระบบขับเคลื่อนด้วยเอไอในตัว (AI-Powered System / AI-Driven System) หมายถึง การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Machine Learning มาฝังหรือเชื่อมต่อเข้ากับระบบการทำงานหลักของเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือซอฟต์แวร์ เพื่อให้ระบบนั้นๆ สามารถคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และดำเนินการได้ด้วยตัวเองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องรอรับคำสั่งจากมนุษย์ในทุกขั้นตอน


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^