LNCrawler

ตอนที่ 10 ผมไม่กลัวพี่หรอก

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 10 ผมไม่กลัวพี่หรอก

        แปะ!

       สิ้นเสียงกดปุ่มเอนเทอร์ จี้ทิงก็จัดการคัดลอกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของร่างเดิมในนิยายออกมาได้สำเร็จ

       นิยายที่ชื่อว่า ‘เสพติดรักจนเกินห้ามใจ’ เล่มนี้ มีความยาวทั้งหมดเจ็ดแสนหกหมื่นตัวอักษร ทว่าบทบาทที่ ‘จี้ทิง’ ปรากฏตัวเพียงลำพังกลับมีเพียงหกหมื่นกว่าตัวอักษรเท่านั้น นับว่าเป็นเมะลำดับสี่ที่จืดจางสมคำร่ำลือจริงๆ

       และในเนื้อหาเหล่านั้น ประโยคจำพวก จี้เยี่ยนจื๋อมีดีตรงไหน ลู่เหยียนชูมีดีตรงไหน หรือฉินไจ้เย่มีดีตรงไหน ก็ปาเข้าไปเกือบแปดพันตัวอักษรแล้ว เรียกได้ว่านอกจากจะเป็นฝ่ายรุกตัวประกอบที่เป็นตัวแถมแล้ว ยังเป็นพวกดื้อรั้นชอบเอาหัวไปโขกกำแพงซ้ำๆ ไม่รู้จักเข็ดหลาบอีกด้วย

       เดิมทีจี้ทิงตั้งใจจะเรียบเรียงไทม์ไลน์ชีวิตของเจ้าของร่างเดิม เพื่อดูว่ามีจุดเสี่ยงตรงไหนที่เขาต้องหลีกเลี่ยงล่วงหน้าหรือไม่

       แต่เขากลับพบว่านอกจากช่วงปีที่ต้องติดคุกแล้ว ชีวิตอีกเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือของร่างนี้ล้วนผูกติดอยู่กับนายเอกของเรื่อง ราวกับว่าในชีวิตนี้ไม่มีเรื่องอื่นที่สำคัญไปกว่าความรักอีกแล้ว

       สำหรับจี้ทิงแล้ว ‘สมองที่มีแต่ความรัก’ เป็นสิ่งที่ทั้งแปลกหน้าและไร้ประโยชน์ เขาไม่คิดจะทำความเข้าใจ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการให้เกียรติความรู้สึกแบบนั้น

       ดังนั้น หลังจากผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนและรอบคอบแล้ว จี้ทิงจึงตัดสินใจ... กดบล็อกและลบช่องทางการติดต่อของนายเอกออกจากโทรศัพท์มือถือทุกช่องทาง

       ต้นตอของความชั่วร้ายต้องถูกกำจัดตั้งแต่จุดเริ่มต้น ตราบใดที่เขาหลีกเลี่ยงการพัวพันกับคนชื่อหลิงซีคนนี้ ปฏิกิริยาลูกโซ่อีกเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ในเนื้อเรื่องเดิมย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น

       จี้ทิงเพิ่งจะวางมือถือลง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบาๆ สามครั้ง เขามองไปที่หน้าต่างเล็กบนหน้าจอโน้ตบุ๊ก และพบว่าผู้มาเยือนคือพ่อบ้าน

       จี้ทิงปรับหน้าจอโน้ตบุ๊กกลับไปที่หน้าหลัก ก่อนจะลุกไปเปิดประตู

       “คุณชายรองครับ ท่านประธานกลับมาถึงแล้ว อีกสี่สิบนาทีจะเริ่มตั้งโต๊ะมื้อค่ำครับ”

       ตามปกติเมื่อจี้เยี่ยนจื๋อถึงบ้าน เขาจะตรงเข้าห้องพักเพื่ออาบน้ำก่อน ทว่าในขณะที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาก็พลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

       จริงสิ... ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาสั่งให้คนกักบริเวณจี้ทิงเอาไว้ นอกจากจะยึดมือถือและกุญแจรถแล้ว เขายังเปลี่ยนโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่ให้ด้วย โน้ตบุ๊กเครื่องนั้นไม่มีเกมใดๆ ทั้งสิ้น แต่แอบติดตั้งซอฟต์แวร์ตรวจสอบหน้าจอเอาไว้ ถ้าจี้ทิงทำกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากการเรียน มันจะบันทึกข้อมูลไว้ทั้งหมด

       เมื่อนึกได้ดังนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็ก้าวไปที่โต๊ะแล้วเปิดโน้ตบุ๊กเพื่อเช็กโปรแกรมดังกล่าวทันที

        [เวลารวมการใช้งานโน้ตบุ๊คในรอบ 7 วัน : 79 ชั่วโมง 34 นาที] สายตาของเขาไล่ไปตามตัวอักษร ก่อนจะกดดูรายละเอียดการใช้งาน

        [เกมไพ่แมงมุม : 48 ชั่วโมง 12 นาที]

        [เกมกู้ระเบิด : 16 ชั่วโมง 07 นาที]

       เมื่อเห็นสองรายการแรก จี้เยี่ยนจื๋อก็แค่นยิ้มเย็นชาอย่างที่คาดไว้ ทว่ารายการสุดท้ายกลับทำให้ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม

        [ค้นหาผ่านไป่ตู้ : วิธีเล่นเกมกู้ระเบิด ใช้เวลา : 5 ชั่วโมง 41 นาที]

       ห้าชั่วโมงเนี่ยนะ? คนเราต้องโง่ขนาดไหนกัน ถึงขนาดที่เล่นเกมกู้ระเบิดไม่เป็น แถมยังต้องใช้เวลาศึกษากฎกติกาเนิ่นนานขนาดนี้

       จี้เยี่ยนจื๋อปิดฝาโน้ตบุ๊กเสียงดังปัง ช่างเป็นตัวโง่งมที่ทำให้เขาเสียเวลาจริงๆ

       ประตูลิฟต์เปิดออกสู่สองข้างทาง จี้เยี่ยนจื๋อก้าวออกมาพอดีกับที่จี้ทิงเดินลงมาจากบันได สายตาของทั้งคู่ประสานกัน และจี้ทิงก็ถูกอีกฝ่ายถลึงตาใส่โดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

       จี้ทิงขมวดคิ้วมุ่น แม้ตอนนี้เขาจะพออ่านสีหน้าของอีกฝ่ายออกบ้างแล้ว แต่เขาก็ยังคงรู้สึกสับสนกับการกระทำของจี้เยี่ยนจื๋ออยู่บ่อยครั้ง

       โมโหได้ตลอดเวลาแบบนี้ จี้เยี่ยนจื๋อไม่คิดจะไปปรึกษาหมอบ้างหรือไงนะ?

       ทั้งสองเดินตามกันเข้าไปในห้องอาหาร หลังจากนั่งประจำที่แล้ว พ่อบ้านก็ให้เหล่าสาวใช้เริ่มลำเลียงอาหารขึ้นโต๊ะ

       ไม่มีเสียงพูดคุยบนโต๊ะอาหาร มีเพียงเสียงกระทบกันเบาๆ ของเครื่องครัวเป็นระยะ

       จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองจี้ทิงที่กำลังก้มหน้าทานข้าวอย่างสงบ ความโกรธเคืองที่รู้สึกเหมือนถูกปั่นหัวเมื่อครู่ค่อยๆ ตกตะกอน และเริ่มมีบางอย่างที่น่าสงสัยผุดขึ้นมาแทน

       คนคนนี้ถึงจะโง่มาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นใช้เวลาห้าชั่วโมงเพื่อศึกษากฎเกมกู้ระเบิด จี้เยี่ยนจื๋อฉุกคิดว่า เป็นไปได้ไหมที่จี้ทิงจะรู้ตัวเรื่องโปรแกรมดักฟังหน้าจอนั่นอยู่แล้ว และคาดการณ์ได้ว่าเขาต้องมาตรวจดูภายหลัง จึงจงใจสร้างประวัติการใช้งานแบบนั้นขึ้นมาแกล้งเขา

       ในตอนนั้น จี้เยี่ยนจื๋อยังไม่รู้ตัวว่าตนเองได้ก้าวเข้าไปใกล้ความจริงครึ่งตัวแล้ว เขาเพียงแต่นึกถึงคำพูดของหมอโจวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว จนใจเริ่มสั่นไหว

       แทนที่จะมานั่งเดาว่าจี้ทิงกำลังแกล้งโง่เพื่อตบตาเขาหรือไม่ จี้เยี่ยนจื๋อจึงตัดสินใจทำตามแผนที่วางไว้แต่แรก นั่นคือ ‘ฟัง’ สิ่งที่จี้ทิงคิดออกมาจากปากเจ้าตัวโดยตรง

       ผ่านไปครู่หนึ่ง จี้ทิงที่ทานอาหารเสร็จแล้วก็วางตะเกียบลง ทว่าในขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้น จี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “นั่งลงก่อน ฉันมีเรื่องจะถามนาย”

       จี้ทิงทรุดตัวลงนั่งตามเดิม พลางเอ่ยเสียงเรียบ “เรื่องอะไรครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อยังไม่ยอมเปิดปากในทันที เขานิ่งเงียบไปนานราวกับกำลังพิจารณาคำพูดอย่างหนัก “นายมีเรื่องที่ถนัดเป็นพิเศษไหม ประเภทที่ว่าเกิดมาก็ทำได้เลย หรือเรียนรู้ได้ไวราวกับเป็นเรื่องง่ายสำหรับนาย?”

       จี้ทิงรู้สึกว่าคำถามนี้ดูประหลาดพิลึก แต่ก็ยังตอบไปตามจริง “มีครับ”

       “มันคืออะไร?”

       จี้ทิงตอบโดยไม่เสียเวลาคิด “ผม...”

       “เดี๋ยว” จี้เยี่ยนจื๋อขัดขึ้นกะทันหัน ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้เคร่งขรึมและกดดัน “นายคิดในใจ เรียบเรียงทีละคำให้ชัดเจนก่อน แล้วค่อยตอบออกมา”

       จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ ด้วยความสงสัย : [แค่บอกเรื่องที่ถนัด ต้องคิดหนักขนาดนั้นเลยเหรอ สิ่งที่ฉันถนัดที่สุดก็คือ...]

       นิ้วมือของจี้เยี่ยนจื๋อที่วางอยู่บนพนักพิงแขนเริ่มหดเกร็งโดยไม่รู้ตัว วินาทีถัดมาเขาก็เห็นริมฝีปากของจี้ทิงขยับเอ่ย “ผมเล่าเรื่องตลกเก่งมาก พี่อยากฟังไหมล่ะ?”

       ตึงงง! ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ริมทะเลแล้วจู่ๆ ก็ถูกลูกมะพร้าวตกจากต้นกระแทกเข้าที่ท้ายทอยอย่างจัง

       ทั้งไร้สาระ ทั้งมึนงง และชวนให้หายใจไม่ออก

       จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึก... ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นนูน ราวกับเกรงว่าจะมีคำด่าทอที่ไม่น่าฟังหลุดออกมาจากปาก

       เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไปนาน จี้ทิงจึงสรุปเอาเองว่าเขาคงอยากฟัง “มีลูกแกะ ลูกวัว แล้วก็ลูกหมูไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ ปรากฏว่าลูกวัวกับลูกหมูถูกเจ้าของร้านตีจนตาย แต่เจ้าของร้านกลับไม่แตะต้องลูกแกะเลยแม้แต่นิดเดียว พี่รู้ไหมว่าเพราะอะไร?”

       ดวงตาคู่สวยของเขาเป็นประกายวิบวับ มุมปากที่เคยเรียบตึงกลับยกโค้งขึ้นเล็กน้อย “ก็เพราะร้านสะดวกซื้อเขาเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง [1] ยังไงล่ะครับ”

       “ฮึ” จี้เยี่ยนจื๋อหลุดเสียงหัวเราะสั้นๆ ออกมา แต่มันคือเสียงหัวเราะที่เกิดจากความโกรธจนขีดสุด

       ไอ้หมอโจวเฮงซวยนั่น บอกว่าหมอนี่เป็นเหมือนเมฆที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าอย่างนั้นเหรอ ไอ้เด็กบ้านี่มันก็แค่ปลาเน่าในท่อระบายน้ำชัดๆ!

       จี้ทิงกำลังแกล้งโง่เหรอ ถ้าคนเรามันแสดงนิสัยแบบนี้ออกมาได้แนบเนียนขนาดนี้ ลู่เหยียนชูก็ควรจะมาขอฝากตัวเป็นศิษย์แล้วล่ะ

       เมื่อจี้ทิงเห็นอีกฝ่ายหัวเราะ เขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย : [นึกไม่ถึงว่าจี้เยี่ยนจื๋อที่นิสัยที่เกรี้ยวกราดขนาดนั้น จะเป็นคนมีอารมณ์ขันเหมือนกันแฮะ]

       มีอารมณ์ขันงั้นเหรอ?

       เส้นเลือดที่ขมับของจี้เยี่ยนจื๋อเต้นตุบๆ เขาขบเคี้ยวเคี้ยวฟันสั่ง “ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้”

       จี้ทิงนึกว่าเขาถามธุระเสร็จแล้ว จึงหยัดตัวยืนขึ้น “งั้นผมขอตัวขึ้นข้างบนก่อนนะครับ”

       “ใครอนุญาตให้นายกลับห้องกัน!” ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อมืดครึ้มราวกับพายุฝน เขาชี้นิ้วไปทางประตู “ตอนนี้นายท่องไอ้เรื่องตลกเฮงซวยนั่นไว้ในใจ แล้วเดินออกจากห้องอาหารไปซะ เดินไปจนถึงหน้าประตูใหญ่โน่น จนกว่าฉันจะสั่งให้หยุด”

       เขาไม่อยากเห็นหน้าคนคนนี้แม้แต่วินาทีเดียว และอยากจะสลัดเสียงในหัวที่ชวนประสาทเสียนั่นออกไปให้พ้นด้วย

       ที่เขาสั่งให้จี้ทิงเดินออกไป ก็เพื่อจะทดสอบดูว่าเสียงในใจนั้นจะส่งมาถึงเขาได้ในระยะไกลแค่ไหน และถ้าเป็นไปได้ เขาก็อยากให้คนคนนี้ไสหัวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

       หนังตาของจี้ทิงหรี่ลง สีหน้ากลับมาเรียบเฉยตามปกติ “ผมไม่ไป”

       จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาคมดุลง “นายกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ?”

       “กล้าครับ” น้ำเสียงของจี้ทิงไม่ได้ดุดัน ทว่ากลับดูราบเรียบและเย็นชา “จี้เยี่ยนจื๋อ ผมไม่กลัวพี่อีกต่อไปแล้ว”

        

       เชิงอรรถ

        [1] คำว่า ปิดร้าน (打烊) พ้องเสียงกับคำว่า ตีแกะ (打羊)


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^