LNCrawler

ตอนที่ 110 เซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 110 เซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่

        ในวินาทีที่ทั้งคู่สบตากัน ในหัวของจี้ทิงก็ปรากฏข้อความต้นฉบับจากในนิยายขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

       [ใบหน้าของหลิงซีนั้น ไม่ว่าใครได้เห็นต่างก็ต้องบอกว่าพระเจ้าช่างลำเอียงเหลือเกิน ผิวพรรณของเขาขาวผ่องราวหิมะ เส้นผมดำขลับดุจน้ำหมึก เครื่องหน้าสวยคมจัดจ้าน ราวกับมวลบุปผาที่เบ่งบานจนถึงขีดสุด ทว่าด้วยกลิ่นอายแห่งความเปราะบางที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จึงทำให้ท่ามกลางความงดงามเย้ายวนนั้น ยิ่งเปี่ยมไปด้วยความบอบบางและสง่างามที่ยากจะพรรณนา]

       [ราวกับโลกทั้งใบถูกปลูกฝังไว้ด้วยฤดูใบไม้ผลิ ประคองดวงดาราขึ้นจากนัยน์ตาของเขา แล้วก้มลงจุมพิตมวลผกานับหมื่นตราตรึงใจ]

       ในหนังสือมักจะพรรณนาถึงรูปลักษณ์ของนายเอกต้นฉบับด้วยความยาวเหยียด ซึ่งจี้ทิงเองก็มักจะไม่ค่อยเข้าใจนัก โดยเฉพาะประโยคที่ว่าจุมพิตดอกไม้นับหมื่นนั่น

       ทว่าในวินาทีนี้ เมื่อเขาได้เห็นตัวจริงของหลิงซี เขากลับรู้สึกเหมือนจะเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น ที่ราวกับมีหยาดละอองของดวงดาวที่ร่วงหล่นลงมาบรรจุไว้จนเต็มเปี่ยม ทำให้ผู้ที่พบเห็นยากจะลืมเลือน

       เลี่ยวข่ายซึ่งยืนอยู่ข้างจี้ทิง มองดูคุณชายรองที่กำลังตกตะลึงสลับกับมองลงไปที่คุณชายหลิงด้านล่าง ในใจพลันผุดคำคำหนึ่งขึ้นมาว่า ‘ฉิบหายแล้ว’

       แต่พอความคิดนี้ผุดขึ้น เขาก็ขมวดคิ้วเสียเอง เพราะคุณชายรองหลงรักคุณชายหลิงมาตลอด ดูเหมือนก็ไม่มีอะไรให้ต้องฉิบหายเสียหน่อยนี่นา

       หลิงซีเห็นจี้ทิงจ้องมองตนไม่วางตา รอยยิ้มของเขาจึงเจือไปด้วยความจนใจเล็กน้อย “นายจะปล่อยให้ฉันเงยหน้าคุยกับนายแบบนี้ไปตลอดเลยเหรอ?”

       สิ้นเสียงนั้น น้ำเสียงหยอกเย้าสายหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา “ฉันว่าพอเสี่ยวทิงเห็นหน้าเธอเข้าหน่อย หัวสมองก็คงว่างเปล่าจนลืมทุกอย่างไปหมดแล้วละมั้ง”

       พร้อมกับเสียงที่ดังใกล้เข้ามา จี้ซื่อเจ๋อก็ปรากฏสู่สายตาของคนทั้งคู่

       เขาจ้องมองจี้ทิงด้วยแววตาขี้เล่น ทว่าความรักใคร่เอ็นดูกลับฉายชัดอยู่ในหัวคิ้วและดวงตา “พ่อพูดถูกไหมล่ะ ลูกชาย?”

       ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมา กลับเป็นแววตาเฉยเมยและห่างเหินของจี้ทิง

       จี้ซื่อเจ๋ออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาพลางเลิกคิ้วถาม “คงไม่ใช่ว่าลืมกระทั่งพ่อคนนี้ไปด้วยหรอกนะ?”

       จี้ทิงไม่สามารถส่งเสียงได้ และไอแพดก็ยังอยู่ในกระเป๋าเดินทาง เลี่ยวข่ายจึงพูดแทน “คุณผู้ชายครับ เมื่อไม่นานมานี้กล่องเสียงของคุณชายรองได้รับบาดเจ็บจากการป่วย เพราะงั้นเขาก็เลย...”

       ยังพูดไม่ทันจบ จี้ซื่อเจ๋อก็พลันตีหน้ายักษ์ “ฉันอนุญาตให้นายพูดด้วยงั้นเหรอ?”

       เลี่ยวข่ายชะงักไปทันที ก่อนจะก้มหน้าลง “ครับ”

       จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันไปเปิดกระเป๋าเดินทางแล้วหยิบไอแพดที่วางอยู่ด้านบนสุดออกมา

       เขาพิมพ์ข้อความบรรทัดหนึ่งแล้วขยายตัวอักษรจนใหญ่ที่สุด [เลี่ยวข่ายพูดถูกแล้วครับ]

       สาเหตุที่เขาเป็นภาวะสูญเสียการสื่อความนั้นค่อนข้างพิเศษ จี้เยี่ยนจื๋อจึงบอกกับคนอื่นรวมถึงพ่อบ้านว่ากล่องเสียงของเขาได้รับบาดเจ็บ

       หลิงซีเห็นข้อความนั้นก็อึ้งไป ส่วนจี้ซื่อเจ๋อกลับขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าพลันมืดครึ้มลงทันตา

       “เสี่ยวทิง ลงมานี่ มาคุยกับพ่อให้รู้เรื่อง”

       จี้ทิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปโบกมือให้เลี่ยวข่าย เป็นสัญญาณว่าไม่ต้องตามเขาลงไป

       แม้จี้เยี่ยนจื๋อกับจี้ซื่อเจ๋อจะเป็นพ่อลูกกัน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับเข้าขั้นวิกฤตราวกับน้ำกับไฟ เลี่ยวข่ายเป็นคนของจี้เยี่ยนจื๋อ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกพาลใส่เหมือนเมื่อครู่

       เลี่ยวข่ายเข้าใจความหมายของเขา จึงเอ่ยอย่างลังเล “คุณชายรองครับ...”

       [เชื่อผมเถอะครับ]

       จี้ทิงลงลิฟต์จากชั้นบนลงมา พอประตูลิฟต์เปิดออก ก็เห็นหลินชิงเดินมาจากทางห้องรับแขกพอดี

       “เสี่ยวทิง!” หลินชิงเร่งฝีเท้าเข้าหา ทันทีที่มาถึงเธอก็คว้ามือของจี้ทิงไว้ “พ่อกับแม่กลับมากะทันหันแบบนี้ เซอร์ไพรส์ไหมจ๊ะ?”

       จี้ทิงไม่ได้พูดอะไร สีหน้าของเขายังคงราบเรียบเหมือนเดิม

       หลินชิงยังไม่ทันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ เธอจูงมือเขาเดินไปทางจี้ซื่อเจ๋อ “ครั้งนี้แม่กับพ่อซื้อของขวัญมาฝากลูกเยอะแยะเลย เดี๋ยวเราไปดูด้วยกันนะ”

       สิ้นคำพูดนั้น จี้ทิงกลับชักมือตัวเองออกจากการเกาะกุม

       หลินชิงชะงักไป ก่อนจะมองเขาแล้วหลุดหัวเราะออกมา “ลูกเป็นอะไรไปน่ะ?”

       “กล่องเสียงของเสี่ยวทิงได้รับบาดเจ็บ พูดไม่ได้แล้ว” จี้ซื่อเจ๋อกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ

       รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้าของหลินชิงทันที เธอปรี่เข้าไปหาจี้ทิงด้วยความตกใจและร้อนรน “จะ...จะเป็นไปได้ยังไงที่พูดไม่ได้ ลูกป่วยหรือเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

       ขณะนั้นเอง หลิงซีก็ถามขึ้นด้วยความห่วงใยเช่นกัน “จี้ทิง นายไปหาหมอมาหรือยัง?”

       จี้ทิงรอจนพวกเขาทั้งสามคนพูดจาวุ่นวายกันจนจบ จึงยกไอแพดขึ้นมาพิมพ์ [ผมใช้เสียงมากเกินไปเอง ไปหาหมอมาแล้วครับ พักผ่อนสักพักก็คงหาย]

       “ใช้เสียงมากเกินไป?” จี้ซื่อเจ๋อยังคงตีหน้าเคร่งขรึม เห็นชัดว่าเขาไม่เชื่อคำพูดนั้น “เสี่ยวทิง บอกพ่อมา ช่วงที่พ่อไม่อยู่ จี้เยี่ยนจื๋อแกล้งลูกอีกแล้วใช่ไหม?”

       จี้ทิงรู้สึกงุนงงขึ้นมา เรื่องนี้ไปเกี่ยวอะไรกับจี้เยี่ยนจื๋อได้ยังไงกัน

       [ไม่ใช่ครับ]

       เขาปฏิเสธไปแล้ว แต่จี้ซื่อเจ๋อกลับทำเหมือนมองไม่เห็นข้อความนั้น “ไม่ต้องกลัวนะ บอกความจริงกับพ่อมา เขาไม่กล้าทำอะไรลูกหรอก”

       ขอบตาของหลินชิงเริ่มแดงระเรื่อ เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ “ต้องเป็นจี้เยี่ยนจื๋อแน่ๆ เขาเกลียดเสี่ยวทิงขนาดนั้น พอเห็นพวกเราไม่อยู่บ้าน เขาต้องหาทางทรมานลูกชายเราแน่!”

       หลิงซีที่ยืนอยู่ข้างๆ เม้มริมฝีปาก แววตาที่สั่นไหวเจือไปด้วยความกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก

       เขาเป็นหนึ่งในสองคนที่อยู่ในเหตุการณ์และรู้สาเหตุที่จี้ทิงเสียเสียงไป แต่ตัวต้นเหตุนั้น... เขาไม่อยากให้คุณอาจี้กับคุณน้าหลินรู้ในตอนนี้

       เมื่อเห็นหลินชิงร้องไห้อย่างโศกเศร้า เขาจึงทำได้เพียงเอ่ยปรามอย่างอ้อมค้อม “น้าหลินอย่าเพิ่งใจร้อนไปเลยครับ เรื่องนี้อาจจะมีอะไรเข้าใจผิดกันก็ได้”

       “เข้าใจผิดงั้นเหรอ จะเข้าใจผิดอะไรได้อีกล่ะ!” อารมณ์ของหลินชิงดูพุ่งพล่านอย่างหนัก “นอกจากจี้เยี่ยนจื๋อแล้ว จะมีใครกล้าทำกับเสี่ยวทิงขนาดนี้?”

       แววตาของจี้ทิงเคร่งขรึมขึ้น เขาก้มหน้าลงเตรียมจะพิมพ์ข้อความต่อ ทว่าจี้ซื่อเจ๋อกลับคว้าไหล่เขาไว้เสียก่อน “เสี่ยวทิง เดี๋ยวพ่อจะจัดการให้ลูกเอง”

       พูดจบ เขาก็เงยหน้าขึ้นตะโกนใส่เลี่ยวข่ายทันที “ไปสั่งให้จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาหาฉันเดี๋ยวนี้!”

       เลี่ยวข่ายก้มหน้าลง นิ่งเงียบไม่ขยับตามคำสั่ง

       “อะไรกัน แม้แต่หมาอย่างนาย ฉันก็สั่งไม่ได้แล้วงั้นเหรอ?” จี้ซื่อเจ๋อโกรธจนหัวเราะออกมา เขาหันไปเรียก “เฝิงอู๋ เข้ามา!”

       เฝิงอู๋คือบอดี้การ์ดของจี้ซื่อเจ๋อ มีหน้าที่เหมือนกับเลี่ยวข่าย เขาหุนหันเข้ามาหาจี้ซื่อเจ๋อ “ครับคุณผู้ชาย”

       “นายพาคนไปที่บริษัทเดี๋ยวนี้ ไปลากตัวจี้เยี่ยนจื๋อกลับมาให้ฉัน”

       “รับทราบครับ”

       ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกัน จี้ทิงพยายามยกไอแพดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง แต่จี้ซื่อเจ๋อกลับไม่ชายตามองเลยแม้แต่น้อย ราวกับเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น

       พอเห็นเฝิงอู๋กำลังจะหันหลังออกไป จี้ทิงถึงขั้นเอื้อมมือไปฉุดแขนของจี้ซื่อเจ๋อ แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจจากอีกฝ่ายอยู่ดี

       ฉับพลันนั้นเอง น้ำเสียงที่แหบพร่าสายหนึ่งก็โพล่งออกมา

       “ผมบอกว่าไม่ใช่จี้เยี่ยนจื๋อไง!”

       โถงหน้าบ้านทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบงันทันที ทุกคนต่างหันขวับกลับมามองที่จี้ทิงเป็นตาเดียว

       ส่วนตัวจี้ทิงเองก็ดูเหมือนจะได้รับแรงกระแทกบางอย่างเช่นกัน เขาค่อยๆ ยกมือที่แข็งค้างขึ้นลูบที่ลำคอของตัวเองด้วยความประหลาดใจ

       เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า เลี่ยวข่ายก็รีบหายตัวไปจากระเบียงทางเดิน ทันทีที่พ้นอาคารหลักเขาก็รีบควักโทรศัพท์ออกมากดส่งข้อความหาจี้เยี่ยนจื๋อทันที

       ข้อความแรกถูกส่งไปแล้ว ขณะที่กำลังพิมพ์ข้อความที่สองไปได้เพียงไม่กี่คำ เลี่ยวข่ายกลับชะงักและลังเลขึ้นมา

       เขานึกได้ว่าประธานจี้เคยสั่งไว้ว่า ไม่ว่าคนสามคนนั้นจะพูดถึงเขาว่าอย่างไรก็ไม่ต้องรายงานให้เสียหู

       งั้นครั้งนี้...

       เลี่ยวข่ายคิดซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะกดลบข้อความสองประโยคหลังทิ้งไป

       ดังนั้น เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อประชุมเสร็จและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เขาจึงเห็นข้อความเพียงสองประโยคสั้นๆ

       เลี่ยวข่าย : [ประธานจี้ครับ คุณผู้ชายและคุณหลินชิงกลับมาที่คฤหาสถ์แล้วครับ คุณชายหลิงก็กลับมาด้วย]

       เลี่ยวข่าย : [คุณชายรองพูดได้แล้วครับ]


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^