LNCrawler

ตอนที่ 111 ความจริงใจที่มีต่อหลิงซี

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 111 ความจริงใจที่มีต่อหลิงซี

        จี้เยี่ยนจื๋อจ้องมองข้อความสองบรรทัดบนหน้าจออยู่เนิ่นนาน ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะเยาะออกมาคำหนึ่ง

       ถ้ารู้แต่แรกว่าแค่ทำแบบนี้จี้ทิงก็ยอมเปิดปากพูดแล้ว เขาจะมัวไปเสียแรงทำอย่างอื่นอยู่ทำไมกัน สู้รับตัวหลิงซีกลับมาเสียเลย ไม่แน่ว่าอาการนอนไม่หลับของจี้ทิงอาจจะหายเป็นปลิดทิ้งไปพร้อมกันเลยก็ได้

       เขาวางท่าทีไม่ยี่หระพลางทำท่าจะโยนโทรศัพท์กลับลงบนโต๊ะ แต่แล้วข้อความวีแชตจากเลี่ยวข่ายก็เด้งเข้ามาอีกครั้ง

       [ประธานจี้ครับ ให้ผมพาตัวคุณชายรองออกมาเลยไหมครับ?]

       จี้เยี่ยนจื๋อกระตุกยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก ในเมื่อมีหลิงซีอยู่ตรงนั้น จี้ทิงคงแทบไม่ยอมละสายตาไปไหนเสียมากกว่า แล้วจะยอมจากมาได้ยังไงกัน

       เขาจึงพิมพ์ตอบกลับไปอย่างเย็นชาเพียงสั้นๆ ว่า ‘ไม่ต้อง’ จากนั้นก็เลิกสนใจโทรศัพท์

       เมื่อเลี่ยวข่ายเห็นข้อความก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ

       ช่างเถอะ กลับไปดูสถานการณ์ก่อนดีกว่า เผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นจะได้รายงานประธานจี้ได้ทันท่วงที

       ตอนที่เลี่ยวข่ายลอบกลับเข้ามาในห้องโถงด้านหน้า ทุกคนก็นั่งลงบนโซฟาในห้องรับแขกกันพร้อมหน้าแล้ว

       จี้ทิงมีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างที่หาได้ยาก เขาเน้นย้ำอีกครั้งว่า “เรื่องของผมไม่เกี่ยวกับจี้เยี่ยนจื๋อ เขาไม่ได้รังแกผม แถมยังช่วยหาหมอมารักษาให้ผมด้วย”

       เขาไม่ได้พูดมานาน น้ำเสียงจึงฟังดูอู้อี้และแหบพร่า แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พยายามเค้นเสียงพูดทุกคำออกมาให้ชัดเจนที่สุด

       “จี้เยี่ยนจื๋อช่วยหาหมอมารักษาลูกงั้นเหรอ?” จี้ซื่อเจ๋อขมวดคิ้วคล้ายไม่ปักใจเชื่อ แต่น้ำเสียงกลับแฝงแววถากถาง “ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนทำให้ลูกบาดเจ็บ เขาจะมีแก่ใจขนาดนั้นเชียวหรือ?”

       จี้ทิงหันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย “ด้วยนิสัยของจี้เยี่ยนจื๋อ ถ้าเขาเป็นคนทำจริงๆ เขาคงเลือกที่จะเมินผมมากกว่า”

       คำพูดนี้ทำให้คนในที่นั้นไม่มีใครเถียงออก จี้ซื่อเจ๋อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นลูกก็บอกมาสิ ว่าที่ลูกพูดไม่ได้น่ะ มันเป็นเพราะใคร”

       “คือ...”

       “จี้ทิง”

       หลิงซีแทรกขึ้นมากลางบทสนทนา แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย “ในเมื่อเรื่องเข้าใจผิดคลี่คลายแล้ว นายก็พักผ่อนให้ดีเถอะ ถ้าต้องไปโรงพยาบาล ฉันไปเป็นเพื่อนได้นะ”

       จี้ทิงแสดงท่าทีเย็นชา เขาไม่แม้แต่จะปรายตาไปมองทางนั้นด้วยซ้ำ “ไม่ต้อง ขอบคุณ”

       มือของหลิงซีที่วางอยู่บนเข่าสั่นระริกเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ กำเข้าหากัน... จี้ทิงเปลี่ยนไปแล้ว ราวกับมีม่านน้ำแข็งกั้นขวางเขาไว้ และแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่แยแสในตัวเขาอีกต่อไป

       หลิงซีอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพในคลับวันนั้น จี้ทิงในตอนนั้นก็มีสายตาเช่นเดียวกันนี้ ในขณะที่เขาแอบอยู่หลังพนักงานเสิร์ฟคนอื่นด้วยความระมัดระวัง เพราะกลัวว่าทั้งสองคนจะสังเกตเห็น

       ทว่าการแอบซ่อนครั้งนั้น กลับทำให้เขาได้ยินจี้ทิงพูดกับจางซวี่อย่างชัดเจนว่า ‘ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว’

       เพียงคำพูดสั้นๆ ไม่กี่คำ แต่มันกลับหนักอึ้งราวกับก้อนหินที่กดทับลงบนอกจนเขาแทบหายใจไม่ออก

       หลังจากกลับไปเขาก็พลิกตัวไปมาจนนอนไม่หลับ คิดทบทวนอยู่ทั้งคืน เขาคิดว่าจี้ทิงอาจจะกำลังประชดประชันที่เขาเคยปฏิเสธในตอนที่อยู่เมืองไห่เฉิง และโกรธที่เขาไม่ยอมตามกลับมาเมืองจิงซื่อด้วยกัน

       แต่เขาก็มีเหตุผลที่บอกใครไม่ได้ ทว่าเหตุผลนั้น...

       “เสี่ยวซี?”

       เสียงของหลินชิงดึงสติของหลิงซีกลับมา เขารีบเงยหน้าขึ้นอย่างลนลาน “คะ...ครับ น้าหลิน”

       ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้พ่อแม่ลูกสามคนคุยอะไรกันต่อ สีหน้าของหลินชิงจึงดูดีขึ้นมาก มุมปากยังมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ “น้าเพิ่งพูดว่า ในเมื่อเธอตามพวกเรากลับมาแล้ว ก็อยู่ฉลองปีใหม่ที่บ้านด้วยกันเถอะนะ จะได้ครึกครื้นกันหน่อย”

       พูดจบ ทั้งสามคนก็หันไปมองที่จี้ทิงเป็นตาเดียว รอยยิ้มของหลินชิงกว้างขึ้น “จริงไหมจ๊ะ เสี่ยวทิง?”

       หัวคิ้วของจี้ทิงขมวดเข้าหากันเล็กน้อยคล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็พูดเพียงว่า “ผมยังไงก็ได้ครับ”

       อย่างไรเสียที่นี่ก็คือตระกูลจี้ ใครจะอยู่หรือจะไป เขาไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น

       พูดจบจี้ทิงก็ลุกขึ้นจากโซฟา หลินชิงชะงักไป “จะไปไหนล่ะลูก?”

       “ไปห้องเล่นเกมครับ”

       “เล่นเกมเหรอ? งั้นพาสะ...เสี่ยวซีไปด้วยสิ พวกลูกสองคน...”

       ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ จี้ทิงก็เร่งฝีเท้าเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง

       ทั้งสามคนในห้องรับแขกต่างแสดงสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป จี้ซื่อเจ๋อจ้องมองแผ่นหลังที่ตั้งตรงของจี้ทิงด้วยสายตาที่แฝงความนัยบางอย่าง

       ส่วนหลิงซีก็ได้แต่ก้มหน้าลงด้วยความกระอักกระอ่วน เมื่อหลินชิงเห็นดังนั้นจึงกุมมือเขาไว้เป็นการปลอบโยน “เสี่ยวซีอย่าคิดมากเลยนะ อาจเป็นเพราะเธอกับเสี่ยวทิงไม่ได้เจอกันนาน เขา...เขาก็เลยเขินน่ะ”

       หลิงซีเงยหน้าขึ้นพลางฝืนยิ้ม “ไม่เป็นไรครับน้าหลิน ผมไม่ดีเอง ครั้งก่อนที่เจอกันผมทำให้จี้ทิงไม่ค่อยพอใจ”

       “ที่แท้ก็ทะเลาะกันนี่เอง” จี้ซื่อเจ๋อเอ่ยปนหัวเราะ “ฉันก็ว่าอยู่ เสี่ยวทิงจะตัดใจไม่สนใจเธอได้ยังไง”

       หลิงซีหันไปมองเขา แววตาเผยความกังวลออกมาโดยไม่รู้ตัว

       รอยยิ้มบนใบหน้าจี้ซื่อเจ๋อจางลง คล้ายเป็นการคำรามเตือน “เรื่องของคนหนุ่มสาวไม่มีอะไรที่แก้ไม่ได้หรอก เธอเข้าไปคุยกับเสี่ยวทิงบ่อยๆ พอใกล้ชิดกัน ความขัดแย้งมันก็หายไปเองนั่นแหละ”

       หลิงซีลุกขึ้นอย่างว่าง่าย “ครับ งั้นผมไปหาเขานะครับ”

       หลังจากเขาเดินออกไป สองสามีภรรยาก็ไม่ได้นั่งต่อ ต่างพากันเดินกลับห้องพักของตน

       เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องนอน หลินชิงกลับหยุดชะงักอยู่ที่หน้าประตู มือทั้งสองประสานกันไว้ที่หน้าท้องอย่างไม่เป็นสุข

       จี้ซื่อเจ๋อปรายตามองเธอพลางหัวเราะ “ทำไมไม่เข้ามาล่ะ กลัวฉันเหรอ?”

       หลินชิงรีบส่ายหน้าทันควัน “เปล่าค่ะ... ฉัน... ฉันไม่ได้...”

       จี้ซื่อเจ๋อไม่มีเวลามาฟังเธออึกอัก สายตาพลันเปลี่ยนเป็นคมกริบดุดัน “เธอไปลองหยั่งเชิงทางจี้ทิงดูหน่อย ถามดูว่าในช่วงที่พวกเราไม่อยู่ จี้เยี่ยนจื๋อเคยพาคนหน้าแปลกคนไหนเข้าบ้านบ้างหรือเปล่า”

       จากข้อมูลที่เขาถืออยู่ในมือตอนนี้ ช่วงเวลาที่ผ่านมา จี้เยี่ยนจื๋อต้องได้ติดต่อกับคนที่มีฝีมือระดับไม่ธรรมดาแน่นอน ไม่อย่างนั้นลำพังแค่การประชุมบอร์ดบริหารครั้งก่อน อีกฝ่ายควรจะพ่ายแพ้จนไม่เหลือชิ้นดีไปแล้ว

       แต่นอกจากจะไม่แพ้ ยังเข็นเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาทีละอย่าง เมื่อวานเพิ่งจะโน้มน้าวให้บอร์ดบริหารเพิ่มงบประมาณฝ่ายวิจัยได้สำเร็จ วันต่อมาก็จัดการเด็ดหัวไต้เซี่ยงเฉียงของเขาออกไปได้โดยไม่ต้องออกแรง

       ฝีมือดี แผนการล้ำเลิศ... เจ้าของมือที่บงการเรื่องนี้อยู่เบื้องหลัง มีความสามารถมากกว่าคนของจี้เยี่ยนจื๋อทุกคนรวมกันเสียอีก เขาอยากจะเห็นหน้าคนคนนั้นจริงๆ

       หลินชิงได้ยินดังนั้นก็เตรียมจะเดินออกไป แต่จี้ซื่อเจ๋อกลับเรียกเธอไว้เสียก่อน

       “ไปบอกหลิงซีด้วย ว่าน้าของเขาอ้าปากของบฉันตั้งล้านสอง ฉันไม่สนว่าในใจเขากำลังวางแผนอะไรอยู่ แต่เขามีหน้าที่ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์กับฉัน ไม่อย่างนั้น...”

       ไม่อย่างนั้นจะเป็นอย่างไร เขาไม่จำเป็นต้องพูดออกมา หลินชิงก็เข้าใจได้อย่างดีเยี่ยม

       แม้จะหวาดกลัวจนร่างกายแข็งทื่อ แต่เธอก็ยังเงยหน้าขึ้นยืนยันว่า “เสี่ยวทิง... เสี่ยวทิงเขารักหลิงซีจากใจจริงนะคะ”

       จี้ซื่อเจ๋อพลันหัวเราะร่าออกมา “ฮึ เธอว่ามันบังเอิญไปไหมล่ะ?”

       เขาจ้องมองนัยน์ตาที่สั่นไหวของหลินชิง แล้วเอ่ยทีละคำอย่างชัดเจน “จี้เยี่ยนจื๋อเอง... ก็มีใจให้หลิงซีอย่างจริงจังเหมือนกัน”

       ...

       ขณะเดียวกัน หลิงซียืนอยู่หน้าห้องเล่นเกมมาครู่หนึ่งแล้ว เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อจัดระเบียบอารมณ์ ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตูเป็นครั้งที่สาม

       ทว่าผลลัพธ์ยังคงเป็นเช่นเดิม อย่าว่าแต่เปิดประตูเลย แม้แต่ความเคลื่อนไหวข้างในก็ไม่มีให้ได้ยินสักนิด

       ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อบ้านเป็นคนนำทางมาเอง และยืนยันว่าจี้ทิงเพิ่งเข้าไปก่อนหน้านี้ เขาก็คงสงสัยว่าข้างในนั้นมีคนอยู่จริงหรือไม่

       เมื่อประตูไม่ยอมเปิดเสียที นิ้วมือของหลิงซีที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวก็ยิ่งกำแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง เขาจึงคลายปลายนิ้วที่บอบช้ำออก ก่อนก้มหน้าหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า

       [จี้ทิง เราคุยกันหน่อยได้ไหม?]

       ‘จี้ทิงได้เปิดระบบยืนยันตัวตนเพื่อน คุณยังไม่ได้เป็นเพื่อนกับเขา...’

       หลิงซีจ้องมองข้อความบรรทัดนั้นด้วยความรู้สึกจุกแน่นในอก ราวกับอากาศทั้งหมดถูกรีดเค้นออกไปจนสิ้นในพริบตา


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^