ตอนที่ 113 อยากเจอเขานักก็ไสหัวกลับไปซะ
ตอนที่ 113 อยากเจอเขานักก็ไสหัวกลับไปซะ
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลงพลางเอ่ยถาม “ที่นายทำแบบนี้ ทำเพื่อตัวเองหรือเพื่อตอบแทนฉันกันแน่?”
“ทั้งสองอย่างนี้ไม่ขัดแย้งกันครับ ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”
จี้เยี่ยนจื๋อส่งเสียงฮึในลำคออย่างเย็นชาแล้วนิ่งเงียบไป
จี้ทิงรออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “ถ้าพี่ไม่อยากไป งั้นผมไปเองคนเดียวก็ได้ครับ”
“รอก่อน!” จี้เยี่ยนจื๋อสวนกลับด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น ก่อนจะสะบัดหน้าเดินเข้าไปในห้องพัก
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินออกมาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ไปสิ”
เมื่อทั้งสองคนเข้าไปในลิฟต์ จี้เยี่ยนจื๋อก็กดปุ่มชั้น B2 จี้ทิงจึงหันไปมองเขา “ทำไมถึงลงไปที่ลานจอดรถล่ะครับ เราไม่ได้จะขับรถไปสักหน่อย”
“ระยะทางจากตรงนี้ไปถึงหน้าทางเข้าโครงการมันไกลขนาดนั้น หรือนายจะแบกฉันไปล่ะ?”
จี้ทิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เมื่อกี้ผมลองคำนวณดูคร่าวๆ สมมติว่าพี่น้ำหนักแปดสิบกิโล ระยะห่างจากประตูตึกไปจนถึงประตูโครงการเป็นเส้นตรงประมาณหนึ่งจุด...”
“นายบ้าหรือเปล่า?” จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วขัดจังหวะทันควัน “จะคำนวณทำไม นายกะจะแบกฉันไปจริงๆ หรือไง?”
“ผมแค่อยากใช้ผลลัพธ์จากการคำนวณตามกฎอนุรักษ์พลังงานมาบอกพี่ว่า ผมแบกพี่ไม่ไหวหรอกครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหลับตาลงพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บางครั้งเขาก็อยากจะแงะสมองเจ้าหูน้อยจี้นี่ออกมาดูจริงๆ ว่าข้างในนั้นมันบรรจุอะไรไว้กันแน่
ไม่กี่นาทีต่อมา รถเบนท์ลีย์ มูลซานน์มูลค่าหลายสิบล้านก็จอดสนิทลงที่หน้าร้านสะดวกซื้อ
‘ยินดีต้อนรับค่ะ...’
เสียงกริ่งเซนเซอร์ดังขึ้นโดยอัตโนมัติ ลูกค้าสาวที่กำลังนั่งกินของว่างอยู่ริมหน้าต่างเหลือบมองตามสัญชาตญาณ ก่อนที่เส้นบุกในปากแทบจะพุ่งออกมา
เธอรีบกลืนของในปากลงคอแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที “ปะ... ประธานจี้ สวัสดีค่ะ!”
จี้เยี่ยนจื๋อหันไปมองเธอครู่หนึ่ง “คุณเป็นพนักงานของบริษัทซื่อลี่งั้นเหรอ?”
“ฉันชื่อเซี่ยย่วนย่วน เป็นนักศึกษาฝึกงานที่เพิ่งเข้าทำงานในแผนกระบบทดสอบเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วค่ะ”
จี้เยี่ยนจื๋อใช้หางตาเหลือบมองของบนโต๊ะของเธอแล้วถามว่า “พนักงานฝึกงานก็มีค่าอาหารให้ แถมคูปองมื้อดึกสำหรับการทำงานล่วงเวลาก็ใช้ซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตได้ หัวหน้าคุณไม่ได้บอกเหรอ?”
“บะ... บอกค่ะ บอกฉันตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงานแล้ว” เซี่ยย่วนย่วนเอ่ยด้วยใบหน้าที่เริ่มแดงระเรื่อ เสียงแผ่วเบาราวกับเสียงยุง “ฉันแค่... แค่อยากกินโอเด้งน่ะค่ะ ก็เลยแวะมาที่นี่”
จี้เยี่ยนจื๋อพยักหน้าตอบรับนิ่งๆ “งั้นคุณก็กินต่อเถอะ ผมไม่รบกวนแล้ว”
พูดจบเขาก็ดึงตัวจี้ทิงให้เดินไปทางชั้นวางของด้านหลัง ทว่าจี้ทิงกลับเหลียวหลังไปมองเขาไม่วางตา
“มองอะไร?”
จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ “กลุ่มบริษัทซื่อลี่มีซูเปอร์มาร์เก็ตของตัวเองด้วยเหรอครับ?”
“มีสิ ก็อยู่ในโครงการนั่นแหละ ทำไม”
จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “งั้นทำไมเราถึงยังมาที่นี่ล่ะครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงดุ “นายถามฉันเหรอ? ใครกันที่เป็นคนบอกว่าจะมาที่นี่!”
“งั้นตอนนี้เรากลับกันเลยไหมครับ?”
“ไม่ได้ วันนี้นายต้องใช้เงินเพื่อฉัน”
จะใช้ของของเขามาตอบแทนบุญคุณเขาเองงั้นเหรอ เจ้าหูน้อยจี้นี่ช่างกล้าพูดออกมาได้
ร้านสะดวกซื้อนั้นไม่กว้างเท่าไหร่นัก ถึงแม้ทั้งคู่จะลดเสียงลงแล้ว แต่เซี่ยย่วนย่วนก็ยังได้ยินบทสนทนานั้นอย่างชัดเจน
เธออดไม่ได้ที่จะแอบสังเกตจี้ทิง แต่ยิ่งมองก็ยิ่งละสายตาไม่ได้ ในใจแทบจะกรีดร้องออกมา เด็กหนุ่มที่ดูดีขนาดนี้ ประธานจี้ทำใจดุลงไปได้อย่างไรกันนะ
จี้ทิงหยิบบะหมี่ผัดกึ่งสำเร็จรูปกล่องหนึ่งขึ้นมาถามจี้เยี่ยนจื๋อ “พี่กินอันนี้ไหมครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อหลุบตามอง “อร่อยไหม?”
“ก็ใช้ได้ครับ”
[ประเด็นสำคัญคือบะหมี่ผัดยี่ห้อนี้ไม่มีซองผัก มีแต่เนื้อวัวอบแห้งกับกุ้งตัวเล็กๆ]
จี้เยี่ยนจื๋อสบถในใจว่าช่างเลือกเสียจริง แต่ปากกลับสั่งว่า “หยิบมาทุกรสนั่นแหละ รสละกล่อง”
จี้ทิงชะงักไป “พี่กินไม่หมดหรอกครับ จะหยิบไปเยอะขนาดนั้นทำไม?”
“เรื่องของฉัน”
จี้ทิงไม่มีทางเลือก จึงจำใจหยิบบะหมี่มาจนครบทุกรสชาติ
“กาแฟรสนมอันนี้...”
“ดึกดื่นป่านนี้จะดื่มกาแฟทำไม อยากนอนไม่หลับหรือไง?”
“เค้กโรลอันนี้ดูน่ากินดีนะ พี่จะกินไหมครับ?”
“ฉันไม่กินของหวาน และนายก็ห้ามกินด้วย”
จี้ทิงมองเขาอย่างไม่เข้าใจ “พี่ไม่กิน แล้วทำไมผมถึงกินไม่ได้ล่ะครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อกวาดสายตามองค้อนเขาอย่างนึกรำคาญพลางเอ่ยต่อ “แค่ทำผมทรงนี้ก็น่าเกลียดจะแย่อยู่แล้ว นายยังอยากจะอ้วนจนน่าเกลียดกว่าเดิมอีกหรือไง?”
จี้ทิงมีชีวิตมานานกว่ายี่สิบปี คำด่าทอเจ็บแสบขนาดไหนเขาก็เคยได้ยินมาทั้งหมด แต่คนที่บอกว่าเขาหน้าตาน่าเกลียดนั้น จี้เยี่ยนจื๋อคือคนแรก
ทั้งคู่เดินวนอยู่ในร้านสะดวกซื้ออยู่หลายรอบ จี้ทิงโดนดุจนแทบจะอิ่มแทนข้าวอยู่แล้ว
ถึงแม้จี้เยี่ยนจื๋อจะเรื่องมากและคอยจับผิดไปเสียทุกอย่าง แต่ของที่เลือกมาก็ได้เต็มสองตะกร้าใหญ่ ซึ่งเพียงพอสำหรับพวกเขาแน่นอน
เมื่อนำของไปคิดเงินที่เคาน์เตอร์ พนักงานเก็บเงินหยิบช็อกโกแลตกล่องหนึ่งขึ้นมาสแกนรหัสพลางเอ่ย “ยี่ห้อนี้กำลังมีโปรโมชั่นนะครับ ซื้อสองกล่องแถมถุงผ้าถักหนึ่งใบ ถ้าซื้อสามกล่องแถมพวงกุญแจหนึ่งชิ้นครับ”
เขาหยิบของแถมออกมาแสดงให้ทั้งคู่ดู “พวกคุณลองดูว่าต้องการไหมครับ?”
สายตาของจี้ทิงตกอยู่ที่พวงกุญแจวัสดุโปร่งใสชิ้นนั้น มันดูคล้ายกับลูกโลกหิมะตอนสมัยเด็กๆ ข้างในมีแผ่นเงินเล็กๆ ลอยล่องไปมา
ระหว่างที่มองอยู่นั้น จู่ๆ ในหัวของเขาก็มีภาพบางอย่างผุดขึ้นมา [เป็นประกายระยิบระยับจัง เหมือนดวงตาของหลิงซีเลย]
จี้เยี่ยนจื๋อที่ตั้งท่าจะบอกว่าไม่เอาพลันชะงักไปทันที เขาสังเกตเห็นพวงกุญแจชิ้นนั้น และแววตาที่ลึกซึ้งของเขาก็พลันเย็นเยียบไร้ซึ่งความอบอุ่น
เขาเงยหน้ามองพนักงานเก็บเงินแล้วเอ่ยเสียงเย็น “เอามาเพิ่มอีกสองกล่อง”
พนักงานเดินไปหยิบของที่ชั้นวาง จี้ทิงเหลียวมองตามพลางหันมาถามเขาด้วยความสงสัย “พี่ชอบกินช็อกโกแลตแบบนี้เหรอครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ตอบคำถาม แต่จู่ๆ เขาก็คว้าพวงกุญแจจากเคาน์เตอร์แล้วยัดใส่มือจี้ทิงอย่างแรง
จี้ทิงมองของในมือด้วยความมึนงงก่อนจะเงยหน้าขึ้น “พี่ให้ผม...”
“นายชอบไอ้พวงกุญแจนี่ไม่ใช่หรือไง พลาดไปก็น่าเสียดายแย่”
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยจบด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปทันที
จี้ทิงตั้งท่าจะเดินตามไปโดยสัญชาตญาณ แต่พนักงานเก็บเงินก็เรียกไว้เสียก่อน “เอ่อ คุณผู้ชายครับ ของพวกนี้คุณยังต้องการอยู่ไหมครับ?”
กว่าเขาจะชำระเงินเสร็จและเดินออกมา รถที่เคยจอดอยู่หน้าประตูก็หายวับไปแล้ว
จี้ทิงยืนหิ้วถุงใบใหญ่สองใบอยู่ริมถนน หน้าอกกระเพื่อมไหวเล็กน้อยพลางพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอสีขาวท่ามกลางอากาศหนาว
แทสเมเนียนโกรธแล้ว คราวนี้เป็นเพราะอะไรกันนะ?
เขาหิ้วของเดินมุ่งหน้ากลับไปทางโครงการ ในหัวเฝ้าคิดทบทวนภาพเหตุการณ์ในร้านสะดวกซื้อเมื่อครู่ แต่ก็ยังคงไม่พบคำตอบ คงไม่ใช่เพราะช็อกโกแลตจัดโปรโมชั่นหรอกมั้ง...
ถุงทั้งสองใบทั้งใหญ่และหนัก มือของจี้ทิงถูกลมหนาวบาดจนเริ่มปวดแสบ จึงต้องหยุดพักเพื่อบรรเทาอาการครู่หนึ่ง
ในจังหวะนั้นเอง เขาก็เหลือบไปเห็นรถของจี้เยี่ยนจื๋อจอดเปิดไฟฉุกเฉินอยู่ภายในประตูใหญ่ของโครงการ
จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหิ้วถุงก้าวเร็วๆ เข้าไปหา พอเดินไปถึงข้างรถ ประตูฝั่งผู้โดยสารก็เปิดออกโดยอัตโนมัติ
จี้ทิงกอดถุงของพะรุงพะรังขึ้นไปนั่ง ทันทีที่ปิดประตู รถก็ทะยานออกไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่นาน ทั้งคู่ก็กลับมาถึงลานจอดรถใต้ดิน
ตั้งแต่ก้าวเข้าลิฟต์จนกระทั่งกลับมาถึงห้องประธาน ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อก็เย็นชาจนน่ากลัว และเขาไม่ยอมเอ่ยปากพูดกับจี้ทิงเลยแม้แต่คำเดียว
จี้ทิงวางของลงบนโซฟาก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ล้วงพวงกุญแจชิ้นนั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอก “พี่โกรธเพราะเจ้าสิ่งนี้หรือเปล่าครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่อยากจะหักไอ้ของพรรค์นั้นทิ้งเสีย แล้วเอ่ยประโยคที่จี้ทิงฟังแล้วรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
“ถ้านายอยากเจอหลิงซีมากนัก ตอนนี้เขาก็อยู่ที่บ้าน นายก็ไสหัวกลับไปดูให้เต็มตาเสียสิ”
จี้ทิงจ้องมองเขาเขม็งอยู่เนิ่นนาน คล้ายกับเริ่มจะเข้าใจอะไรบางอย่าง “ที่แท้พี่ก็คิดว่ามันเหมือนดวงตาของหลิงซีเหมือนกันสินะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อขบกรามแน่นจนเป็นสัน ทว่าจี้ทิงยังคงไม่รู้ชะตากรรม กลับเขย่าพวงกุญแจนั้นต่อหน้าต่อตาเขา
พริบตานั้น ผงเงินในของเหลวก็ค่อยๆ โปรยปรายลงมาดุจเกล็ดหิมะ
“งดงามราวกับดวงดารา เคลื่อนไหวราวกับทางช้างเผือก” จี้ทิงเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ “ดวงตาของเขาเป็นโรคแอสเตอรอยด์ไฮอาโลซิส [1] น่ะครับ”
เชิงอรรถ
[1] โรคแอสเตอรอยด์ไฮอาโลซิส (Asteroid Hyalosis) คือภาวะเสื่อมของดวงตาที่พบจุดสีขาวหรือสีเหลืองระยิบระยับเล็กๆ หลายจุด แขวนลอยอยู่ในน้ำวุ้นตา เกิดจากการสะสมของแคลเซียมและไขมัน โดยปกติมักพบในผู้สูงอายุ และมักไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นหรืออันตรายร้ายแรง ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษา
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^