ตอนที่ 114 ผ้าห่มผืนเดียว
ตอนที่ 114 ผ้าห่มผืนเดียว
“แอส...” จี้เยี่ยนจื๋อไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนจนสมองเริ่มสับสนไปหมด “โรคแอสเตอรอยด์อะไรกัน มีโรคแบบนี้ด้วยเหรอ?”
“ครับ โรคแอสเตอรอยด์ไฮอาโลซิส เป็นโรคความเสื่อมของดวงตาอย่างหนึ่ง มีลักษณะเด่นคือการสะสมของแคลเซียมและไขมันหรือลิปิดภายในวุ้นตา โดยที่สารประกอบเชิงซ้อนระหว่างแคลเซียมและไขมันเหล่านั้นจะแขวนลอยอยู่ในเส้นใยคอลลาเจนของวุ้นตาครับ”
จี้ทิงร่ายยาวเหยียด พลางยกนิ้วขึ้นชี้ที่ดวงตาของตนเอง “ลักษณะที่เด่นชัดที่สุดของโรคนี้คือ ไม่ว่าจะกลอกตาหรือกะพริบตา วุ้นในตาจะพลิ้วไหวเห็นเป็นจุดแสงระยิบระยับเหมือนเศษเพชร หรือไม่ก็ดูเหมือนพื้นผิวของดาวเคราะห์ในชั้นบรรยากาศ”
เขาเคยอ่านเจอแต่ในตำรา ซึ่งตอนนั้นในหัวยังจินตนาการภาพตามไม่ค่อยออก จนกระทั่งวันที่ได้พบกับหลิงซีเป็นครั้งแรก ถึงได้รู้ว่าของจริงนั้นมหัศจรรย์เพียงใด เขาจึงได้จ้องมองอีกฝ่ายอยู่นาน
จี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนสลับกับความรู้สึกเหลือเชื่อ “สรุปว่าที่นายจดจ่ออยู่กับตาของหลิงซี ก็เพราะเขาเป็นโรคนี้งั้นเหรอ?”
จี้ทิงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะแก้ไขความเข้าใจเสียใหม่ “เรียกว่าจดจ่อคงไม่ถูกครับ แค่ตอนเห็นพวงกุญแจชิ้นนั้นแล้วก็นึกขึ้นมาได้พอดี”
ริมฝีปากบางของจี้เยี่ยนจื๋อขยับเผยอขึ้นลงอยู่สองสามครั้ง คล้ายจะอึ้งจนไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาเอ่ย
ผ่านไปพักใหญ่ เขาจึงชี้ไปที่ฝ่ามือของจี้ทิงด้วยสายตาเย็นชา “เอาไอ้ของพรรค์นั้นมาให้ฉัน”
จี้ทิงยื่นส่งให้เขา ทว่าในวินาทีถัดมา จี้เยี่ยนจื๋อก็ส่งพวงกุญแจชิ้นนั้นลงไปนอนสงบนิ่งอยู่ในถังขยะทันที
“ทิ้งทำไมล่ะครับ?”
“นายซื้อให้ฉัน ฉันอยากจะทิ้งแล้วมันทำไม?”
จี้ทิงทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ปิดปากเงียบ [ช่างเถอะ ตามใจแทสเมเนียนหน่อยแล้วกัน]
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นเสียงเหอะออกมาทีหนึ่ง ก่อนจะชี้ไปที่ถุง “ไปทำบะหมี่นั่นซะ ฉันจะไปอาบน้ำก่อน”
จี้ทิงมองเขาด้วยความประหลาดใจ “เมื่อกี้พี่ก็สวมชุดนอนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
“สวมชุดนอนแล้วมันทำไม?”
จี้ทิงยิ่งงุนงงหนักกว่าเดิม “ตอนผมมาถึง รปภ.บอกว่าพี่นอนแล้ว ปกติก่อนนอนพี่ไม่อาบน้ำเหรอครับ?”
[มันไม่สมเหตุสมผลเลย แทสเมเนียนกลัวความสกปรกไม่ใช่หรือไง?]
จี้เยี่ยนจื๋อเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองเกือบจะถูกจับโป๊ะเสียแล้ว ใบหูพลันร้อนฉ่าขึ้นมาทันควัน “ฉันอยากจะอาบอีกรอบแล้วมันทำไม ค่าน้ำของบริษัท นายนับเป็นคนจ่ายหรือไง?”
“เปล่าครับ” จี้ทิงตอบตามความจริง
“งั้นทำไมยังไม่รีบไปทำบะหมี่อีก?”
...
จี้เยี่ยนจื๋ออาบน้ำเร็วมาก เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำ จี้ทิงกำลังรินน้ำออกจากถ้วยบะหมี่พอดี
“บะหมี่สำเร็จรูปมันต้องกินแบบมีน้ำซุปไม่ใช่เหรอ นายจะเททิ้งทำไม?”
“นี่เป็นบะหมี่แห้งครับ” จี้ทิงวางถ้วยลงบนโต๊ะแล้วเปิดฝาออก “ต้องคลุกซอสกินแบบแห้ง”
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองแวบหนึ่งพลางเอ่ยขู่เสียงเย็น “ถ้าไม่อร่อย นายตายแน่”
จี้ทิงไม่ได้หันไปมองเขาด้วยซ้ำ แต่ตอบกลับอย่างราบเรียบว่า “คราวก่อนผมทำกับข้าวแล้วพี่บอกว่าไม่อร่อย ผมก็ยังไม่ตายนี่ครับ”
พูดจบเขาก็ยื่นซองซอสส่งให้ “บีบใส่ลงไปแล้วคลุกก็กินได้แล้วครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่รับ แต่กลับนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “นายทำสิ”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “ช่วยคลุกบะหมี่ให้ก็ได้ครับ แต่พี่ต้องตอบคำถามผมข้อหนึ่ง”
“แค่คลุกบะหมี่ นายยังจะมาต่อรองกับฉันอีกเหรอ?”
จี้ทิงทึกทักเอาเองว่าอีกฝ่ายตกลง จึงเอ่ยถามทันที “ตอนกลางวัน จี้ซื่อเจ๋อตั้งใจจะส่งคนมาคุมตัวพี่กลับจากบริษัท ทั้งที่เขาก็รู้แก่ใจว่าทำอะไรพี่ไม่ได้ แล้วทำไมเขาถึงยังต้องทำให้เรื่องใหญ่ขนาดนั้นด้วยล่ะครับ?”
เมื่อได้ยินชื่อของจี้ซื่อเจ๋อ แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็พลันฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาทันที เขากวาดสายตามองจี้ทิงอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยเปิดปาก “นายอยากรู้เรื่องพวกนี้ไปทำไม?”
[เพราะถ้าเข้าใจเบื้องหลังการกระทำของจี้ซื่อเจ๋อแล้ว ต่อไปจะได้ระแวดระวังได้ถูกจุด]
จี้ทิงคิดเช่นนั้นในใจ แต่กลับตอบออกไปแบบกำกวมว่า “เพราะไม่เข้าใจ ก็เลยอยากรู้ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยสายตาลุ่มลึกคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
จี้ทิงนึกว่าเขาไม่อยากพูด จึงตั้งท่าจะเลิกราไปเสีย แต่จี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ที่เขาทำแบบนั้น ก็เพื่อป่าวประกาศให้คนในบริษัทรู้ว่าเขากลับมาแล้ว และตำแหน่งรองประธานอย่างเขาก็ยังคงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับประธานอย่างฉันเหมือนเดิม”
“พวกฝ่ายเป็นกลางจะได้รักษาจุดยืนของตัวเองไว้อย่างมั่นคง ไม่โอนเอียงมาทางฉัน ส่วนพวกคนของเขาพอรู้ว่ามีที่พึ่งกลับมาแล้วก็จะยิ่งยืนหยัดข้างเขามากขึ้น ส่วนคนของฉัน...”
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน “ในนั้นย่อมมีพวกนกสองหัวอยู่เสมอ การใช้โอกาสนี้หาประโยชน์จากทั้งสองฝ่ายก็ถือเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเหมือนกัน”
เมื่อได้ฟัง จี้ทิงก็ขมวดคิ้วด้วยความครุ่นคิด เขาไม่คาดคิดว่าจี้ซื่อเจ๋อจะมีความคิดลึกซึ้งขนาดนี้ เพียงแค่การกระทำเล็กๆ น้อยๆ กลับสร้างความลำบากให้จี้เยี่ยนจื๋อได้ถึงเพียงนี้
“ในเมื่อพี่รู้ว่ารอบตัวมีพวกนกสองหัว แล้วทำไมถึงยังเก็บพวกเขาไว้ใช้งานล่ะครับ?”
เสียงหัวเราะเย็นเหยียบหลุดออกมาจากลำคอของจี้เยี่ยนจื๋อ “ลมพัดยอดหญ้า ไม่ว่าจะเอนซ้ายหรือขวา ย่อมต้องมีทิศทาง ฉันต้องเก็บพวกนั้นไว้สิ ถึงจะรู้ได้ง่ายขึ้นว่าจี้ซื่อเจ๋อคิดจะทำอะไร”
จี้ทิงค่อยๆ พยักหน้าเห็นด้วยว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมีเหตุผล
[ดูท่าจี้เยี่ยนจื๋อคงไม่เสียเปรียบใครง่ายๆ แบบนี้ก็ดีแล้ว]
แบบนี้ก็ดีแล้วงั้นเหรอ...
ประกายความพึงพอใจพาดผ่านนัยน์ตาของจี้เยี่ยนจื๋อเพียงชั่วครู่ ที่เจ้าหูน้อยจี้ถามเรื่องพวกนี้ ที่แท้ก็เพราะกลัวว่าเขาจะเสียเปรียบนี่เอง ถ้าอย่างนั้น ระหว่างเขากับจี้ซื่อเจ๋อ หมอนี่ก็เลือกเขาอย่างนั้นสินะ?
จี้เยี่ยนจื๋อพยายามกดมุมปากไม่ให้ยิ้ม แต่ในใจกลับแค่นเสียงในลำคอ ถือว่านายยังพอมีสมองอยู่บ้างที่รู้ว่าใครเก่งกว่ากัน
เมื่อถามคำถามจบ จี้ทิงก็คลุกบะหมี่ให้จี้เยี่ยนจื๋อจนเสร็จพอดี พร้อมกับยื่นส้อมพลาสติกส่งให้เขา
จี้เยี่ยนจื๋อมองดูของในถ้วยที่เป็นก้อนสีดำๆ “นี่มันอะไรกัน ทำไมถึงดำขนาดนี้?”
“บะหมี่ซอสหมึกดำครับ”
“ฉันไม่กิน เรามาเปลี่ยนกัน”
“ได้ครับ” จี้ทิงเลื่อนถ้วยของตนเองไปให้ แล้วจัดการส่วนของจี้เยี่ยนจื๋อแทน
หลังจากทานบะหมี่เสร็จ เขาก็กินขนมปังต่ออีกครึ่งก้อน ก่อนจะถูกจี้เยี่ยนจื๋อเร่งให้ไปอาบน้ำ
ไม่ถึงสิบนาที จี้ทิงก็เดินออกมาจากห้องน้ำ
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองผมของเขาแล้วขมวดคิ้ว “นายตั้งใจอาบหรือเปล่าเนี่ย?”
“ผมอาบน้ำมาจากที่บ้านแล้วครับ เมื่อกี้แค่ไปแปรงฟัน”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ว่าอะไร แต่กลับหันไปมองที่เตียง
ตอนนี้ติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง ปกติห้องพักผ่อนนี้เขามีไว้ใช้สำหรับนอนพักกลางวันเท่านั้น จึงมีผ้าห่มอยู่เพียงผืนเดียว
ผ้าห่มสำรองน่ะเขามีอยู่แล้ว แต่จี้เยี่ยนจื๋อลองหาดูเมื่อครู่แล้วแต่ไม่เจอ อีกอย่าง นี่ก็ปาเข้าไปตีสองตีสามแล้ว เขาคงไม่โทรศัพท์ไปรบกวนคนอื่นเพียงเพราะเรื่องแค่นี้หรอก
“พี่มองอะไรอยู่ครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อทำหน้าตึงเครียดพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ที่นี่มีผ้าห่มแค่ผืนเดียว”
จี้ทิงได้ยินดังนั้นกลับมีปฏิกิริยาที่ราบเรียบยิ่งนัก “อ้อ งั้นพี่ก็ห่มไปเถอะครับ ผมห่มเสื้อโค้ทเอาก็ได้”
“เสื้อโค้ทนายใส่มาทั้งวันแล้ว สกปรกขนาดนั้นนายจะเอาขึ้นมาห่มบนเตียงอีกงั้นเหรอ?”
จี้ทิงเงียบไป ในหัวกำลังพยายามหาทางออก
ครู่ต่อมา จี้เยี่ยนจื๋อก็โพล่งขึ้นมาลอยๆ ว่า “ช่างมันเถอะ”
จี้ทิงยังไม่ทันตั้งตัว อีกฝ่ายก็เลิกผ้าห่มขึ้นแล้วนั่งลงที่ขอบเตียง “คืนนี้ฉันจะอดทนหน่อยแล้วกัน ห่มด้วยกันนี่แหละ”
เมื่อเห็นเขาวางท่าราวกับต้องทนแบกรับความอัปยศ จี้ทิงจึงเอ่ยว่า “งั้นผมจะพยายามไม่เบียดพี่แล้วกันครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อช้อนตาขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง “ทำให้ได้อย่างที่พูดเถอะ”
จี้ทิงเดินอ้อมไปขึ้นเตียงอีกฝั่ง ทว่าเมื่อทั้งคู่ล้มตัวลงนอน กลับพบว่าแผนการที่วางไว้ไม่เป็นไปตามคาด
เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นผู้ชายร่างโตและมีสัดส่วนไม่เล็กเลย ดังนั้นเมื่อนอนเว้นระยะห่างตรงกลางราวกับมีเหวคั่นแบบนี้ พื้นที่ของผ้าห่มจึงไม่สามารถคลุมตัวพวกเขาได้มิด...
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^