LNCrawler

ตอนที่ 116 ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 116 ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ

        ห้องทำงานประธานพลันตกอยู่ในความเงียบงันราวกับถูกกดปุ่มหยุดชั่วขณะ คนทั้งสามต่างมีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเงียบที่น่าเหลือเชื่อ

       ฟางเจี๋ยจ้องมองจี้ทิงตาค้าง พลางคิดในใจว่า ‘คงไม่ใช่หรอกมั้ง เมื่อคืนประธานจี้นอนกับคุณชายรองจริงๆ เหรอเนี่ย ถ้าเขาจำไม่ผิด ในห้องพักรับรองมีเตียงแค่หลังเดียวไม่ใช่หรือไง?’

       ตั้งแต่วินาทีแรกที่จี้ทิงปรากฏตัวขึ้น สายตาของวังปินก็ไม่อาจละไปมองใครได้อีกเลย ในแววตาและหัวใจของเขามีเพียงคนคนเดียวเท่านั้น เขาเดินเข้าไปหาอย่างเลื่อนลอย พลางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “จี้... จี้ทิง”

       จี้ทิงได้ยินเสียงเรียกจึงหันไปมอง พลางกะพริบตาปริบๆ “คุณคือ... อื้อ...”

       จี้เยี่ยนจื๋อหมุนตัวกลับมาทันควัน มือหนึ่งปิดปากจี้ทิงไว้ ส่วนอีกแขนก็โอบรอบเอวแล้วยกตัวคนเข้าไปในห้องราวกับยกป้ายสแตนดี้

       “ฟางเจี๋ย ลากตัววังปินออกไป!”

       วินาทีต่อมา ประตูก็ถูกถีบปิดดังปังต่อหน้าคนทั้งสอง

       จี้เยี่ยนจื๋อวางร่างในอ้อมแขนลงบนพื้นด้วยท่าทางฉุนเฉียว “ใครใช้ให้นายออกมา!”

       จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่ง “ผมได้ยินพี่เรียกชื่อผม ก็เลย...”

       “ทีตอนนี้ล่ะหูดีขึ้นมาเชียว เมื่อคืนฉันเรียกนายตั้งหลายครั้ง นายตั้งใจแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินใช่ไหม?”

       แววตาของจี้ทิงฉายแววฉงน [เมื่อคืนเหรอ จี้เยี่ยนจื๋อเรียกฉันด้วยเหรอ?]

       จี้เยี่ยนจื๋อเห็นท่าทางซื่อบื้อนั้นแล้วก็ยิ่งโมโหจนควันออกหู เขาเอ่ยปากเตือนอย่างคาดโทษ “นายอยู่แต่ในห้องนี้ ถ้าฉันไม่เรียก ห้ามออกไปเด็ดขาด”

       จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางถามขึ้นว่า “ผู้ชายคนเมื่อกี้คือใครเหรอครับ ดูเหมือนเขาจะมีธุระกับผม”

       นัยน์ตาของจี้เยี่ยนจื๋อวูบไหวด้วยความลนลาน เขาพยายามทำหน้าดุเพื่อกลบเกลื่อน “เขาเป็นถึงหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของกลุ่มบริษัท จะมีธุระอะไรกับนายได้!”

       จี้ทิงมองเขา แล้วพลันรู้สึกว่าภาพตรงหน้านี้ช่างดูคุ้นตานัก

       [คราวก่อนหวังเหมี่ยนที่อาการกำเริบในบ้านตระกูลจี้จนถูกเลี่ยวข่ายลากตัวออกไป ก็มีสภาพไม่ต่างจากนี้เลย]

       [แถมแม้แต่สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อ ก็ยังเหมือนกับตอนนั้นไม่มีผิดเพี้ยนด้วย]

       เมื่อได้ยินเสียงในใจนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง

       ซวยแล้ว... เขาลืมไปเสียสนิทว่าเจ้าหูน้อยจี้นี่ความจำดีเป็นเลิศ เรื่องเมื่อหลายเดือนก่อนยังจำได้แม่นยำทุกรายละเอียด

       ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจ้องตากันอยู่นั้น เสียงของวังปินก็ดังแว่วมาจากด้านนอกอีกครั้ง “ปล่อยผมนะ ผมจะพบจี้ทิง!”

       “หัวหน้าวังผมขอร้องล่ะครับ พวกเราออกไปข้างนอกก่อนได้ไหม?” เสียงของฟางเจี๋ยฟังดูเหมือนกำลังออกแรงอย่างหนัก รู้ได้ทันทีว่ากำลังพยายามลากตัวอีกฝ่ายออกไป “เริ่นฉวิน นายยังไม่เข้ามาช่วยอีกเหรอ!”

       จี้ทิงมองไปที่ประตูห้อง ก่อนจะหันกลับมามองจี้เยี่ยนจื๋อ “ดูเหมือนเขาจะมีธุระกับผมจริงๆ นะครับ แถมยังดูรบเร้ามากด้วย”

       สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อไม่เปลี่ยนไปทว่ามือขวาที่กำแน่นกลับทรยศความรู้สึกที่แท้จริงของเจ้าตัว “นายคิดว่าเขาจะมาหานายด้วยเรื่องอะไรล่ะ?”

       จี้ทิงส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ทราบครับ”

       เขาไม่รู้จักคนในกลุ่มบริษัทเลยสักคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ และวันนี้เขากับหัวหน้าวังคนนี้ก็เพิ่งจะเคยพบกันเป็นครั้งแรก

       “ขนาดตัวเองยังไม่รู้แล้วมาถามฉัน ฉันจะไปรู้ได้ยังไง?”

       คำพูดย้อนกลับชุดนี้ทำเอาจี้ทิงถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ กว่าจะเอ่ยออกมาได้คำหนึ่ง “งั้นผม... ออกไปถามเขาได้ไหมครับ?”

       “อยู่ที่นี่แหละ!”

       จี้เยี่ยนจื๋อพูดจบก็เดินตรงไปที่ประตู ก่อนจะออกไปเขายังทิ้งคำเตือนไว้ว่า ถ้ากล้าออกไปละก็เห็นดีกันแน่

       หลังจากเขาออกไปแล้ว จี้ทิงก็หยิบโทรศัพท์จากหัวเตียงมานั่งลงที่ขอบเตียง

       ซื่อลี่มีหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ทั้งหมดสิบห้าคน ประจำอยู่ตามห้องปฏิบัติการที่แตกต่างกันเจ็ดแห่ง จี้ทิงเหลือบไปเห็นชื่อของวังปินเพียงปราดเดียว ก็กดเข้าไปในหน้าไป่ตู้ แล้วกวาดสายตาอ่านประวัติการทำงานของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

       คนระดับนี้ ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเจ้าของร่างเดิมได้เลย จี้ทิงเลิกคิ้วเล็กน้อย หรือว่าคนที่อีกฝ่ายอยากพบจะไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม แต่เป็นตัวเขากันแน่

       สิบกว่านาทีต่อมา จี้เยี่ยนจื๋อก็กลับมา

       จี้ทิงจัดการล้างหน้าแปรงฟันและเปลี่ยนชุดนอนเรียบร้อยแล้ว “พี่ถามให้ผมหรือยังครับว่าคุณวังคนนั้นมีธุระอะไรกับผม?”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่คิดว่าเขายังจะพะวงเรื่องวังปินอยู่อีก จึงเอ่ยเสียงเย็น “ฉันเป็นเลขาของนายหรือไง ทำไมฉันต้องมีหน้าที่ถามให้นายด้วย?”

       “อ๋อ”

       เมื่อเห็นแววตาที่หม่นลงเล็กน้อยของอีกฝ่าย จี้เยี่ยนจื๋อก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที “อีกไม่กี่วันฉันจะจัดให้นายไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยของเขา ถึงตอนนั้นนายก็ถามเขาเอาเองแล้วกัน”

       จี้ทิงเงยหน้าขึ้นนิ่งไปสองวินาที “อีกไม่กี่วันก็ตรุษจีนแล้วไม่ใช่เหรอครับ เขาไม่หยุดพักผ่อนเหรอ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นเสียงเหอะ “เขาเต็มใจจะทำงานล่วงเวลา นายจะไปยุ่งอะไรกับเขา?”

       ถ้าไม่ยอมให้วังปินได้พบจี้ทิงก่อนตรุษจีน เกรงว่าช่วงเทศกาลนี้เขาคงไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขแน่

       พอพูดถึงเรื่องตรุษจีน จี้ทิงก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง “จี้เยี่ยนจื๋อ วันนี้พี่จะกลับบ้านตระกูลจี้ไหม?”

       จี้เยี่ยนจื๋อเลิกคิ้วขึ้น สายตาคมลึกกวาดมองใบหน้าของอีกฝ่าย “ทำไม นายอยากให้ฉันกลับงั้นเหรอ?”

       “แล้วแต่พี่ครับ”

       เมื่อก่อนตอนที่คฤหาสน์ตระกูลจี้มีแค่เขาสองคน จี้ทิงก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้มีคนเพิ่มมาอีกสามคน เขาเริ่มนึกเสียใจนิดๆ ที่ย้ายกลับเข้าไปอยู่ที่นั่น

       [ถ้าจี้เยี่ยนจื๋อไม่กลับไปอีกแล้ว งั้นฉันหาเหตุผลย้ายออกมาบ้างดีกว่า]

       พอคิดว่าจะต้องย้ายซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่แยกชิ้นส่วนไว้ แล้วยังต้องขนย้ายออกไปอีก จี้ทิงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

       เขามัวแต่นั่งกลัดกลุ้มอยู่กับตัวเอง จนพลาดมองข้ามมุมปากของใครบางคนที่พยายามกลั้นยิ้มไว้อย่างสุดความสามารถ

       จี้เยี่ยนจื๋อกอดอก พลางกระแอมไอเล็กน้อย “ในเมื่อนายขอร้องฉันขนาดนี้ งั้นฉันจะลองเก็บไปคิดดูก็แล้วกัน”

       จี้ทิงมองเขาอย่างไม่เข้าใจ [ฉันไปขอร้องจี้เยี่ยนจื๋อตอนไหนกัน?]

       จี้เยี่ยนจื๋อถลึงตาใส่เขาหนึ่งที พลางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เอาล่ะ นายกลับบ้านไปก่อนเถอะ หรือจะไปที่อื่นก็ได้ ตอนเย็น พวกเราค่อย...”

       เขาหยุดชะงักไปกลางคัน เกือบหลุดปากคำว่า ‘เจอกัน’ ออกไปเสียแล้ว

       จี้ทิงมองเขาพลางรอให้อีกฝ่ายพูดให้จบ แต่จี้เยี่ยนจื๋อกลับทำหน้าตึง “ไม่ได้ยินเหรอ ฉันบอกให้กลับไปได้แล้ว”

       ฟางเจี๋ยรับหน้าที่ลงมาส่งจี้ทิง ขณะที่ทั้งคู่ก้าวเข้าสู่ลิฟต์ จี้เยี่ยนจื๋อก็ต่อสายโทรศัพท์หาเลี่ยวข่าย “วันนี้นายพาหลิงซีไปที่รุ่ยเหอที พาเขาไปตรวจแผนกจักษุซะ”

       เรื่องอื่นช่างมันเถอะ แต่เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยยังไงก็ต้องดูแล

       “ครับ” เลี่ยวข่ายรับคำ ก่อนจะถามต่อว่า “ประธานจี้ครับ คุณพอทราบไหมว่าคุณชายรองอยู่ที่ไหน เมื่อเช้าคุณหลินชิงพยายามตามหาเขาตลอดเลยครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงเรียบเย็น “เมื่อคืนจี้ทิงอยู่กับฉัน เรื่องนี้นายรู้คนเดียวก็พอ ไม่ต้องไปบอกพวกเขาล่ะ”

       “รับทราบครับ”

       ...

       เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงเที่ยง เลี่ยวข่ายฉวยโอกาสตอนที่หลิงซีไปเข้าห้องน้ำ โทรศัพท์รายงานสถานการณ์ให้จี้เยี่ยนจื๋อทราบ

       “ประธานจี้ครับ คุณหมอบอกว่าคุณชายหลิงเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เรียกว่า...”

       จี้เยี่ยนจื๋อขัดจังหวะอย่างไร้เยื่อใย “บอกมาแค่ว่ารักษายังไงก็พอ”

       เลี่ยวข่ายชะงักไป “เอ่อ... คุณหมอบอกว่าไม่ต้องรักษาครับ โรคนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น เว้นแต่ว่าในอนาคตจะเป็นโรคเบาหวาน และอาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดอะไรสักอย่าง”

       “อืม งั้นนายก็ไปส่งเขาที่บ้านเถอะ”

       “ประธานจี้ครับ” เลี่ยวข่ายเห็นหลิงซีเดินออกมาพอดี จึงหันหลังกลับแล้วลดเสียงลงให้เบาที่สุด “คุณชายหลิงบอกว่าเขาอยากพบคุณ คุณจะว่ายังไงครับ...”

       จี้เยี่ยนจื๋อพลันเงียบเสียงลง นิ้วมือเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงสิบกว่าวินาทีนั้น ในหัวของเขาขบคิดเรื่องราวมากมาย จนสุดท้ายก็เอ่ยปากว่า “พาเขามา”

       ……

       ก๊อกๆๆ!

       จี้เยี่ยนจื๋อเงยสายตาที่เย็นชาขึ้น มองไปที่หน้าประตูซึ่งมีเสียงของฟางเจี๋ยดังลอดเข้ามา “ประธานจี้ครับ คุณหลิงมาถึงแล้วครับ”

       “เข้ามา”

       หลิงซีผลักประตูเข้ามาเพียงลำพัง ทันทีที่เห็นจี้เยี่ยนจื๋อ รอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ขับเน้นให้ใบหน้าหมดจดนั้นดูงดงามราวกับภาพวาด

       “พี่ใหญ่ ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^