LNCrawler

ตอนที่ 11 สองพี่น้องร่วมใจ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 11 สองพี่น้องร่วมใจ

        จี้เยี่ยนจื๋อมองท่าทางนั้นของเขาแล้วถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโกรธจัด “นายกล้าโกรธฉันเหรอ?”

       “ทำไมผมจะโกรธไม่ได้ หรือว่าในบ้านหลังนี้มีแค่พี่คนเดียวที่มีสิทธิ์โกรธ?” จี้ทิงสวนกลับทันควัน

       “นาย...”

       ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ จี้ทิงก็หมุนตัวเดินจากไปเสียดื้อๆ

       ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อมืดครึ้มไม่ต่างจากสีท้องฟ้าด้านนอก กรามที่ขบแน่นยังไม่ทันคลาย มือถือก็สั่นแจ้งเตือนขึ้นมาอีกครั้ง

       “ฮัลโหล”

       “เป็นไงบ้าง?” ปลายสายคือฟู่เฉิง “ถามไอ้น้องชายตัวดีของนายหรือยัง?”

       จี้เยี่ยนจื๋อหลับตาลง พลางถอนหายใจออกมาอย่างแรง “ถามแล้ว”

       ความอยากรู้อยากเห็นของฟู่เฉิงพุ่งขึ้นถึงขีดสุด “เขาว่ายังไง ใช่เรื่อง... หรือเปล่า?”

       “เซลล์ประสาทกิ่งก้านบ้าบออะไรกันล่ะ ไอ้สารเลวนั่นมันก็แค่คนไม่เอาไหนเท่านั้นแหละ!”

       ติ๊ด! 

       ฟู่เฉิงถือสายค้างด้วยความงุนงง จี้ทิงก็เป็นคนไม่เอาไหนอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้ แล้วเยี่ยนจื๋อจะโมโหเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้ไปทำไมกัน?

       หลังจากนั้นหลายวัน สองพี่น้องก็ไม่คุยกันอีกเลยแม้แต่คำเดียว จี้เยี่ยนจื๋อเลิกจ้างคนมาติวหนังสือให้ และทำท่าทีเหมือนปล่อยให้จี้ทิงไปผจญชะตากรรมเอาเองตามยถากรรม

       ทว่าจี้ทิงกลับหายโกรธเพราะเรื่องนั้น หลังจากจัดการบัญชีเงินทุนเรียบร้อย เขาก็เริ่มลงมือทำธุระของตัวเอง

       วันหนึ่ง จี้ทิงออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และกลับมาเกือบมืด ทันทีที่ถึงบ้านเขาก็ตรงไปยังตึกตะวันตก เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก จี้ทิงกำลังก้มตัวลงยกกล่องลังใบใหญ่ ซึ่งพอดีกับที่พ่อบ้านผ่านมาเห็นเข้า

       “คุณชายรองครับ ให้ผมช่วยดีกว่า”

       จี้ทิงตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ฝ่ายนั้นเดินเข้ามาถึงตัวแล้ว เขาจึงทำเพียงเอ่ยขอบคุณสั้นๆ

       กล่องนั้นมีน้ำหนักมาก ทั้งคู่จึงต้องช่วยกันขนขึ้นมาทีละกล่อง พ่อบ้านเห็นตัวอักษรบนกล่องไม่ใช่ภาษาอังกฤษแต่เป็นภาษาอื่น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “คุณชายรองครับ ในนี้คืออะไรเหรอครับ?”

       จี้ทิงเงียบไปอึดใจ “เครื่องเล่นเกมครับ”

       พ่อบ้านถึงกับอุทาน “โห เดี๋ยวนี้เครื่องเล่นเกมมันซับซ้อนขนาดต้องแยกใส่ตั้งสี่กล่องเลยเหรอครับ?”

       “ครับ เป็นเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ขนาดใหญ่”

       ทั้งคู่ขนของอีกรอบ จี้ทิงบอกให้พ่อบ้านวางของไว้หน้าประตูห้องพลางเอ่ยว่า “คุณอาหยางครับ ห้องนี้ต่อไปผมจะใช้สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ ไม่ต้องจัดคนมาทำความสะอาดนะครับ ผมจะจัดการเอง”

       ความจริงเขาก็แค่บอกให้รับทราบเท่านั้น เพราะคฤหาสน์ตระกูลจี้ใช้ระบบล็อกส่วนกลาง แต่เมื่อวานเขาได้ลบรหัสผ่านของห้องนี้ออกจากระบบไปแล้ว คนอื่นจึงไม่มีทางเข้าไปได้

       “ได้ครับ ผมจะสั่งคนงานไว้ให้”

       จี้ทิงพยักหน้าให้เล็กน้อย ก่อนที่พ่อบ้านจะเอ่ยขึ้นอีกว่า “จริงด้วยครับคุณชายรอง เมื่อบ่ายคุณชายใหญ่โทรมาบอกว่าเย็นนี้จะมีเลี้ยงแขกที่บ้าน” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดอย่างเลี่ยงๆ “ดังนั้น มื้อค่ำของคุณชาย...”

       จี้ทิงคิดเพียงครู่เดียวก็เข้าใจความหมาย “งั้นผมกินที่ห้องอาหารฝั่งนี้แล้วกันครับ”

       พ่อบ้านถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ได้ครับ ผมจะรีบไปจัดการให้”

       เมื่อลับตาคน จี้ทิงเปิดประตูห้องออก ภายในนั้นมีกล่องลังวางกองอยู่ก่อนแล้วเกือบสามสิบใบ

       เขาปิดประตู ก่อนจะม้วนแขนเสื้อขึ้น และเริ่มลงมือประกอบ ‘เครื่องเล่นเกม’ ขนาดใหญ่ของตัวเอง

       เวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง รถคัลลิแนนสีน้ำเงินเข้มเคลื่อนเข้ามาจอดในโรงรถ 

       และทันทีที่รถจอดสนิท ประตูเบาะหลังก็ถูกผลักออกอย่างเร่งรีบ “จี้ทิง!”

       ห้านาทีก่อนหน้านั้น จี้ทิงลงมาหยิบสายเชื่อมต่อที่ลืมไว้ตรงเบาะข้างคนขับพอดี จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้ากัน

       “อาเอง... อาไต้ไงล่ะ”

       ตอนนี้จะหนีก็ไม่ทันแล้ว จี้ทิงจึงจำต้องหันกลับไป เขาเห็นชายวัยกลางคนในชุดสูทกำลังโบกมือเรียกเขาด้วยรอยยิ้ม ส่วนอีกด้านของรถ จี้เยี่ยนจื๋อก้าวลงมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย

       สองพี่น้องต่างทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นธาตุอากาศ ท่ามกลางความเงียบนั้น ไต้เซี่ยงเฉียงก็ก้าวเข้ามาหาจี้ทิง

       “บังเอิญจริงๆ กำลังจะขับรถออกไปข้างนอกเหรอ?”

       น้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังดูสนิทสนม ทว่าจี้ทิงพยายามค้นในความทรงจำของร่างเดิมแล้ว เขามีเพียงความประทับใจที่เลือนรางเกี่ยวกับชายคนนี้เท่านั้น

       จี้ทิงชูกระเป๋าในมือให้ดูเป็นเชิงบอก พลางเอ่ยเสียงเรียบ “ผมลงมาเอาของครับ กำลังจะขึ้นข้างบนแล้ว”

       “จะรีบขึ้นไปทำไม อามีเรื่องจะคุยกับหลานพอดี ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ” ไต้เซี่ยงเฉียงทึกทักเอาเองเสร็จสรรพ ก่อนจะหันไปหาจี้เยี่ยนจื๋อ “ประธานจี้คงไม่ถือสาใช่ไหม?”

       สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อไม่เปลี่ยนไป ทว่าแววตากลับเย็นเยียบลงหลายส่วน “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญครับ”

       ทั้งสามเดินเข้ามาในห้องอาหาร ไต้เซี่ยงเฉียงตั้งใจจะดึงจี้ทิงให้นั่งข้างๆ แต่จี้ทิงก้าวเร็วกว่าหนึ่งก้าว เดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามแทน

       จี้เยี่ยนจื๋อเห็นเหตุการณ์นั้น มุมปากก็ยกขึ้นเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น การที่ไต้เซี่ยงเฉียงแสร้งทำเป็นสนิทสนมกับจี้ทิง ก็เพื่อต้องการย้ำเตือนเขาว่าตระกูลจี้รุ่นนี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว แต่ยังมีลูกนอกสมรสที่ ‘ได้รับความเอ็นดู’ คนนี้อยู่อีกคน

       ช่างเป็นการเยาะเย้ยที่ไร้ชั้นเชิงเสียจริง ดูท่าไต้เซี่ยงเฉียงคงจะแก่จนเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ ถึงได้เก็บอารมณ์ไม่อยู่ขนาดนี้

       เมื่อทั้งสามนั่งลง อาหารยังไม่ทันเข้าปาก ไต้เซี่ยงเฉียงก็เรียกหาไวน์แดง แถมยังคะยั้นคะยอให้จี้ทิงดื่มเป็นเพื่อนสักสองสามแก้ว

       “ผมดื่มไม่เป็นครับ” จี้ทิงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา

       ไต้เซี่ยงเฉียงปรายตามองจี้เยี่ยนจื๋อเล็กน้อย พลางแค่นเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอ “เรื่องแบบนี้มันต้องหัดไว้ อีกหน่อยหลานก็ต้องเข้าไปทำงานในกลุ่มบริษัทซื่อลี่แล้ว จะทำตัวเป็นคนไม่แตะเหล้าตลอดไปได้ยังไง?”

       พูดจบ เขาก็หยิบเหยือกพักไวน์จะรินใส่แก้วให้จี้ทิง

       จี้ทิงเอามือปิดแก้วไว้ น้ำเสียงยิ่งทวีความเย็นยะเยือก “ผมไม่หัด และผมก็จะไม่เข้าทำงานที่กลุ่มบริษัทซื่อลี่ด้วย”

       คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกเล็กน้อย เขาไม่ได้ยินเสียงในใจ ถ้าอย่างนั้น... นี่คือความคิดจริงๆ ของจี้ทิงอย่างนั้นหรือ

       ไต้เซี่ยงเฉียงที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าเริ่มรักษาหน้าไว้ไม่อยู่ “จี้ทิง เรื่องนี้อาต้องขอแนะนำหน่อยนะ”

       เขานั่งตัวตรง พลางวางเหยือกลงบนโต๊ะเสียงดังปึก “หลานคิดแบบนี้ได้ยังไง ถ้าหลานไม่เข้ากลุ่มบริษัทซื่อลี่ แล้วใครจะเป็นแขนเป็นขาให้พี่ชายล่ะ พ่อของหลานยังหวังจะเห็นพี่น้องร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันอุปสรรคอยู่นะ”

       ต่อให้จี้ทิงจะมีอาการของแอสเพอร์เกอร์ แต่เวลานี้เขาก็ฟังความหมายโดยนัยออก : [ตาแก่ที่ชื่อไต้นี่กำลังใช้ฉันเป็นเครื่องมือยั่วโมโหจี้เยี่ยนจื๋อ]

       จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะหยันในใจ ดูท่าเจ้าหมอนี่จะยังไม่โง่ถึงขั้นกู่ไม่กลับสินะ

       “ดูเหมือนผอ.ไต้จะเมาทั้งที่ยังไม่ได้ดื่มนะครับ” เขาเปิดฉากเปลี่ยนสนามรบ พลางเอ่ยด้วยท่าทีไม่รีบร้อน “จี้ทิงยังเด็กอยู่ หลังจากนี้เขายังต้องเรียนต่อ”

       ไต้เซี่ยงเฉียงอ้าปากจะเถียง แต่จี้เยี่ยนจื๋อกลับหุบยิ้มฉับ “ในเมื่อผอ.ไต้อิ่มแล้ว เรามาคุยธุระกันเลยดีกว่าครับ”

       ไต้เซี่ยงเฉียงหน้าเสียเล็กน้อย เขาแสร้งกระแอมไอแก้เก้อ “ในเมื่อประธานจี้พูดตรงๆ ผมก็ไม่อ้อมค้อมล่ะนะ อาทิตย์หน้าจะมีการประชุมบอร์ดบริหารแล้ว ไม่ทราบว่าประธานจี้มีความเห็นยังไงเกี่ยวกับงบประมาณการวิจัยในไตรมาสหน้า?”

       “สัดส่วนส่วนใหญ่ยังคงเดิม โดยจะเน้นสนับสนุนโครงการของห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์เป็นหลัก แต่ผมจะของงบประมาณแยกต่างหากมาให้โครงการที่คุณดูแลอยู่”

       สิ้นคำพูดนั้น จี้ทิงที่อยู่วงนอกก็พลันขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด

       สีหน้าของไต้เซี่ยงเฉียงถอดสีจนเห็นได้ชัด น้ำเสียงกดต่ำลงทันที “ท่านประธานจี้ กลยุทธ์ถ่วงเวลาแบบนี้ใช้บ่อยไปมันก็ไม่ได้ผลหรอกนะครับ คุณเล่นไม่เหลือทางถอยให้แบบนี้ ลูกน้องของผมคงหนีหายกันหมดพอดี”

       มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อยกขึ้น “บริษัทไม่ใช่ของผมคนเดียว คุณก็น่าจะรู้ดีว่าบอร์ดบริหารเขาสนใจแค่ความคืบหน้าของโครงการในรายงานเท่านั้น”

       “ถ้าจะพูดแบบนี้ ผมในฐานะผู้อำนวยการก็ควรจะลาออกให้คนอื่นมาทำแทนสินะ” ไต้เซี่ยงเฉียงพูดพลางลุกขึ้นยืน เขาโยนผ้าเช็ดปากลงบนโต๊ะพลางยิ้มเย็น “แค่อยากรู้ว่า ถ้าวันหน้าบอร์ดบริหารรู้ว่า อัลกอริทึมชิป L3 ถูกบริษัทอื่นชุบมือเปิบไปง่ายๆ พวกเขาจะไปเอาเรื่องกับใคร”

       อัลกอริทึมชิป L3... คำคำนี้เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่ทำให้สมองของจี้ทิงสว่างวาบขึ้นมาทันที

       [นึกออกแล้ว! ไต้เซี่ยงเฉียงคนนี้ก็คือผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยที่ปลอมแปลงข้อมูลนี่เอง!]


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^