LNCrawler

ตอนที่ 119 ยุแยงไม่สำเร็จ กลับตกหลุมเสียเอง

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 119 ยุแยงไม่สำเร็จ กลับตกหลุมเสียเอง

        ‘ฉันอยากจะนั่งกับหลิงซีงั้นเหรอ ฉันว่านายนั่นแหละที่อยากจะนั่งกับเขาจนตัวสั่น’

       คิดจนสมองเลอะเลือนไปหมดแล้ว ทำตัวเซ่อซ่าอย่างกับคนปัญญาอ่อน

       สายตาของจี้เยี่ยนจื๋อพลันเย็นเยียบขึ้นมาในทันที มันคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดแทงลงบนตัวของจี้ทิงอย่างต่อเนื่อง

       คล้ายจะสัมผัสได้ถึงมวลอากาศอันหนาวเหน็บระหว่างสองพี่น้อง หลินชิงจึงเอ่ยปากทำลายความเงียบเพื่อคลายสถานการณ์ “เสี่ยวซี รีบนั่งลงสิ พวกเราครอบครัวเดียวกัน กว่าจะได้อยู่กันพร้อมหน้าแบบนี้...”

       ทว่าเขายังพูดไม่ทันจบประโยค ก็ถูกเสียงหัวเราะเยาะหยันอย่างรุนแรงขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน “ใครเป็นครอบครัวเดียวกับพวกคุณกัน”

       เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อพูดจบ เขาก็ลุกพรวดเดินจากไปทันที

       “เอ๊ะ เสี่ยวจื๋อๆ!”

       “ไม่ต้องไปสนใจมัน” จี้ซื่อเจ๋อขมวดคิ้วพลางดุเสียงเข้ม “มันอยากจะกินหรือไม่กินก็เรื่องของมัน ทำเหมือนไม่มีมันอยู่ที่นี่ก็พอ”

       หลังจากจี้เยี่ยนจื๋อเดินจากไป กลิ่นอายดินปืนบนโต๊ะอาหารก็เลือนหายไปอย่างเห็นได้ชัด

       ทว่าความปรองดองนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับจี้ทิงเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ จนดูเหมือนว่าจี้ซื่อเจ๋อกับคนอื่นๆ เป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกสามคนเสียมากกว่า

       “เสี่ยวทิง ทำไมวันนี้ลูกทานน้อยจังล่ะ?” หลินชิงคีบเนื้อส่วนท้องปลาส่งให้เขา “อาหารพวกนี้มีแต่ของโปรดของลูกไม่ใช่เหรอ?”

       “มื้อเที่ยงผมทานช้าครับ ตอนนี้เลยยังไม่ค่อยหิว” จี้ทิงเอ่ยตอบเรียบๆ ก่อนจะวางตะเกียบลง “ผมอิ่มแล้ว ขอตัวกลับห้องก่อนนะครับ”

       เขาลุกออกจากห้องอาหารไป โดยไม่คาดคิดว่าหลิงซีจะวิ่งตามออกมา

       “จี้ทิง รอเดี๋ยวก่อน”

       จี้ทิงหันกลับมา “มีธุระอะไรหรือเปล่า?”

       หลิงซีเม้มริมฝีปากพลางก้าวเข้ามาหา “ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับนายหน่อย เราไปคุยกันที่ห้องของนายได้ไหม?”

       “ไม่ได้”

       สำหรับการที่จะต้องอยู่กับนายเอกตามต้นฉบับเพียงลำพังในห้องนั้น จี้ทิงมีความรู้สึกต่อต้านโดยสัญชาตญาณ “มีอะไรก็พูดตรงนี้แหละ”

       หลิงซีมองสีหน้าของเขา แม้จะดูเหมือนไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ แต่สุ้มเสียงที่พูดออกมากลับเย็นชาและเว้นระยะห่างราวกับจะผลักไสเขาไปให้ไกลแสนไกล

       ขนตาของเขาสั่นระริกก่อนจะหลุบสายตาลง “เรื่องที่เรียกพี่ใหญ่กลับบ้านเป็นเพราะฉันตัดสินใจเอง ฉันรู้ว่านายโกรธ แต่ฉันแค่ไม่อยาก... ไม่อยากเห็นเขาต้องอยู่ข้างนอกคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว”

       “ฉันไม่ได้โกรธ”

       จี้ทิงพูดความจริง แต่หลิงซีกลับไม่เชื่อ “นายอย่าประชดได้ไหม?”

       จี้ทิงมีสีหน้าไม่เข้าใจ “ฉันประชดไม่เป็น”

       อย่าว่าแต่พูดเองเลย จนถึงตอนนี้เขายังแยกแยะคำประชดของจี้เยี่ยนจื๋อออกเพียงแค่บางครั้งเท่านั้นเอง

       หลิงซีถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ “เรื่องบางอย่างไว้วันหลังฉันค่อยๆ อธิบายให้นายฟังนะ แต่ตอนนี้มีเรื่องสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ฉันอยากจะปรึกษากับนาย”

       จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ว่ามาสิ”

       หลิงซีเลียริมฝีปาก เอ่ยปากอย่างยากลำบากว่า “ต่อไปเวลาที่พี่ใหญ่อยู่ด้วย พวกเราต้องแกล้งทำเป็นห่างเหินกันสักพักนะ”

       ขณะที่จี้ทิงกำลังจะอ้าปากพูด อีกฝ่ายก็รีบเอ่ยปลอบขึ้นมาก่อน “นายอย่าเพิ่งรีบร้อนนะ ลับหลังเราก็ยังอยู่ด้วยกันได้เหมือนเดิม”

       จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่ง หัวคิ้วขมวดมุ่น [ทำไมต้องอยู่ด้วยกันแค่ลับหลังล่ะ ฉันกับหลิงซีจะทำเหมือนตอนที่จี้เยี่ยนจื๋ออยู่ด้วยไม่ได้เหรอ?]

       จี้เยี่ยนจื๋อที่ได้ยินเสียงในใจนี้หลุดหัวเราะออกมาอย่างเย็นชาครั้งหนึ่ง จี้ทิงจะใจร้อนเกินไปหน่อยมั้ง กลายเป็นว่าเขาเป็นขวากหนามขวางทางรักของพวกเขาไปแล้วใช่ไหม

       เมื่อเห็นว่าจี้ทิงแสดงอาการไม่พอใจอย่างชัดเจน หลิงซีก็รีบเอ่ยว่า “มันก็แค่การแสดงเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจริงสักหน่อย”

       จี้ทิงยิ่งคิดไม่ตก “แล้วทำไมต้องแกล้งทำด้วยล่ะ?”

       “เพราะว่า...” หลิงซีทำท่าเหมือนน้ำท่วมปาก น้ำเสียงของเขาเบาลง “เพราะฉันมีข้อแลกเปลี่ยนกับพี่ใหญ่ เขาตกลงที่จะยอมกลับบ้าน ส่วนฉันก็รับปากเขาว่า...”

       เขาก้มหน้าลง คล้ายกับคนที่มีความผิดติดตัว “ฉันรับปากเขาว่าจะอยู่ห่างจากนาย”

       จี้ทิงอึ้งไปครู่หนึ่ง ในใจพลันเข้าใจขึ้นมาทันที [ที่แท้จี้เยี่ยนจื๋อยอมกลับมาที่บ้านหลังนี้ ก็เพื่อจะแยกฉันกับหลิงซีออกจากกันงั้นเหรอ?]

       แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อหม่นแสงลง ทว่าเพียงไม่นาน มุมปากของเขากลับยกยิ้มขึ้นอย่างหยันๆ จี้ทิงจะคิดยังไงก็ช่างเถอะ อย่างไรเสียเขาก็ไม่สนอยู่แล้ว

       ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้น

       จี้เยี่ยนจื๋อสีหน้าเรียบเฉย ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง “เข้ามา”

       พร้อมกับเสียงเปิดประตู ฝีเท้าของผู้มาใหม่ขยับเข้าใกล้โต๊ะทำงาน ก่อนจะมีจานใบหนึ่งถูกวางลงตรงหน้าเขา

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วโดยสัญชาตญาณ ทันทีที่เงยหน้าขึ้นเขาก็เห็นใบหน้าของจี้ทิง เขาจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งๆ อยู่สองวินาที “นายมาทำอะไร?”

       “เอาข้าวมาให้ พี่ไม่ได้ทานมื้อเย็น นี่คือข้าวผัดไข่ที่ผมทำเองครับ”

       “ฉันรู้ว่านี่คือข้าวผัดไข่ ฉันถามว่าทำไมต้องเอามาให้ฉัน?”

       ขณะที่พูด จี้เยี่ยนจื๋อก็เหลือบมองจานข้าวอีกครั้ง เจ้าหูน้อยจี้ไม่ได้คิดจะแก้แค้นเขาด้วยการใส่อะไรสกปรกๆ ลงไปในนี้หรอกใช่ไหม?

       “เพราะผมคิดว่าพี่เป็นคนดี อื้ม...” จี้ทิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริมด้วยประโยคที่ดูเก้งก้างว่า “แล้วก็เสียสละมากด้วยครับ”

       เขาเนี่ยนะเสียสละ?

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่เข้าใจเลยว่าคำพูดนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เขาหรี่ตาลงอย่างระแวดระวัง “นายคงไม่ได้จงใจใช้คำหวานมาหลอกล่อให้ฉันตายใจ แล้วค่อยหาทางแก้แค้นฉันทีหลังหรอกนะ”

       จี้ทิงกะพริบตาอย่างมึนงง “ทำไมผมต้องแก้แค้นพี่ด้วยล่ะ?”

       “ก็เพราะ...” จี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปคำหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นท่าทีรำคาญใจทันที “นายจะมาแกล้งบื้อใส่ฉันทำไม หลิงซีไม่ได้คาบข่าวไปบอกนายแล้วหรือไง”

       จี้ทิงพยายามเรียบเรียงตรรกะในคำพูดของเขา แล้วถามว่า “พี่หมายถึงเรื่องที่พี่ตกลงยอมกลับบ้านน่ะเหรอครับ?”

       “ก็เออสิ”

       จี้ทิงพยักหน้า “อืม บอกแล้วครับ เพราะอย่างนั้นผมถึงอยากขอบคุณพี่”

       “ขอบคุณฉัน?” คราวนี้แม้แต่จี้เยี่ยนจื๋อก็คิดว่าอีกฝ่ายกำลังประชด “นายโกรธจนสมองเพี้ยน หรือโกรธจนบ้าไปแล้วกันแน่”

       จี้ทิงประเมินสภาพตัวเองชั่วครู่ “เปล่าครับ ตอนนี้สภาวะจิตใจของผมยังคงปกติมั่นคงดีอยู่”

       จี้เยี่ยนจื๋อเริ่มจะดูเขาไม่ออกขึ้นมาบ้างแล้ว จึงนิ่งเงียบไปนาน

       เมื่อจี้ทิงเห็นเขากำลังเหม่อ จึงยื่นช้อนส่งให้ “พี่ลองชิมดูสิครับ ครั้งนี้ผมปรับปรุงรสชาติตามที่พี่เคยแนะนำคราวก่อนแล้ว”

       แม้จี้เยี่ยนจื๋อจะยื่นมือไปรับ แต่ก็ยังอดถามไม่ได้ว่า “นายไม่ได้ใส่อะไรแปลกๆ ลงไปจริงๆ ใช่ไหม?”

       “อย่างอื่นเหรอ พี่หมายถึงเครื่องปรุงน่ะเหรอครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อรออยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้ยินเสียงในใจใดๆ เขาจึงตักข้าวเข้าปากคำหนึ่งอย่างครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อ

       เมื่อเห็นเขาขยับกลืนลงไป จี้ทิงจึงเอ่ยถาม “รสชาติเป็นยังไงบ้างครับ?”

       “ก็งั้นๆ แหละ”

       จี้ทิงเลิกคิ้วเล็กน้อย จากนั้นเขาหยิบช้อนจากมืออีกฝ่ายมาตักชิมเองคำหนึ่ง

       “ก็อร่อยดีออกนะ”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นเสียงเหอะ “นี่ยังจะมาชมตัวเองว่าดีเลิศอีกงั้นเหรอ?”

       พูดจบ เขาก็แย่งช้อนกลับมาจากมือจี้ทิง “เอาคืนมา”

       เมื่อเห็นเขาเริ่มลงมือทาน จี้ทิงก็นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ แล้วรอเงียบๆ

       ไม่นานข้าวผัดไข่จานนั้นก็หมดเกลี้ยง

       หลังจากทานเสร็จ จี้เยี่ยนจื๋อก็เข้าไปแปรงฟันในห้องน้ำ เมื่อกลับออกมาเขาก็เห็นจี้ทิงหยิบหนังสือในห้องทำงานของเขาขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วนั่งอ่านอยู่

       “เจ้าหูน้อยจี้”

       จี้ทิงละสายตาจากหนังสือขึ้นมอง “ครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ตอนที่ฉันตกลงทำข้อแลกเปลี่ยนกับหลิงซี เขาเคยรับปากฉันว่าจะไม่บอกนาย”

       จี้ทิงไม่เข้าใจความหมายของเขา จึงนิ่งเงียบไปสองสามวินาที “แต่เขาก็บอกผมนะ”

       “แล้วนายเคยคิดไหมว่านั่นหมายความว่ายังไง?”

       “หมายความว่าเขาเป็นคนไม่รักษาคำพูด ละเมิดสัญญาทางวาจาระหว่างพี่กับเขาครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋ออยากจะใช้โอกาสนี้สั่งสอนไอ้พวกสมองคลั่งรักคนนี้เสียหน่อย “แล้วมีอะไรอีกไหม?”

       จี้ทิงครุ่นคิดอย่างจริงจัง แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้า

       “บื้อจนจะตายอยู่แล้ว” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยอย่างมีอารมณ์ “ลองใช้สมองทึ่มๆ ของนายคิดดูให้ดี ถ้าเป็นเมื่อก่อน พอนายได้ยินหลิงซีพูดแบบนั้นกับนาย นายจะเดินมาหาเรื่องอะไรกับฉัน?”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^