ตอนที่ 120 ปวดใจก็ต้องดุด่า
ตอนที่ 120 ปวดใจก็ต้องดุด่า
จี้ทิงขมวดคิ้วมุ่นพลางครุ่นคิดในใจ [จี้ทิงคนก่อน...]
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด เจ้าหูน้อยจี้เป็นโรคอะไรอีกเนี่ย ทำไมพูดถึงตัวเองแล้วต้องใช้สรรพนามบุรุษที่สามด้วย?
“ถ้าเป็นผมคนก่อน คงจะเปิดฉากทะเลาะกับพี่ไปแล้ว และถ้าขาดสติถึงขั้นหนึ่ง ก็อาจจะมีการลงไม้ลงมือกันบ้าง”
“อย่างนายเนี่ยนะ?” จี้เยี่ยนจื๋อกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางเอ่ยเยาะเย้ย “แขนขาก็ลีบ ตัวก็เตี้ยแค่นี้ ยังกล้าคิดจะลงมือกับฉันงั้นเหรอ?”
เรื่องรูปร่างผอมบางนั้นจี้ทิงยอมรับ แต่การที่บอกว่าเขาตัวเตี้ยดูจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปหน่อย “สถิติส่วนสูงเฉลี่ยของผู้ชายประเทศเราเมื่อปีที่แล้วคือหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสี่จุดสี่เซน ส่วนสูงของผมคือหนึ่งร้อยแปดสิบสองเซน ไม่ว่าจะมองตามหลักสรีรวิทยาหรือจากสายตา ก็ไม่ถือว่าเตี้ยนะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “มันก็ยังเตี้ยกว่าฉัน...”
ทว่ายังไม่ทันสิ้นประโยค เสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังขึ้นสองครั้ง
ทั้งคู่จึงหันไปมองพร้อมกัน ก่อนจะได้ยินเสียงอันอ่อนหวานของหลิงซีดังมาจากหลังประตู “พี่ใหญ่ อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ?”
นัยน์ตาของจี้เยี่ยนจื๋อหรี่ลงทันที เขาหันกลับมามองจี้ทิง “นายไปหาที่แอบซะ”
จี้ทิงทำหน้าไม่เข้าใจ “ทำไมล่ะครับ?”
“บอกให้แอบก็แอบเถอะน่า” เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของจี้ทิงพลางสอดส่ายสายตาไปรอบๆ เพื่อหาที่ซ่อนคน
จี้ทิงนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ถ้าพี่คิดว่าผมจะอยู่ขวางหูขวางตาพวกพี่ ผมไปก็ได้นะ”
“หุบปาก!”
จังหวะนั้นจี้เยี่ยนจื๋อเหลือบไปเห็นโต๊ะทำงานพอดี เขาจึงลากจี้ทิงตรงไปที่นั่น “ลงไปแอบใต้โต๊ะนี่แหละ”
จี้ทิงประเมินพื้นที่พลางขมวดคิ้ว “ปริมาตรข้างในนี้ไม่น่าจะพอนะครับ ความสูงของโต๊ะวัดด้วยสายตาอยู่ที่ประมาณเจ็ดสิบถึงแปดสิบเซนติเมตร ความกว้างสองเมตรถึง...”
ขณะนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง “พี่ใหญ่ ผมเข้าไปได้ไหมครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ยอมเสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง เขาเอื้อมแขนไปคล้องคอจี้ทิงแล้วกดลงทันที พร้อมกับประคองตัวอีกฝ่ายที่กำลังเสียหลักจนล้มคว่ำ แล้วกวาดวงแขนส่งตัวจี้ทิงเข้าไปอยู่ใต้โต๊ะได้สำเร็จ
จี้ทิงใช้มือขวายันพื้นพยายามจะมุดออกมา แต่จี้เยี่ยนจื๋อกลับนั่งลงบนเก้าอี้แล้วใช้เรียวขายาวๆ ทั้งสองข้างขวางทางออกไว้ทันที
“เข้ามา”
ผ่านไปอึดใจหนึ่ง หลิงซีจึงผลักประตูเข้ามา ที่แท้เมื่อครู่เขากำลังถือของพะรุงพะรังอยู่จึงไม่สะดวกเปิดประตู
เขายกถาดอาหารจากพื้นเดินมาที่โต๊ะ แล้ววางลงตรงหน้าจี้เยี่ยนจื๋อ
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองของตรงหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจกลับรู้สึกรังเกียจจนแทบทนไม่ได้ เอาของกินวางไว้บนพื้นแบบนั้น พอเปิดประตูเข้ามา ฝุ่นก็คงปลิวลงไปในชามหมดแล้ว
“พี่ใหญ่ พี่ไม่ได้กินข้าวเย็นเลย ผมเลยขอให้พ่อครัวหลิวช่วยทำโจ๊กกระเพาะหมูแก้ร้อนในมาให้ พี่ทานรองท้องพร้อมกับเครื่องเคียงสักหน่อยนะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มเย็นชาที่อ่านไม่ออก “นี่มันสี่ทุ่มกว่าแล้ว นายยังไปรบกวนให้เหล่าหลิวลุกขึ้นมาทำอีกงั้นเหรอ?”
เจ้าหูน้อยจี้ยังรู้จักลุกขึ้นมาทำข้าวผัดเอง แต่หลิงซีที่เป็นคุณชายกำมะลอนี่กลับจิกหัวใช้คนเก่งเหลือเกิน
หลิงซีชะงักไป สีหน้าฉายแววกระอักกระอ่วน “ผม...ผมเห็นว่าพ่อครัวหลิวยังไม่นอน ก็เลย...”
“นายรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่นอน ถ้าเกิดเขานอนไปแล้วล่ะ?”
[นิสัยของจี้เยี่ยนจื๋อนี่แปลกจริงๆ เลยนะ ขนาดกับคนที่ชอบ เขาก็ยังพูดจาแบบนี้ใส่เหรอ]
นิ้วมือของจี้เยี่ยนจื๋อที่วางอยู่บนโต๊ะเริ่มกำเข้าหากันแน่นพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
หลิงซีก้มหน้าลงด้วยความผิดหวังพลางเอ่ยอย่างทำตัวไม่ถูก “ขอโทษครับ ผมแค่เป็นห่วงพี่”
“ห่วงฉันงั้นเหรอ?” มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อหยักยิ้มเป็นเชิงเย้ยหยัน “หลิงซี นายเป็นห่วงฉันจริงๆ น่ะเหรอ?”
หลิงซีเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาจริงใจ ทว่าจี้เยี่ยนจื๋อไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูด “ถ้านายห่วงฉันจริงๆ ทำไมนายจะไม่รู้ว่าฉันไม่อยากกลับมาที่บ้านหลังนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียว แถมทุกปีช่วงตรุษจีนฉันก็กลับไปฉลองที่บ้านคุณตา แล้วไอ้ที่นายบอกว่าฉันต้องอยู่ตัวคนเดียวนั่นน่ะ เอามาจากไหนกัน”
จี้ทิงมองไม่เห็นว่าหลิงซีมีสีหน้าอย่างไร จึงได้แต่คิดในใจ [ที่แท้จี้เยี่ยนจื๋อก็ไม่อยากกลับมา แล้วที่ผ่านมาฉัน...]
จี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันกรอดในใจ ตัวต้นเรื่องยังไม่ทันสำนึกผิด แต่เจ้าหูน้อยจี้กลับเริ่มชิงสำรวจตัวเองก่อนเสียอย่างนั้น เรื่องที่ว่าจะอยากกลับบ้านหรือไม่ เขาก็เป็นคนตัดสินใจเอง แล้วหมอนี่จะมารู้สึกผิดแทนทำไมกัน
หลิงซีไม่เคยเห็นจี้เยี่ยนจื๋อใช้ท่าทีแข็งกร้าวแบบนี้กับตนมาก่อน ในใจพลันว้าวุ่นสับสนไปหมด “ผม... ผมแค่คิดว่า พี่เป็นลูกชายของคุณอาจี้ ยังไงสายเลือดมันก็ตัดกันไม่ขาดหรอกครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะออกมาอย่างขบขันกับความไร้สาระนั้น “ตั้งแต่เด็กจนโต นายเนี่ยไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ”
หลิงซีเอ่ยอย่างวิงวอน “ก็เพราะเราโตมาด้วยกัน ผมถึงเห็นพี่เป็นเหมือนพี่ชายแท้ๆ เลยไม่อยากให้พี่ต้องใช้ชีวิตอย่างทรมานแบบนี้”
จี้เยี่ยนจื๋อมองหน้าเขา แววตาที่ดำมืดพลันปรากฏร่องรอยของการเสียดสี “นายกับจี้ทิงก็โตมาด้วยกันเหมือนกันนี่ แล้วยังไง... นายก็เห็นเขาเป็นพี่น้องแท้ๆ ด้วยหรือเปล่า?”
พอพูดจบเขาก็หัวเราะเยาะในใจ แย่จริงๆ ป่านนี้เจ้าหูน้อยจี้คงเสียใจแย่แล้ว
“ผม...” ขนตาที่ยาวงอนของหลิงซีสั่นระริก ความคิดในใจปั่นป่วนราวกับใบไม้ที่ถูกพายุพัดกระหน่ำ
ผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก “พี่ใหญ่ หลายปีมานี้จี้ทิงดีกับผมมากจริงๆ เขาคิดถึงความรู้สึกผมเสมอ อะไรที่ผมต้องการเขาก็ให้ผมได้ทุกอย่าง... รวมถึงตัวเขาเองด้วย”
รอยยิ้มบนดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อพลันแข็งค้าง ไม่รู้ทำไม พอได้ยินประโยคนี้เขากลับรู้สึกเหมือนเพิ่งกินเกาลัดคั่วจนจุกอก ทั้งเลี่ยนและพะอืดพะอมอย่างบอกไม่ถูก
หลิงซีไม่ได้สังเกตสีหน้าของเขา และยังคงพูดต่อไป “ถึงแม้ตอนนี้เราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แต่เขาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในใจของผมที่ตัดไม่ขาด”
เขาหันไปมองจี้เยี่ยนจื๋อพร้อมรอยยิ้มขื่นๆ “พี่ใหญ่ ทั้งพี่และเขา ต่างก็เป็นคนที่สำคัญมากสำหรับผมครับ”
ห้องหนังสือทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าประหลาด จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้พูดอะไร และจี้ทิงเองก็แปลกไป เพราะไม่มีเสียงในใจหลุดออกมาแม้แต่คำเดียว
ดีใจจนพูดไม่ออกเลยงั้นเหรอ?
ความหงุดหงิดที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าพลันปะทุขึ้นในใจของจี้เยี่ยนจื๋อ อารมณ์ของเขาเหมือนถังดินปืนที่อัดแน่นจนเต็มพิกัด และพร้อมจะระเบิดออกมาในวินาทีถัดไป
ทันใดนั้นเอง มือที่เย็นเยียบข้างหนึ่งก็ยื่นมาคว้าข้อเท้าของเขาไว้
จี้เยี่ยนจื๋อสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณสั่งให้เขากระชากเท้ากลับ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าใครอยู่ใต้โต๊ะเขาก็ต้องฝืนทนไว้
เขาแสร้งทำเป็นมองลงไปข้างล่างโดยไม่มีพิรุธ เขาก็เห็นจี้ทิงทำหน้าแหยๆ พลางชี้นิ้วไปที่หลังคอของตนเอง
เจ้าหูน้อยจี้ไม่สบายตรงไหนงั้นเหรอ?
จี้เยี่ยนจื๋อรีบเงยหน้าขึ้นทันที “ฉันรู้แล้ว นายไปเถอะ”
หลิงซีชะงักไป เขาเพิ่งพูดเปิดใจไปตั้งมากมาย ทำไมจู่ๆ พี่ใหญ่ถึงได้ไล่เขาไปเฉยๆ แบบนี้ล่ะ
เมื่อเห็นหลิงซียังคงนิ่งอยู่ จี้เยี่ยนจื๋อก็เร่งเร้าอีกครั้ง “กลับไปซะ ฉันยังมีงานด่วนต้องเคลียร์”
หลิงซีเม้มริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงค่อย “งั้นพี่ก็อย่าลืมทานอะไรบ้างนะครับ ผมไปก่อนนะ”
ทันทีที่บานประตูปิดสนิท จี้เยี่ยนจื๋อก็ก้มลงคว้าตัวจี้ทิงออกมาทันที
“คอไปโดนอะไรมา?”
จี้ทิงสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความเจ็บปวด พลางลูบหลังคอตัวเอง “ข้างล่างนั่นเหมือนจะมีหัวสกรูอยู่ตัวหนึ่งครับ เมื่อกี้มันทิ่มคอผมตลอดเลย เจ็บชะมัด”
จี้เยี่ยนจื๋อมองเข้าไปใต้โต๊ะแล้วตวาดด้วยความโมโห “แล้วนายขยับหนีเองไม่เป็นหรือไง!”
“ผมก็บอกพี่ไปแล้วไงว่าพื้นที่ข้างในนั้นมันไม่พอ ขาพี่ขวางอยู่ ผมไม่มีที่ให้ขยับหัวเลยสักนิด”
จี้เยี่ยนจื๋อเผยอปากจะเถียงแต่ก็เงียบไป เขาเอื้อมมือไปปัดมืออีกฝ่ายออก “มือสกปรกจะตาย ลูบไปทั่วทำไม”
เขาเอื้อมมือไปหมุนตัวจี้ทิงให้หันหลังกลับไป ทว่าพอได้เห็นหลังคอ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที บนผิวหนังขาวๆ นั้นเต็มไปด้วยรอยขูดขีด ทั้งแดงทั้งบวม แถมยังมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อยด้วย
ความรู้สึกบางอย่างราวกับกำลังบีบคั้นหัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อ ถังดินปืนที่อัดอั้นมานานในที่สุดก็ระเบิดออก “นายมันโง่หรือไง เป็นขนาดนี้แล้วจะทนทำไม?!”
จี้ทิงรู้สึกงุนงง เขาหันกลับมาสบตาอีกฝ่าย “ก็เมื่อกี้พี่กำลังเช็กความสำคัญของตัวเองในใจหลิงซีอยู่นี่ครับ ถ้าผมขัดจังหวะขึ้นมา พี่ก็ต้องโมโหกว่าเดิมไม่ใช่เหรอ?”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^