LNCrawler

ตอนที่ 122 ความเจ็บปวดอันแสนสาหัส

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 122 ความเจ็บปวดอันแสนสาหัส

        “ครับ ขอบคุณครับ”

       เลี่ยวข่ายนำของไปเก็บที่รถก่อน จากนั้นจึงย้อนกลับมารอครู่หนึ่ง จนกระทั่งเห็นจี้ทิงเดินออกมาจากด้านใน

       จี้ทิงเห็นเขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “พี่เลี่ยว ยังไม่กลับอีกเหรอครับ?”

       “เข่าผมมีอาการน้ำในข้อเข่าน่ะครับ หมอเลยแนะนำให้ทำกายภาพบำบัดด้วยแสงดู เพิ่งเสร็จเมื่อกี้นี้เอง”

       “แล้วเข่าพี่ดีขึ้นหรือยังครับ?”

       เลี่ยวข่ายชะงักไปครู่หนึ่ง นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเชื่อเป็นจริงเป็นจัง จึงรีบขยับขาให้ดู “ดีขึ้นแล้วล่ะครับ ดูสิ ไม่เป็นอะไรแล้วเห็นไหม?”

       “ครับ”

       จากนั้นทั้งคู่เดินทางออกจากรุ่ยเหอ เลี่ยวข่ายขับรถไปส่งจี้ทิงที่บ้าน

       จี้ทิงเดินอ้อมไปยังตึกทิศตะวันตก เมื่อเข้าไปในห้องเล่นเกม เขาก็ส่งไฟล์เมดูซ่าที่ทำเสร็จแล้วไปให้สวีเหริน

       ผ่านไปประมาณสิบกว่านาที สวีเหรินก็วิดีโอคอลกลับมา

       “ฮัลโหล”

       “อาจารย์จี้ ผมดูจบแล้วครับ!” สวีเหรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แววตาเป็นประกายวาววับ “มันสุดยอดมากๆ เลยครับ ผมนึกว่ากำลังดูหนัง 3D ฟอร์มยักษ์อยู่เสียอีก ทั้งตัวละครและฉากสมจริงจนน่าเหลือเชื่อเลยครับ”

       จี้ทิงคลี่ยิ้มบาง “ผมตั้งใจทำเอฟเฟกต์แบบมองด้วยตาเปล่าน่ะ ส่วนการขึ้นโมเดลนี้ใช้...”

       ทั้งคู่พูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง สวีเหรินบอกว่าจะพาส่องดูวัวที่คุณตาเลี้ยงไว้ ทันใดนั้นจี้ทิงก็เอ่ยถามขึ้นว่า “สวีเหริน ช่วงที่คุณกลับไปอยู่บ้านเกิด ผมขอไปพักที่หมู่บ้านซินซินสักสองสามวันได้ไหม?”

       คำถามนี้ทำเอาสวีเหรินถึงกับอึ้งไป ก่อนที่ความกังวลจะเข้าจู่โจมทันที “อาจารย์จี้ ประธานจี้คง... คงไม่ได้ไล่คุณออกมาอีกแล้วใช่ไหมครับ?”

       “เปล่าหรอก” จี้ทิงไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จึงได้แต่ตอบไปว่า “ช่วงตรุษจีนที่บ้านมีแขกมาเยอะ ต้องคอยรับหน้าอยู่ตลอด ผมเลยอยากหาที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลน่ะ”

       สวีเหรินผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “โธ่ ตกใจหมดเลยครับ นึกว่าพวกคุณทะเลาะกันเสียอีก”

       “แล้วคุณสะดวกไหม?”

       “อาจารย์จี้ครับ นั่นมันบ้านของคุณนะ ทำไมถึงกลับมาถามผมล่ะครับ”

       เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีลำบากใจ จี้ทิงจึงกล่าวว่า “ตกลง งั้นเรามาดูเจ้าเสี่ยวหม่านของคุณกันเถอะ”

       หลังจากดูวัวของบ้านสวีเหรินเสร็จ จี้ทิงก็ต่อสายหาจางซวี่

       “เฮ้! ฉันเห็นชื่อคนโทรเข้าแล้วนึกว่าตาฝาดไปเอง นายถึงขั้นโทรหาฉันเลยเหรอเนี่ย”

       จี้ทิงตอบรับในลำคอเบาๆ “จางซวี่ รบกวนช่วยอะไรหน่อยได้ไหม?”

       จางซวี่ยิ่งรู้สึกแปลกใจเข้าไปใหญ่ “คนอย่างฉันเนี่ยนะ เรื่องอะไรล่ะ?”

       “ช่วงตรุษจีนนี้ฉันจะออกไปข้างนอกสักพัก ถ้าคนที่บ้านฉันโทรหานาย ให้บอกว่าฉันไปเที่ยวต่างประเทศกับนายนะ น่าจะไปประมาณครึ่งเดือน”

       ในอดีต เจ้าของร่างเดิมมักจะทำเรื่องโกหกกลบเกลื่อนให้กันและกันกับเพื่อนเป็นปกติอยู่แล้ว แต่จี้ทิงในตอนนี้เปลี่ยนไปมาก ในสายตาของจางซวี่เขาคือเด็กดีไปแล้ว แต่ทำไมถึงกลับไปเป็นแบบเดิมอีกล่ะ

       “นายคงไม่ได้ทะเลาะกับพ่อแม่หรอกนะ หรือว่าพี่ชายนายหาเรื่องนายอีกแล้ว?”

       “ไม่ใช่จี้เยี่ยนจื๋อหรอก”

       ถ้าไม่ใช่จี้เยี่ยนจื๋อก็คงเป็นพ่อแม่ จางซวี่ขมวดคิ้วมุ่น “พ่อแม่นายนี่เหลือเกินจริงๆ ถ้าฉันกลับตัวกลับใจได้เหมือนนายนะ พ่อแม่ฉันคงจุดบั้งไฟฉลองไปแล้ว”

       “บั้งไฟมัน...” จี้ทิงพยายามข่มใจไม่แก้คำผิดให้อีกฝ่าย ก่อนจะย้ำว่า “เอาเป็นว่าตามนี้ได้ไหม?”

       “ไม่มีปัญหา ไว้ใจฉันได้เลย รับรองความไม่แตกแน่นอน”

       เมื่อหาเหตุผลในการไม่อยู่บ้านช่วงตรุษจีนได้แล้ว จี้ทิงก็กลับไปจดจ่อกับงานของตนเองอย่างสบายใจ โดยไม่รู้เลยว่าความลับของเขานั้น บัดนี้ได้วางอยู่ตรงหน้าจี้เยี่ยนจื๋อเรียบร้อยแล้ว

       ผู้จัดการฝ่ายการตลาดรายงานผลงานเสร็จก็เดินออกมาจากห้องประธานไป เลี่ยวข่ายจึงเดินสวนเข้าไปแทน เขาวางซองรายงานการตรวจจากรุ่ยเหอสองฉบับลงตรงหน้าจี้เยี่ยนจื๋อ พร้อมถ่ายทอดคำพูดที่ฟู่เฉิงฝากมา

       จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองฉบับที่บางกว่า พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย เจ้าหูน้อยจี้เคยไปพบจิตแพทย์นานขนาดนี้แล้วเชียวเหรอ

       เขาไม่ได้รีบร้อนเปิดดูฉบับนั้น แต่เลือกตรวจสอบผลการตรวจของวันนี้ก่อน

       ซึ่งผลก็ออกมาเหมือนกับฉบับที่ฟู่เฉิงเคยส่งให้เขาก่อนหน้านี้ นอกจากสมองของจี้ทิงจะมีลักษณะพิเศษของกลุ่มคนที่มีระดับสติปัญญาสูงล้ำแล้ว ก็ไม่พบพยาธิสภาพหรือความผิดปกติใดๆ ผลการตรวจทุกรายการปกติดีเยี่ยม

       จี้เยี่ยนจื๋อด่าลู่เหยียนชูในใจอีกรอบ ก่อนจะพลิกหน้ากระดาษย้อนกลับไป ทันใดนั้นสายตาก็พลันไปสะดุดเข้ากับช่องส่วนสูงที่ระบุว่า [178.8 ซม.]

       เขาหัวเราะหึออกมาอย่างนึกขำ ที่แท้เจ้าหูน้อยจี้ก็รู้จักคุยโวอยู่เหมือนกัน บอกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบสองงั้นเหรอ อีกสี่เซนติเมตรที่ขาดไปนั่นสงสัยคงยาวขึ้นแค่ในความฝันละมั้ง

       ในเมื่อร่างกายไม่ได้เจ็บป่วย จี้เยี่ยนจื๋อกวาดสายตามองผ่านๆ แล้วหยิบรายงานอีกฉบับขึ้นมา

       หน้าแรกระบุข้อมูลพื้นฐานอย่างอายุและส่วนสูงของจี้ทิง ตามมาด้วยคะแนนประเมินจากแบบประเมิน ASDS และ ASDASQ [1]

       แน่นอนว่าจี้เยี่ยนจื๋อย่อมไม่เข้าใจว่าตัวเลขเหล่านั้นหมายถึงอะไร เขาจึงอ่านแบบผ่านตาไปจนถึงหน้าที่สอง

       [อาการสำคัญและประวัติส่วนตัว]

       [อาการสำคัญ : ป่วยเป็นแอสเพอร์เกอร์มาตั้งแต่เด็ก]

       [ประวัติส่วนตัว : ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นแอสเพอร์เกอร์เมื่ออายุ 8 ปี ปัจจุบันมีอาการของโรคย้ำคิดย้ำทำระดับปานกลาง ภาวะการกินผิดปกติ และความบกพร่องทางพุทธิปัญญาระดับเบา]

       หางตาของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบ ความสับสนและความตกใจถาโถมสลับกันไปมา คล้ายกับกำลังพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหันนี้

       เขาเคยได้ยินชื่อโรคแอสเพอร์เกอร์ รู้ว่ามันเป็นประเภทหนึ่งของออทิสติก แต่ประเด็นคือจี้ทิงจะมีโรคแบบนี้ได้อย่างไร ในเมื่อตั้งแต่เล็กจนโตเขาก็ดูปกติดีทุกอย่าง...

       รูม่านตาของจี้เยี่ยนจื๋อพลันหดเกร็ง สีหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ ราวกับทั้งร่างถูกแช่แข็งไว้ตรงนั้น

       ไม่ใช่สิ... จี้ทิงไม่ได้ปกติ เขาไม่ปกติอย่างรุนแรงเลยต่างหาก

       เลี่ยวข่ายไม่เคยเห็นจี้เยี่ยนจื๋อแสดงสีหน้าที่สับสนวุ่นวายขนาดนี้มาก่อน เมื่อคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หัวใจของเขาก็พลอยหล่นวูบไปด้วย

       “ประธานจี้ครับ คุณชายรองเขาคงไม่ได้... ป่วยเป็นอะไรหรอกใช่ไหมครับ?” ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรสอดรู้ แต่เขาก็ยังรวบรวมความกล้าถามออกไป

       จี้เยี่ยนจื๋อคล้ายถูกดึงสติกลับสู่ความเป็นจริง แววตาของเขาหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด “ไปติดต่อจิตแพทย์คนที่เคยให้คำปรึกษาจี้ทิงก่อนหน้านี้ ถ้าเขาอยู่ในปักกิ่ง ให้รีบเชิญตัวมาที่นี่ทันที”

       “ครับ!”

       หลังจากเลี่ยวข่ายออกไป จี้เยี่ยนจื๋อก็สั่งให้ฟางเจี๋ยยกเลิกการประชุมช่วงบ่ายทั้งหมด รวมถึงงานเลี้ยงทางธุรกิจในตอนเย็น เขาก็จะไม่ไปเช่นกัน

       “ปกติประธานจี้ไม่ค่อยเปลี่ยนกำหนดการกะทันหันแบบนี้นะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”

       ฟางเจี๋ยส่ายหน้าพลางขมวดคิ้ว ส่งสัญญาณให้เริ่นฉวินเลิกซักไซ้และตั้งใจทำงานของตนเองต่อไป

       เมื่อเลี่ยวข่ายไปรับตัวจิตแพทย์นั้นมาได้ เขาก็แทบจะเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อส่งตัวมายังกลุ่มบริษัทซื่อลี่ ก่อนจะพาตรงดิ่งไปยังห้องประธานโดยไม่คิดหยุดพัก

       เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อได้พบอีกฝ่ายก็โค้งตัวอย่างสุภาพทันที “ขออภัยด้วยครับหมอเจิ้ง ที่เชิญคุณมาอย่างกะทันหันโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า”

       “ประธานจี้เกรงใจไปแล้วครับ” หมอเจิ้งเข้าประเด็นทันที “ที่เรียกผมมาวันนี้ เป็นเพราะจี้ทิงมีปัญหาอะไรใหม่หรือเปล่าครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อยื่นรายงานฉบับนั้นให้อีกฝ่าย “นี่คือรายงานการตรวจจากแผนกจิตเวชครั้งล่าสุดของเขา คุณลองดูก่อนครับ”

       หมอเจิ้งรับมาอ่าน เมื่อกวาดสายตาไปถึงช่องประวัติส่วนตัว เขาก็พลันรู้สึกเหมือนได้คลายปมปริศนาที่ค้างคาใจมานาน

       ที่แท้จี้ทิงก็เป็นแอสเพอร์เกอร์นี่เอง ถ้าอย่างนั้นปัญหาหลายๆ อย่างก่อนหน้านี้ก็มีเหตุผลรองรับได้เสียที

       เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองคนตรงข้าม “ประธานจี้ครับ ที่คุณเรียกผมมาครั้งนี้ อยากปรึกษาในด้านไหนเป็นพิเศษหรือครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อมีคำถามมากมายที่อยากจะถาม แต่สิ่งที่เขาอยากรู้ที่สุดคือ “โรคนี้จะส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกายบ้างไหมครับ?”

       “ถ้าอาการไม่ทรุดหนัก โดยปกติแล้วจะไม่ครับ แต่ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอุปสรรคทางสังคมที่รุนแรงมาก ถ้าไม่ได้รับการปรับพฤติกรรมเป็นเวลานาน จะส่งผลให้บุคลิกภาพกลายเป็นคนโกรธง่าย อารมณ์รุนแรง และอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าหรือโรคอารมณ์สองขั้วได้”

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วมุ่น “แต่จี้ทิงควบคุมอารมณ์ได้ดีมาตลอดนะครับ นิสัยใจคอก็ดีกว่าคนทั่วไปเสียอีก”

       หมอเจิ้งเคยสัมผัสกับจี้ทิงมาบ้าง ย่อมรู้ดีว่าเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ เขาจึงวิเคราะห์ต่อว่า

       “ตามประสบการณ์ของผม การที่เขาพัฒนามาได้ถึงระดับนี้ แสดงว่าตอนเด็กเขาจะต้องผ่านความยากลำบากมาไม่น้อยเลย อย่างน้อยในการฝึกฝนทักษะทางสังคม เขาต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายมากกว่าคนปกติจนยากจะจินตนาการได้เลยครับ”

       พูดจบเขาก็เผยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความยินดี “การที่เขาปรับตัวได้ดีขนาดนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับการที่คนในครอบครัวคอยทะนุถนอมเขามาตั้งแต่เด็ก ผู้ป่วยประเภทนี้ต้องการความเป็นระเบียบและความอดทนจากคนรอบข้างมากที่สุด ตัวอย่างเช่น เวลาที่จี้ทิงไม่เข้าใจคำพูดของพวกคุณ คนที่ไม่รู้เรื่องก็อาจจะว่าเขาเหมือนคนปัญญาอ่อนหรือสมองไม่ปกติ คำพูดพวกนี้แหละครับ... ที่สร้างบาดแผลและความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วยได้สาหัสที่สุด”

 

 

       เชิงอรรถ

       [1] ASDASQ (Autism Spectrum Disorder Adulthood Screening Questionnaire) คือ แบบสอบถามคัดกรองอาการออทิสติกในผู้ใหญ่


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^